คุยกับชัยคุปต์
โดย ชัยคุปต์ e-mail : kshaiwat2@hotmail.com
ลำดับเหตุการณ์โลกร้อน
อีเมลจากคุณไผ่
อยากได้ลำดับเรื่องราวเหตุการณ์สำคัญ เกี่ยวกับ ภาวะโลกร้อน หรือ global warming จากอดีตถึงปัจจุบัน ซึ่งอาจารย์ได้ พูดถึงในรายการวิทยุ ชีวิตกับจักรวาล จะขอนำไปใช้ในการทำโครงการวิกฤติโลกร้อนครับ
บันทึก TIMELINE หรือ เส้นเวลา นี้ ผมเริ่มอย่างสั้นๆ จากประมาณ 10,000 ปีก่อนเกี่ยวกับการสิ้นสุดของยุคน้ำแข็งเล็ก แต่เรื่องราวความเคลื่อนไหวที่เป็นส่วนสำคัญ เน้นจากยุคแรกของการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมถึงปัจจุบันครับ
ประมาณ 10,000 ปีก่อน : การสิ้นสุดของยุค น้ำแข็งเล็กล่าสุด มีน้ำแข็งปกคลุมแผ่นดินเฉพาะที่เกาะกรีนแลนด์และทวีปแอนตาร์กติกาที่ขั้วโลกใต้และแผ่น น้ำแข็งปกคลุมมหาสมุทรอาร์กติกแถบขั้วโลกเหนือ
ค.ศ. 1800-1870 : ยุคแรกของการปฏิวัติทางอุตสาหกรรม ถ่านหิน ทางรถไฟ การเผาป่า บุกเบิกป่าเพื่อเปิดพื้นที่ใหม่ ทำให้ก๊าซเรือนกระจกถูกปล่อยเข้าสู่บรรยากาศเพิ่มมากขึ้น
ระดับของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ จากการตรวจวัดจากชั้นน้ำแข็งเก่าแก่ มีอยู่ประมาณ 290 พีพีเอ็ม (ppm หรือส่วนต่อล้าน) ระดับอุณหภูมิของบรรยากาศ เฉลี่ยทั้งโลกระหว่าง ค.ศ. 1850-1870 มีค่าประ มาณ 13.6 องศาเซลเซียส
ค.ศ. 1827 : โจเซฟ ฟูริเยร์ (Joseph Fourier : ค.ศ. 1768-1830) ค้นพบปรากฏการณ์เรือนกระจกว่าก๊าซในบรรยากาศมีบทบาท สำคัญทำให้โลกอบอุ่นขึ้น แต่ยังไม่เรียกเป็นปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect)
ค.ศ. 1870-1910 : การปฏิวัติทางอุตสาหกรรม ครั้งที่สอง การใช้ปุ๋ย สารเคมี ไฟฟ้า และการสาธารณสุข ทำให้ปรากฏการณ์เรือนกระจกรุนแรงขึ้น
ทศวรรษ ค.ศ. 1890-1940 : อุณหภูมิเฉลี่ยของบรรยากาศใกล้ผิวโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 0.25 องศาเซลเซียส
ค.ศ. 1896 : สวันเต อาร์เรเนียส (Svante Arrhenius : ค.ศ. 1859-1927) ตีพิมพ์รายงานการ ศึกษาปรากฏการณ์เรือนกระจกเกี่ยวกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และตั้งคำ Greenhouse Effect หรือปรากฏการณ์เรือนกระจกขึ้นมา เสนอความเห็นว่า การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล อาจทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
ค.ศ. 1914-1918 : สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลสำหรับการผลิตอาวุธ การใช้อาวุธ การขนส่ง ก๊าซเรือนกระจกจากการเผาทำลายป่าและบ้านเมือง ถูกปล่อยเข้าสู่บรรยากาศ
ค.ศ. 1939-1945 : สงครามโลกครั้งที่สอง การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลสำหรับการดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับสงคราม การเผา การระเบิดทำลาย เพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ
ระเบิดนิวเคลียร์สองลูกที่ฮิโรชิมามีผลทำให้บรรยากาศของโลกเย็นลง แต่ไม่นาน เนื่องจากเป็นระเบิดนิวเคลียร์ขนาดเล็ก เป็นตัวอย่างเตือนปรากฏการณ์ฤดูหนาวนิวเคลียร์ (nuclear winter) ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ถ้าเกิดสงครามโลกครั้งที่สาม ซึ่งจะเป็นสงครามนิวเคลียร์
