หน้าแรก   ฉบับก่อน    ดัชนี    แนะนำ   ติดต่อเรา   สมาชิก   ซีเอ็ด  


UpDATE ฉบับที่ 270 มีนาคม พ.ศ. 2553

ปกเล่ม 270

   สารบัญ
   บอกกล่าว
   คุยกับชัยคุปต์
   นักวิทย์รุ่นเยาว์
   ประลองปัญญา
   UpDATE Kids
   Origami
   ข่าว/กิจกรรม


บอกรับจดหมายข่าว

โปรดแจ้ง
E-Mail ของคุณ

คุยกับชัยคุปต์

โดย ชัยคุปต์ e-mail : kshaiwat4@hotmail.com

ความสามารถของสมองมนุษย์
อีเมลจากคุณเอกวรรณ (ต่อ)

สมมติว่า ถ้าวันหนึ่งในอนาคต นักวิทยาศาสตร์ศึกษา เรียนรู้ และเข้าใจในเรื่องของหน้าที่ การทำงาน คำสั่ง และสัญญาณเครื่องมือที่บังคับการทำงานของสมองให้แสดงพฤติกรรมหรือความสามารถที่ต้องการได้ เหมือนการใช้รีโมตคอนโทรล (สั่งให้มนุษย์ทำงานได้ตามใจ โดยส่งคลื่นไปออกคำสั่งกับสมอง เช่น การส่งคลื่นแอลฟา บีตา ทีตา และเดลตา ไปควบคุมคลื่นไฟฟ้าสมอง) เรื่องนี้จะเป็นไปได้หรือไม่ครับ

คำตอบตรงๆ คือ ได้ในบางระดับครับ

ปัจจุบันก็มีการใช้หรือทดลองใช้ยาหรือชิป (บรรจุยาหรือแบตเตอรี่เล็กจิ๋วฝังในร่างกายที่จะออกฤทธิ์หรือ ทำงานตามกำหนดเวลาโดยอัตโนมัติ หรือโดยสัญญาณจากภายนอก เพื่อรักษา (บำบัด) อาการผิดปกติหรือสภาพความเครียด หรือเพื่อขจัดความทรงจำที่เลวร้ายในอดีต เช่น ความกลัวบางอย่าง (กลัวความสูง กลัวเสียงดังคล้ายเสียงปืนที่มีผลรุนแรงต่อทหารผ่านศึกที่ผ่าน ประสบการณ์เลวร้ายในสมรภูมิมาก่อน) ได้อยู่แล้ว ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า อยากจะทำได้ในระดับไหน และแนวโน้มก็ค่อนข้างสูงที่จะได้เห็นความก้าวหน้าในเรื่องนี้ถึงระดับที่คาดไม่ถึงกัน

แต่สิ่งที่คงจะบอกกันไม่ได้ในโลกความจริงคือ จะทำกันได้ถึงระดับสมบูรณ์ที่สุดหรือยัง เพราะเราคงจะบอกไม่ได้ว่า เรามีความรู้ความเข้าใจในการทำงานของสมองถึงระดับสมบูรณ์ที่สุดหรือยัง ยกเว้นในโลกจินตนาการคือในนิยายวิทยาศาสตร์ครับ

ข้อนี้เป็นเรื่องของความสับสนและไม่แน่ใจของผมเองครับ คือเป็นความสงสัยจาก คำกล่าวที่ว่า ความสามารถทางสมองของมนุษย์ในปัจจุบัน ยังถูกนำมาใช้ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ เพราะหลังจากที่ผมพยายามศึกษาเรื่องนี้ จึง เห็นว่าเกิดข้อโต้แย้งแบ่งเป็นสองฝ่าย คือจริง และไม่จริง ความเห็นของอาจารย์สำหรับเรื่อง นี้เป็นอย่างไร และขอความกรุณาช่วยแนะนำหนังสือหรือเว็บไซต์ที่มีการศึกษาเรื่องนี้ด้วยครับ (ในความคิดของผม เชื่อว่าสมองมนุษย์ ยังมีประสิทธิภาพซ่อนเร้นอีกมากมายครับ)

ในบทความเรื่อง “ความรู้เรื่องสมองสิ่งวิเศษสุดของมนุษย์” โดย ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล (ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “วิทยาการเพื่ออนาคต” นิตยสาร “สู่อนาคต” ระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม 2530 รวมตีพิมพ์เป็นเล่มอยู่ในหนังสือ “10 อาชีพแห่งอนาคต” ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล, มีเดียโฟกัส, 2532) เริ่มต้นด้วยหัวข้อ 1. สิ่งวิเศษสุดเรียก “สมอง” ความว่า...

