หน้าแรก   ฉบับก่อน    ดัชนี    แนะนำ   ติดต่อเรา   สมาชิก   ซีเอ็ด  

UpDATE ฉบับที่ 256 มกราคม พ.ศ. 2552

ปกเล่ม 256

   สารบัญ
   บอกกล่าว
   บทความ
   คุยกับชัยคุปต์
   ประลองปัญญา
   UpDATE Kids
   ข่าว/กิจกรรม



บอกรับจดหมายข่าว

โปรดแจ้ง
E-Mail ของคุณ

บทความ

โดย น.สพ.ดร.เอกชัย เจนวิถีสุข

รางวัลโนเบลกับมหากาพย์เรื่องการค้นพบเอชไอวี

ผลการพิจารณาผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ประจำ พ.ศ. 2551 เพิ่งจะประกาศไปเมื่อวันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม ที่ผ่านมา ปีนี้มีผู้ได้รับรางวัลร่วมกันสามคน โดยทั้งสามคนเป็นนักไวรัสวิทยา คนแรกคือ ฮารัลด์ ซูร์ เฮาเซน จากศูนย์วิจัยโรคมะเร็ง เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนี จากการค้นพบว่า Human Papilloma Virus หรือ เอชพีวี เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก

ซูร์ เฮาเซนเป็นผู้ที่ได้รับการคาดหมายมานานแล้วว่า จะได้รับรางวัลโนเบล และเมื่อได้รับการประกาศชื่อ ทุกฝ่าย ต่างก็เห็นด้วยกับคำตัดสินของคณะกรรมการโดยไม่มีข้อสงสัยหรือข้อกังขาใดๆ เนื่องจาก ซูร์ เฮาเซน ทุ่มเททำงานวิจัยเป็นเวลามากกว่ายี่สิบปีในการพิสูจน์ให้นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายเชื่อว่าเอชพีวี เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก ไม่ใช่ Human Herpesvirus หรือไวรัสโรคเริม ดังที่ได้สอนกันในมหาวิทยาลัยมาเป็นเวลานาน แม้ในช่วงแรกจะมีผู้ไม่เห็นด้วย แต่ ซูร์ เฮาเซนก็ไม่ลดละที่จะทำงานวิจัยจนประสบความสำเร็จ งานวิจัยของ ซูร์ เฮาเซ่นนี้ส่งผลให้มีการพัฒนาวัคซีนที่สามารถใช้ป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีและโรคมะเร็งปากมดลูกอย่างได้ผล

ส่วนผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ในปีนี้ร่วมกับ ซูร์ เฮาเซนอีกสองคนคือ ฟรองซัวส์ บาร์เร-ซีนูสซี และ ลุก มอนแตกนิเยร์ จากสถาบันปาสเตอร์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จากการค้นพบไวรัสเอช ไอวีในผู้ป่วยเอดส์เป็นครั้งแรก ผลการพิจารณารางวัลโนเบลในส่วนนี้เป็นที่สนใจ และวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากทั้งในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์และประชาชนทั่วไปเนื่องจากมีความขัดแย้งและมีการฟ้องร้องกันตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมาภายหลังจากการค้นพบเอชไอวี

จุดเริ่มของเอชไอวี

วันที่ 5 มิถุนายน 2524 เป็นวันที่นักวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นวันแรกที่เริ่มมีการระบาดของเอชไอวี เนื่องจากเป็นวันที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกาตีพิมพ์รายงานทางการแพทย์ว่าพบผู้ป่วยที่มีภาวะความบกพร่องของระบบภูมิคุ้ม กันของร่างกายในกลุ่มชายรักร่วมเพศในสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2526 คณะวิจัยของมอนแตกนิเยร์ตีพิมพ์ ผลงานวิจัยในวารสาร Science รายงานว่าพบไวรัสชนิดหนึ่งในต่อมน้ำเหลืองของผู้ป่วยเอดส์ ซึ่งเชื่อว่าไวรัสดังกล่าวน่าจะเป็นสาเหตุของโรคเอดส์และตั้งชื่อไวรัสนี้ว่า Lymphadenopathy-associated virus หรือ แอลเอวี ซึ่งหมายถึงไวรัสที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของต่อมน้ำเหลือง