คาร์ล ซาแกน (Carl Sagan : ค.ศ. 1934-1996) และคณะ เสนอทฤษฎีฤดูหนาวนิวเคลียร์ เมื่อ ค.ศ. 1983 จากการศึกษาผลของพายุฝุ่นของดาวอังคาร
ค.ศ. 1940-1970 : อุณหภูมิเฉลี่ยบรรยากาศของโลกลดลง 0.2 องศาเซลเซียส ความสนใจของวงการวิทยาศาสตร์ต่อปรากฏการณ์เรือนกระจกลดลง นักวิทยาศาสตร์ทางด้านภูมิอากาศบางคน พยากรณ์การเกิดยุคน้ำแข็งครั้งใหม่
ค.ศ. 1950-1970 : ในขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยบรรยากาศโลกช่วงที่ผ่านมาลดลง 0.2 องศาเซลเซียส แต่จากช่วง ค.ศ. 1950-1970 พัฒนาการของเทคโนโลยีก็ทำให้ได้ข้อมูลใหม่ เตือนถึงปรากฏการณ์เรือนกระจกและภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้น มีความตื่นตัวเรื่องระดับคาร์บอนไดออกไซด์ที่กำลังเพิ่มขึ้น และปัญหาเรื่อง มลภาวะ
ค.ศ. 1958 : ชาลส์ เดวิด คีลิง (Charles David Keeling : ค.ศ. 1928-2005) นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน เริ่มต้นโครงการตรวจวัดระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศอย่างต่อเนื่องทุกปีเป็นครั้งแรก พบคาร์--บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ค.ศ. 1968 : การเดินทางครั้งแรกของมนุษย์สู่ ดวงจันทร์กับยานอะพอลโล 8 (มนุษย์อวกาศสามคน มิได้ลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์) ทำให้มนุษย์ได้เห็นโลกทั้งดวงเป็นดาวเคราะห์ที่เปราะบางเสมือนเป็นยานอวกาศ (โลก) กำลังนำผู้โดยสารคือมนุษย์ทั้งโลก ท่องไปในอวกาศ
ค.ศ. 1985 : การสัมมนาใหญ่ระดับนานาชาติครั้งแรกเกี่ยวกับปรากฏการณ์เรือนกระจกที่ประเทศออสเตรีย ได้ผลสรุปเตือนว่า ก๊าซเรือนกระจกจะทำให้อุณหภูมิบรรยากาศโลกเพิ่มขึ้นในรอบครึ่งแรกของศตวรรษหน้า สูงกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมาทั้งหมดของ มนุษยชาติ อาจทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นหนึ่งเมตร ผลจากการสัมมนารายงานเป็นครั้งแรกว่า ก๊าซชนิดอื่นนอกเหนือไปจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังเช่น มีเทน โอโซน ก๊าซจากสารจำพวกซีเอฟซี (CFC) และไนตรัสออกไซด์ ก็จะมีผลทำให้บรรยากาศโลกร้อนขึ้นด้วย
ค.ศ. 1988 : องค์การสหประชาชาติ (UN) ตั้งองค์กรใหม่ Intergovernmental Panel on Climate Change (คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ IPCC (ไอพีซีซี) เพื่อศึกษาและประเมินสภาพการณ์เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน จากข้อมูลหลักฐานต่างๆ อย่างเป็นวิทยาศาสตร์
ค.ศ. 1990 : รายงานฉบับแรกของไอพีซีซีระบุว่า ระดับก๊าซเรือนกระจกจากฝีมือมนุษย์กำลังเพิ่มขึ้นในบรรยากาศ และจะเป็นต้นเหตุทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
ค.ศ. 1991 : ภูเขาไฟพินาทูโบ (Mount Pinatu- bo) ในฟิลิปปินส์ระเบิด ควันไฟจากภูเขาไฟแผ่ปกคลุมบริเวณกว้าง ทำให้อุณหภูมิบรรยากาศโลกลดลงเป็นเวลาสองปี ก่อนที่จะสูงขึ้นต่อไปอีก