ไอน์สไตน์ ยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลกเคยกล่าวไว้ทำนองว่า “สมองของมนุษย์เป็นสิ่งวิเศษสุด แต่น่าเสียดายที่คนเราโดยทั่วๆ ไป ใช้สมอง ทำงานได้เพียงประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ของประสิทธิภาพจริงของสมอง” 15 เปอร์เซ็นต์ของประสิทธิภาพจริงของสมองนับว่าน้อยเหลือเกินอยู่แล้ว แต่วงการวิทยาศาสตร์โดยทั่วๆ ไปยังเชื่อว่า ตัวเลข 15 เปอร์เซ็นต์นั้น สูงเกินความจริงไปเสียอีก นั่นคือ โดยเฉลี่ยแล้ว คนเราใช้สมองทำงานได้เพียง ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของประสิทธิภาพจริง เท่านั้น

มาล่าสุด จากข้อมูลความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับธรรมชาติและระบบการทำงานของสมอง ดู เหมือนว่าตัวเลขสิบเปอร์เซ็นต์นั้น ก็ยังสูงเกินไปเสียอีก เพราะแนวโน้มจากข้อมูลความรู้ใหม่เกี่ยวกับสมอง ชี้บ่งว่า สมองของคนเราวิเศษ ยิ่งกว่าที่เคยคิดเคยเชื่อกันมาเสียอีก และประสิทธิภาพหรือศักยภาพการทำงานสูงสุดของสมองนั้น ดูจะไม่มีขีดจำกัดทีเดียว

บทสรุปที่กล่าวได้อย่างค่อนข้างชัดเจนขณะนี้คือสมองมนุษย์ มีศักยภาพในการทำงานสูงอย่างที่มนุษย์ไม่เคยคาดคิดมาก่อน แต่น่าเสียดาย ที่ศักยภาพการทำงานของสมองไม่ได้รับการพัฒนาให้ออกมาแสดงบทบาทได้มากนัก มนุษย์เราโดยทั่วๆ ไป จึงใช้ประสิทธิภาพการ ทำงานของสมองได้เพียงส่วนน้อยนิด บทความเรื่อง “ความรู้เรื่องสมอง สิ่งวิเศษสุดของมนุษย์” เป็นบทความที่ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุลเขียนประมวลสรุปความรู้เกี่ยวกับสมอง ทันสมัยถึงขณะที่เขียนบทความนั้นอยู่ (ถึง พ.ศ. 2530) ในประเด็นเรื่องใหญ่ ทั้งหมด 10 หัวข้อ คือ (1) สิ่งวิเศษสุดเรียกว่า “สมอง” (2) เพื่อการใช้สมองอย่างมีประสิทธิภาพ (3) เปรียบเทียบสมองกับคอมพิวเตอร์ (4) พัฒนาการความรู้เรื่องสมอง (5) พัฒนาการของสมอง (6) เซลล์ประสาทหรือนิวรอน (7) โครงสร้างสมอง (8) สองซีกของสมอง (9) สมองของคนถนัดซ้ายกับถนัดขวา (10) สมองไม่เคยแก่ ต่อไปนี้ เป็นคำตอบของผมสำหรับคำถามของคุณเอกวรรณ โดยแบ่งเป็นข้อๆ เพื่อความชัดเจนครับ