มอนแตกนิเยร์ส่งตัวอย่างไวรัสไปให้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อให้ช่วยตรวจยืนยันชนิดของไวรัส ต่อมามีการส่งตัวอย่างไวรัสต่อไปที่ห้องปฏิบัติการของ รอเบิร์ต แกลโล ที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและมีความพร้อมด้านเครื่องมือ วันที่ 4 พฤษภาคม 2527 คณะวิจัยของแกลโลตีพิมพ์รายงานในวารสาร Science ว่าค้นพบไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคเอดส์ และเรียกชื่อไวรัสนี้ว่า Human T-lymphotropic virus type III หรือ เอชทีแอลวีสาม ซึ่งหมายถึงไวรัสที่ชอบเข้าไปอาศัยและเพิ่มจำนวนในเม็ดเลือดขาวชนิดทีลิมโฟไซต์ของมนุษย์ แกลโล กล่าวว่าการค้นพบไวรัสชนิดใหม่นี้เป็นการค้นพบโดยคณะวิจัยของตนเอง ไม่เกี่ยวข้องกับมอนแตกนิเยร์และไวรัสที่ค้นพบนี้เป็นคนละชนิดกับแอลเอวี

หลังจากนั้นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับไวรัสชนิดนี้ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และได้รับการตรวจยืนยันจากนักวิทยาศาสตร์กลุ่มอื่นๆ จนกระทั่งเดือนมีนาคม 2528 จึงได้รับการยืนยันว่า แอลเอวีและเอชทีแอลวีสาม เป็นไวรัสชนิดเดียวกันและเป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคเอดส์ ในเดือนพฤษภาคม 2529 คณะกรรมการจัดกลุ่มไวรัสนานาชาติได้ประชุมและตั้งชื่อ ไวรัสนี้ใหม่ว่า Human Immunodeficiency Virus หรือ เอชไอวี ซึ่งเป็นชื่อเรียกไวรัสชนิดใหม่นี้อย่างเป็นทางการและใช้มาจนปัจจุบัน

สิทธิบัตรสองใบ?

แกลโลยื่นจดสิทธิบัตรวิธีการตรวจหาเอชไอวีในเลือดผู้ติดเชื้อต่อสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าของสหรัฐอเมริกาและได้รับสิทธิบัตรในเดือนพฤษภาคม 2528 ในขณะที่มอนแตกนิเยร์และทนายยื่นจดสิทธิบัตรไปก่อนหน้านั้นถึง 17 เดือน แต่เอกสารยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ทำให้สถาบัน ปาสเตอร์และประเทศฝรั่งเศสไม่พอใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากการถือสิทธิบัตรจะทำให้สามารถผูกขาดการผลิตและการขาย ชุดตรวจเอชไอวี ซึ่งจะทำให้มีรายได้อย่างมหาศาล ความขัดแย้งจึงเริ่มขึ้นโดยต่างฝ่ายต่างยืนยันว่าเป็นผู้ค้นพบเอชไอวีก่อนและสิทธิในสิทธิบัตรควรจะเป็นของฝ่ายตน ความขัดแย้งได้ขยาย วงไปถึงกลุ่มนักกฎหมายและนักการเมืองระดับประเทศด้วยเนื่องจากเกิดการฟ้องร้องกันขึ้น ฝ่ายสนับสนุนสถาบันปาสเตอร์กล่าวว่ามอนแตกนิเยร์เป็นผู้ค้นพบเอชไอวีเป็นคนแรกโดยมีหลักฐานการตีพิมพ์ในวารสาร Science และกล่าวหาแกลโลว่าแอบอ้างว่าไวรัสที่ได้รับจากมอนแตกนิเยร์เป็นของตนเอง ส่วนฝ่ายที่ สนับสนุนแกลโลแย้งว่าข้อมูลที่มอนแตกนิเยร์รายงานในวารสาร Science นั้นยังไม่สามารถสรุปได้ว่า แอลเอวีเป็นสาเหตุ ของโรคเอดส์ แกลโลต่างหากที่เป็นผู้พิสูจน์จนแน่ชัดว่า เอชทีแอลวีสามเป็นสาเหตุของโรคเอดส์

ในที่สุด เมื่อเดือนมีนาคม 2530 ผู้นำของทั้งสองประเทศในสมัยนั้นคือ โรนัลด์ เรแกน ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาและจากส์ ชีรัก นายกรัฐมนตรีของฝรั่งเศสต้องเข้ามามีบทบาทในการเจรจาไกล่เกลี่ย โดยทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในเอกสารตกลงกันว่า ลุก มอนแตกนิเยร์ และ รอเบิร์ต แกลโล เป็นผู้ค้นพบเอชไอวีร่วมกันและผลประโยชน์ที่ได้จากการจดสิทธิบัตรนั้นก็จะแบ่งให้ทั้งสองฝ่ายเท่าๆ กัน