ค.ศ. 1992 : UN Framework Convention on Climate Change (อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) หรือ UNFCCC (ยูเอ็นเอฟซีซีซี) เกิดขึ้นจากการประชุมนานาชาติที่ รีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล มีประเทศต่างๆ ร่วม ลงนาม 154 ประเทศ ตั้งเป้าหมายขั้นต้นเรียกร้องความร่วมมือจากประเทศต่างๆ (อย่างสมัครใจ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอุตสาหกรรมให้ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่บรรยากาศ เหลือเป็นระดับปี 1990 ภายใน ค.ศ. 2000 สหรัฐอเมริกาคัดค้านข้อเรียกร้องนี้
ค.ศ. 1995 : รายงานฉบับที่สองของไอพีซีซีระบุว่า ปรากฏการณ์โลกร้อนขึ้น น่าจะมีสาเหตุจากฝีมือมนุษย์มากกว่าฝีมือธรรมชาติ และพยากรณ์ว่าถ้าทุกอย่างยังดำเนินไปดังที่เป็นอยู่ บรรยากาศโลกจะร้อนขึ้น 1 - 3.5 องศาเซลเซียส เมื่อถึง ค.ศ. 2100
ค.ศ. 1997 : เกิด พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) จากการประชุมสัมมนาของยูเอ็นเอฟซีซีซี มีข้อบังคับให้ประเทศอุตสาหกรรมลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงโดยเฉลี่ย 5.4 เปอร์เซ็นต์ ภายใน ค.ศ. 2012 พิธีสารเกียวโตมีผลบังคับใช้ใน ค.ศ. 2005 เมื่อประเทศรัสเซียให้สัตยาบัน ลงนามรับรองพิธีสาร เกียวโตอย่างเป็นทางการ
ถึงเดือนพฤษภาคมปีนี้ มีประเทศลงนามรับรองอย่างเป็นทางการ 181 ประเทศ กับกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ส่วนสหรัฐอเมริกายังไม่ให้การรับรองอย่างเป็นทางการ
จากจำนวนประเทศที่ลงนามรับรองอย่างเป็นทางการ มีอยู่ 36 ประเทศกับสหภาพยุโรป ถูกจัดเป็นประเทศในกลุ่มแรกคือ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม ซึ่งมีข้อผูกพันอย่างเป็นเชิงบังคับสำหรับการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ส่วนบรรดาประเทศที่ไม่ใช่ประเทศพัฒนาแล้ว ไม่มีข้อผูกพันในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก แต่จะต้องดำเนินการตรวจวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศและรายงานผลการตรวจวัด
พิธีสารเกียวโตมีกำหนดสิ้นสุดแผนระยะแรกตามเป้าหมายของพิธีสารใน ค.ศ. 2012 ก่อนถึงปีดังกล่าว (จะ) มีการประชุมเตรียมการสำหรับเป้าหมายและแผนดำเนินการสำหรับระยะต่อไป
ค.ศ. 2000 : ทศวรรษ 1990 ได้รับการบันทึกเป็นทศวรรษร้อนที่สุดของโลกที่เคยมีการบันทึกกันมา
ค.ศ. 2001 : รายงานฉบับที่สามของไอพีซีซีเพิ่มน้ำหนักสาเหตุของภาวะโลกร้อนจากฝีมือมนุษย์เป็นมากกว่า 66 เปอร์เซ็นต์
ค.ศ. 2002 : มีรายงานว่าพลังงานแสงอาทิตย์ลดลงทั่วโลก เรียก global dimming (การมืดลงทั่วโลก) จากมลภาวะอากาศประเภทฝุ่นผง ทำให้กระแสความตื่นตัวเรื่องภาวะโลกร้อนลดลงบ้าง แต่ปรากฏการณ์นี้ก็เกิดขึ้นชั่วคราว
ค.ศ. 2004 : องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) หรือไออีเอ (IEA) ระบุว่าจีนกลายเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่บรรยากาศมากเป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา
ค.ศ. 2005 : ปีร้อนที่สุดของบรรยากาศโลก นับตั้งแต่มีการใช้เครื่องมือบันทึกอุณหภูมิบรรยากาศโลกโดยตรง เมื่อเริ่มต้นศตวรรษที่ 19