(1) โดยภาพรวมแล้ว ถึงล่าสุดในปัจจุบัน ซึ่งองค์ความรู้เกี่ยวกับสมองพัฒนาขึ้นอย่างมากจาก พ.ศ. 2530 ที่ ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุลได้ประมวลสรุปเขียนเป็น บทความเรื่อง “ความรู้เรื่องสมอง สิ่งวิเศษสุดของมนุษย์” แต่บทสรุปรวบยอดก็ยังคงเดิม คือสมองมนุษย์มีศักยภาพในการทำงานสูงกว่าที่มนุษย์ส่วนใหญ่ใช้ กันอยู่มาก นั่นคือความคิดของคุณเอกวรรณที่เชื่อว่าสมองมนุษย์ยังมีประสิทธิภาพซ่อนเร้นอีกมากมายนั้น ถูกต้องแล้วครับ สำหรับตัวเลขประสิทธิภาพการทำงานของสมองที่มนุษย์ส่วนใหญ่ใช้กันจริงๆ เพียง 15 เปอร์เซ็นต์หรือ 10 เปอร์เซ็นต์นั้น เป็นเพียงตัวเลขที่ยกกันขึ้นมา (ดังเช่น โดยไอน์สไตน์) เพื่อแสดงให้เห็นว่า มนุษย์เราส่วนใหญ่ใช้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองกันเพียงส่วนน้อยนิดของประสิทธิภาพจริงเท่านั้น ไม่มีข้อมูลหลักฐานจากการศึกษาวิจัยโดยตรงว่า สัดส่วนการใช้ประสิทธิภาพการทำงานจริงของสมองที่มนุษย์เราใช้กันนั้น โดยเฉลี่ยกี่เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นเช่นนี้ ประเด็นใหญ่ก็คือ วงการวิทยาศาสตร์ถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีข้อมูลความรู้หรือวิธีการที่จะบอกได้ว่า สมองของคนเราจะมีประสิทธิภาพในการ ทำงานสูงสุดหรือสมบูรณ์ที่สุดแค่ไหน จึงไม่อาจระบุอย่างเป็นรูปธรรมที่เป็นวิทยาศาสตร์จริงๆ ได้ว่า แล้วมนุษย์โดยทั่วไป ใช้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้กี่เปอร์เซ็นต์ครับ (ยกเว้นในนิยายวิทยาศาสตร์ ดังความคิดความตั้งใจของคุณเอกวรรณเองในคำถามแรกของวันนี้)

(2) ทศวรรษระหว่าง ค.ศ. 1990-1999 เป็นทศวรรษที่ความรู้เกี่ยวกับสมองมนุษย์ก้าวกระโดดเป็นพิเศษ เพราะอดีตประธานาธิบดีสหรัฐ จอร์ช บุช บิดาของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐ จอร์ช บุช จูเนียร์ ได้กำหนดเป็นนโยบายให้เป็น “Decade of the Brain” (ทศวรรษแห่งสมอง) ทำให้เกิดการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสมองอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ส่งผลให้ความรู้เกี่ยวกับสมองมนุษย์ ก้าวกระโดดจากก่อน ค.ศ. 1990 อย่างมากมาย มีผลรายงานการวิจัยตีพิมพ์ออกมา มีหนังสือและสื่อเพื่อการศึกษาเกี่ยวกับองค์ความรู้ใหม่ๆ ของ สมองผลิตออกมาเผยแพร่มากมาย มีศูนย์หรือสถาบันการวิจัยใหม่ๆ เกี่ยวกับสมองเกิดขึ้น ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการความรู้และใช้ประโยชน์ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับสมอง เป็นขุมทรัพย์ความรู้เกี่ยวกับสมองสำหรับทั้งวงการวิทยาศาสตร์เองและผู้สนใจทั่วไป รวมถึงคุณเอกวรรณด้วย

(3) สำหรับหนังสือและเว็บไซต์เพื่อการศึกษาและติดตามองค์ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับสมองที่คุณเอกวรรณจะใช้ประโยชน์ได้ มีอยู่มากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือที่เกี่ยวกับสมองที่เขียนหรือตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ ที่เป็นภาษาไทยก็มีหนังสือเกี่ยวกับความรู้ใหม่ๆ และการใช้ประโยชน์ของความรู้ใหม่ๆ เพื่อประสิทธิภาพการใช้สมองเป็นจำนวนไม่น้อย มีอยู่บางเล่มที่เป็นหนึ่งใน 100 เล่มหนังสือดีวิทยาศาสตร์ ที่ผมขอแนะนำเพราะเกี่ยวกับสมองและการใช้ประโยชน์ของสมองอย่างถูกทางสี่เล่มคือ (1) เรียนลึก รู้ไวใช้สมองอย่างมีประสิทธิภาพ, วิทยากร เชียงกูล, สถาบันวิทยาศาสตร์การเรียนรู้, พ.ศ. 2548 (2) การเรียนรู้อย่างมีความสุข : สารเคมีในสมองกับความสุขและการเรียนรู้, รศ.พญ.ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์, องค์การค้าของคุรุสภา, พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2545 (3) ลูกฉลาดได้ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์, นพ.ชัยรัตน์ ปัณฑุรอัมพร, รักลูกแฟมิลี่กรุ๊ป, พิมพ์ครั้งที่ 27, พ.ศ. 2548 (4) มหัศจรรย์แห่งชีวิต, ชัยวัฒน์ คุประตกุล, สารคดี, พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2548

สำหรับนิตยสารหรือวารสารวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความรู้ใหม่ๆ ของสมอง มีมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เป็นภาษาอังกฤษ มีทั้งวารสารวิชาการเฉพาะทางเกี่ยวกับสมอง เและระบบประสาท และวารสารวิทยาศาสตร์สำหรับทั้งประชาคมวิทยาศาสตร์และผู้อ่านทั่วไปก็มีเช่น Discover, Scientific American, NewScientist, Science, Popular Science ฯลฯ ซึ่งบางครั้งก็มีฉบับพิเศษเกี่ยวกับสมองทั้งเป็นวาระและเป็นประจำครับ สำหรับเว็บไซต์ เป็นแหล่งใหญ่ที่จะติดตามข่าวความรู้และผลการวิจัยใหม่ๆ เกี่ยวกับสมอง ดังเช่น Google (มีลิงก์มากมาย), Wikipedia (เป็นสารานุกรมออนไลน์), Discovermagazine.com (ของนิตยสาร Discover), sciam.com (ของ Scientific American), newscientist.com (ของ NewScientist), sciencemag.org (ของ Science Magazine), popsci.com (ของ Popular Science) ครับ

ผมมีความสนใจและอยากศึกษาเรื่องราว ทางด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับจักรวาล อย่างจริงจัง ถึงจะอายุ 28 แล้ว และมีความรู้พื้นฐานไม่มาก (เนื่องจากตอนเรียน ผมเรียน คณะมัลติมีเดีย ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่สนใจเลย แต่ก็เป็นอีกสาขาผมชอบ) และตอนนี้อยากเริ่มศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้จริงจัง อยากให้อาจารย์ช่วย แนะนำคณะ สาขา หรือคอร์สที่ผมพอจะเริ่ม ต้นศึกษาได้ เพราะหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าได้ศึกษาหรือเล่าเรียนจะเป็นประโยชน์กับตนเองและประเทศชาติต่อไปในอนาคต

ถ้าจะศึกษาเพื่อเป็นความรู้และใช้ประโยชน์เฉพาะตัวของคุณเอกวรรณเอง เช่น ใช้ในการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ ก็มีแหล่งศึกษามากมาย จากหนังสือ นิตยสาร วารสาร และเว็บไซต์ต่างๆ แต่ถ้าจะศึกษาอย่างจริงจัง คือเข้าเป็นนักศึกษาหลักสูตรเกี่ยวกับจักรวาลอย่างเป็นระบบ ในประเทศไทยยังไม่มีหลักสูตรทางด้านดาราศาสตร์หรือจักรวาลวิทยา หรือวิทยาศาสตร์อวกาศ (Space Science) ระดับปริญญาตรี-โท-เอกโดยตรง แต่ที่ใกล้เคียงคือหลักสูตรทางด้านฟิสิกส์ แล้วเลือกศึกษาวิชาเลือกที่เกี่ยวกับจักรวาล

สำหรับในต่างประเทศ ดังเช่น สหรัฐอเมริกา หลายประเทศในยุโรป ออสเตรเลีย และบางประเทศในเอเชีย ก็มีหลักสูตรให้เลือกมากมาย อีกทางหนึ่งที่อาจจะสะดวกสำหรับคุณเอกวรรณคือ สมัครเรียนหลักสูตรเกี่ยวกับอวกาศและจักรวาลทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งในปัจจุบันมีหลายหลักสูตรให้เลือกเรียนได้อย่างจริงจังถึงระดับปริญญา ให้เข้าไปศึกษาดูในอินเทอร์เน็ต ถ้าได้ผลหรือมีปัญหาอย่างไร ก็ส่งอีเมล หรือจดหมาย (ผ่านทางอัพเดท) ถึงผมอีกนะครับ

ขอให้คุณเอกวรรณได้มีความฝันที่เป็นจริง ทั้งในการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์และการศึกษาเกี่ยวกับจักรวาลครับ

พบกันใหม่ฉบับหน้า

พบกับเรื่องนี้ได้ที่ : http://update.se-ed.com/268/chaiyakupt-268.shtml











  หน้าแรก   ฉบับก่อน    ดัชนี    แนะนำ   ติดต่อเรา   สมาชิก   ซีเอ็ด

UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 75 บาท อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 825 บาท จัดพิมพ์โดย บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 1858/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260 โทร.0 2739 8111 โทรสาร 0 2739 8244 E-mail : update@se-ed.com