แปดวันหลังจากการลงนามของผู้นำของทั้งสองประเทศ นักวิทยาศาสตร์ของห้องปฏิบัติการแห่งชาติที่ ลอส อะลามอส สหรัฐอเมริกา ทำการวิเคราะห์ดีเอ็นเอของเอชไอวีที่ได้จากการค้นพบของมอนแตกนิเยร์และแกลโล พบว่าเป็นเอชไอวีที่มาจากผู้ติดเชื้อคนเดียวกัน แต่ในเวลานั้นยังไม่มีใครสนใจผลการวิเคราะห์นี้ ในเดือนมกราคม 2533 นักข่าวของหนังสือพิมพ์ ชิคาโกทริบูนเขียนบทความเกี่ยวกับการสืบสวนการทำงานวิจัยของแกลโลในการค้นพบเอชไอวีซึ่งพบพิรุธหลายอย่าง ทำให้สถาบันสุขภาพแห่งชาติตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนแกลโลถึงสาเหตุที่ดีเอ็นเอของเอชไอวีจากห้องปฏิบัติการทั้งสองมีความเหมือนกัน เดือนกุมภาพันธ์ 2535 ผลการสอบสวนของคณะกรรมการพบว่า แกลโลมีความผิดที่รายงานว่าไม่มีการปนเปื้อนแอลเอวีในห้องปฏิบัติการของตนเอง แต่คณะกรรมการได้ถอนคำตัดสินนี้ในเดือนพฤศจิกายน 2536 อย่างไรก็ดี ในเดือนกรกฎาคม 2537 รัฐบาลอเมริกันจ่ายเงินหลายล้านเหรียญฯ ให้แก่สถาบันปาสเตอร์ เป็นค่าชดเชยที่นักวิทยาศาสตร์ของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกาได้นำไวรัสของสถาบันปาสเตอร์ไปใช้ในการคิดค้นชุดตรวจหาเอชไอวี ใน พ.ศ. 2527 ซึ่งเป็นการยอมรับว่าไวรัสที่แกลโลใช้ในการพัฒนาชุดตรวจจนกระทั่งจดสิทธิบัตรได้นั้นเป็นไวรัสที่ได้รับจากมอนแตกนิเยร์

จบกันที่โนเบล

ถึงแม้เวลาจะล่วงเลยมาจนเริ่มคริสต์ศตวรรษใหม่ แต่ ก็ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ว่าใครควรจะได้รับการบันทึกในประวัติศาสตร์ของโลกในฐานะผู้ค้นพบเอชไอวี ในช่วงเวลาที่ผ่านมาจึงมีความพยายามที่จะชำระประวัติศาสตร์ให้มีความชัดเจนในขณะที่ผู้เกี่ยวข้องกับการค้นพบนี้ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ที่ เป็นตัวแทนของทั้งสองฝ่ายที่น่าจะเขียนประวัติศาสตร์ได้ดีที่ สุดคือ มอนแตกนิเยร์และแกลโล เนื่องจากเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้นในขณะนั้น บรรณาธิการของวารสารทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่มีชื่อเสียงและมีผู้อ่านจำนวนมากทั่วโลก เช่น Nature, Science, The New England Journal of Medicine จึงเชิญให้มอนแตกนิเยร์และแกลโลเขียนบทความบรรยายลำดับเหตุการณ์การค้นพบเอชไอวีและแต่ละฝ่ายมีส่วนร่วมในการ ค้นพบนี้อย่างไร บทความที่ทั้งสองเขียนออกมานั้นบรรยายในทำนองที่ต่างฝ่ายต่างทำงานจนได้ข้อมูลที่สามารถยืนยันการ ค้นพบเอชไอวีในผู้ป่วยโรคเอดส์ ไม่มีการชี้ชัดว่าใครเป็นผู้ ค้นพบเอชไอวีเป็นคนแรก