ค.ศ. 2006 : วารสาร Nature ตีพิมพ์รายงาน การศึกษาระดับใหญ่ ระบุภาวะโลกร้อนเป็นต้นเหตุการสูญพันธุ์ของกบในอเมริกากลางและอเมริกาใต้มากกว่า 65 ชนิด นักวิทยาศาสตร์เสนอทฤษฎีว่า อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ทำให้แบคทีเรียแพร่หลายมากขึ้น และเป็นต้นเหตุการตายของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำจำนวนมากทั่วโลก
เจมส์ แฮนเซน (James Hansen) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องภูมิอากาศประจำนาซา หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ New York Times ว่า องค์การนาซากำลังพยายามปิดปากเขา
อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ (Arnold Schwar- zenegger) ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย (อดีตดาราภาพยนตร์วีรบุรุษคนเถื่อน Conan และคนเหล็กในภาพยนตร์ชุด Terminator) ลงนามในกฎหมายของรัฐ (สวนทางกับนโยบายของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาที่ยังไม่ลงนามรับรองพิธีสารเกียวโตอย่างเป็นทางการ) ที่จะลดระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เหลืออยู่ถึงระดับ ค.ศ. 1990 ภายใน ค.ศ. 2020
ค.ศ. 2007 : รายงานฉบับที่สี่ของไอพีซีซี (รายงานปารีส 2 กุมภาพันธ์) ระบุว่าสาเหตุโลกร้อนเกิดจากฝีมือมนุษย์มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ภาวะโลกร้อนกลายเป็นกระแสหลักของคนส่วนใหญ่ทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย
กระแสข่าวภาวะโลกร้อนจากฝีมือมนุษย์ได้รับการตอกย้ำขึ้นอีก เมื่อไอพีซีซีและนาย อัล กอร์ (Al Gore) ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2007 ร่วมกัน สำหรับผลงานการสร้างความตระหนักปัญหาภาวะโลกร้อนในระดับโลก
อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ผู้ทำงานด้านการรณรงค์เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนมานาน เป็น ผู้เขียนหนังสือ An Inconvenient Truth และนำเสนอภาพยนตร์สารคดีชื่อเรื่องเดียวกัน ทั้งหนังสือและภาพยนตร์มีส่วนปลุกกระแสความตื่นตัวเรื่องภาวะโลกร้อนอย่างสูงทั่วโลก แต่ทั้งหนังสือและภาพยนตร์ก็ได้รับการวิพากษ์จากนักวิทยาศาสตร์เสียงข้างน้อยที่เชื่อว่า สาเหตุของภาวะโลกร้อนเกิดจากธรรมชาติเป็นหลัก มากกว่าจากฝีมือมนุษย์
ค.ศ. 2008 : ภาวะโลกร้อนเป็นกระแสหลักของทั้งนักวิทยาศาสตร์และคนส่วนใหญ่ทั่วโลก แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์ส่วนน้อยกว่า (ทว่าก็เป็นนักวิทยาศาสตร์มืออาชีพ) ที่ยอมรับว่า มนุษย์มีส่วนเป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อน แต่สาเหตุใหญ่ของภาวะโลกร้อนเป็นสาเหตุจากธรรมชาติ
เส้นเวลาเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนต่อไปที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ จากปัจจุบันถึงอนาคต เช่น ค.ศ. 2100 จะเป็นอย่างไร ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด จะเป็นศตวรรษแห่งความหวังหรือความสิ้นหวัง ก็ขึ้นอยู่กับคนส่วนใหญ่ทั่วโลก ว่าจะมีความคิด สำนึก และพฤติกรรมร่วมกันรับผิดชอบต่อดาวเคราะห์โลกและมนุษย์ร่วมโลกกันอย่างไร? แค่ไหน?
พบกันใหม่ฉบับหน้า
พบกับเรื่องนี้ได้ที่ : http://update.se-ed.com/254/chaiyakupt-254.shtml