จนกระทั่งมีการพิจารณามอบรางวัลโนเบลให้นักวิทยาศาสตร์ของสถาบันปาสเตอร์ในปีนี้โดยไม่มีชื่อของรอเบิร์ต แกลโลรวมอยู่ด้วย ซึ่งเป็นเหมือนการตัดสินจากตัวแทนนักวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในวงการ โดยคณะกรรมการพิจารณาผู้สมควรได้รับรางวัลโนเบลปีนี้ประกอบไปด้วยนักวิทยาศาสตร์อาวุโสที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ จำนวน 50 คน แจน แอนเดอร์สัน ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการประจำปีนี้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า อัลเฟรด โนเบล ผู้ก่อตั้งรางวัลโนเบลกำหนดไว้ว่า ผู้ที่จะได้รับรางวัลโนเบลนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ค้นพบ พิสูจน์ หรือประดิษฐ์สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เป็นคนแรกและสิ่งนั้นมีประโยชน์ต่อมนุษยชาติโดยรวม ในแต่ละปีจะมี ผู้ได้รับรางวัลร่วมกันในสาขาใดสาขาหนึ่งได้ไม่เกินสามคน โดยแต่ละคนอาจจะร่วมกันค้นพบสิ่งเดียวกันหรือต่างคนต่างค้นพบสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกันก็ได้ และคณะกรรมการไม่สามารถพิจารณามอบรางวัลให้แก่ผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว

คำตัดสินของคณะกรรมการพิจารณาผู้ได้รับรางวัลโนเบลในปีนี้สามารถนำไปวิเคราะห์ได้หลายประการ ประการแรก การที่ต้องรอเป็นเวลานานหลายปีกว่าที่จะประกาศชื่อผู้ได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบเอชไอวีได้ น่าจะมีสาเหตุมาจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน มีนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับการค้นพบเอชไอวีหลายคน คณะกรรมการจึงต้องใช้เวลาพิจารณาบทบาทในอดีตของนักวิทยาศาสตร์แต่ละคนอย่าง ถี่ถ้วนว่าเกี่ยวข้องกับการค้นพบเอชไอวีอย่างไร จนกระทั่งได้ข้อสรุปเป็นมติเสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมการ ประการต่อมา การที่แกลโลไม่ได้รับรางวัลโนเบลในฐานะผู้ค้นพบเอชไอวีนั้นน่าจะมาจากข้อกำหนดของอัลเฟรด โนเบล ที่ต้องการมอบรางวัลให้แก่ผู้ค้นพบสิ่งที่สำคัญเป็นคนแรก หลักฐานที่มีในปัจจุบันบ่งชี้ว่า บาร์เร-ซีนูสซี และ มอนแตกนิเยร์ เป็นผู้ค้นพบเอชไอวี ถึงแม้แกลโลจะเป็นบุคคลสำคัญที่บุกเบิกงานวิจัยด้านเอชไอวีแต่ก็ไม่เข้าข่ายที่จะได้รับรางวัลโนเบล ประการสุดท้าย สิ่งที่ได้เรียนรู้จากผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสามคนและผู้ที่เกือบจะได้รับรางวัลโนเบลอีกหนึ่งคนในปีนี้ก็คือ การใช้เล่ห์เหลี่ยม การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันนั้นมีอยู่ในทุกวงการ ไม่เว้นแม้แต่วงการวิทยาศาสตร์ และสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตกับสิ่งที่อยู่ในหนังสือ ประวัติศาสตร์นั้นอาจจะไม่ตรงกันก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนเขียน แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่เราทุกคนควรเอาอย่างนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้คือ การเป็นผู้มีความเพียรพยายาม มุ่งมั่นทำงานโดย ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ แม้จะล้มเหลวหรือต้องใช้เวลานานก็ตาม

พบกับเรื่องนี้ได้ที่ : http://update.se-ed.com/254/nobel-hiv-254.shtml



โปรโมชั่นพิเศษ สมัครสมาชิกหรือต่อายุ UpDATE ตั้งแต่ 1 ปี (12 ฉบับ) ขึ้นไป
รับฟรี! Multifunction Tape Measure ที่มีทั้ง สายวัดยาว 5 เมตร ไฟส่องตัวเลขในที่มืด เครื่องคิดเลข และเครื่องวัดความเอียง มูลค่า 250 บาท ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2552 (หรือจนกว่าของหมด)
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายสมาชิก นิตยสาร UpDATE โทรศัพท์ 0 2739 8290, 0 2739 8111 ต่อ 8291 อีเมล : member@se-ed.com คลิกดูรายละเอียด












  หน้าแรก   ฉบับก่อน    ดัชนี    แนะนำ   ติดต่อเรา   สมาชิก   ซีเอ็ด

UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 75 บาท อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 825 บาท จัดพิมพ์โดย บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 1858/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260 โทร.0 2739 8111 โทรสาร 0 2739 8244 E-mail : update@se-ed.com