หน้าแรก   ฉบับก่อน    ดัชนี    แนะนำ   ติดต่อเรา   สมาชิก   ซีเอ็ด  

UpDATE ฉบับที่ 251 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ปกเล่ม 251

   สารบัญ
   บอกกล่าว
   บทความ
   คุยกับชัยคุปต์
   มองไทย
   นักวิทย์รุ่นเยาว์
   ประลองปัญญา
   UpDATE Kids
   ข่าว/กิจกรรม

บอกรับจดหมายข่าว

โปรดแจ้ง
E-Mail ของคุณ



Subscribe    
Unsubscribe

 Powered by
YourMailinglist Provider.com

นักวิทย์รุ่นเยาว์

โดย ส่วนประชาสัมพันธ์ สสวท.

ด.ช.ไกรวิชญ์ นรรัตน์ ศึกษาระยะทางจากโลกถึงกาแล็กซีแมกเจลแลนเล็ก

ด.ช.ไกรวิชญ์ นรรัตน์
ด.ช.ไกรวิชญ์ นรรัตน์

“เมื่อไม่มีไม้บรรทัดวัดระยะห่างจากโลกและดาวดวงอื่นๆ แล้วนัก ดาราศาสตร์รู้ได้อย่างไรว่าดวงอาทิตย์หรือกาแล็กซีอื่นๆ ในจักรวาลมีระยะทางห่างจากโลกเท่าไหร่?” ชนวนความสงสัยนี้เป็นที่มาของงานวิจัย การหาระยะห่างกาแล็กซีแมกเจลแลนเล็ก โดยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่สอง โรงเรียนพิริยาลัย จังหวัดแพร่ หนึ่งในคณะยุววิจัย ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์ (LESA) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่เข้าร่วมแสดงผลงานเวทีประชุม Junior Session in the Astronomical Society ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมดาราศาสตร์แห่งประเทศ ญี่ปุ่น ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา

“น้องนัท” หรือ ด.ช.ไกรวิชญ์ นรรัตน์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่สอง จากโรงเรียนพิริยาลัย จังหวัดแพร่ กล่าวว่า สาเหตุที่สนใจเลือกทำงานวิจัยชิ้นนี้เพราะความสงสัยข้างต้น เมื่อได้มีโอกาสเข้ามาร่วมกิจกรรมกับศูนย์ LESA ทำให้เรียนรู้ว่าเราก็สามารถวัดระยะทางของดาวหรือกาแล็กซีอื่นๆ ได้เช่นเดียวกับนักดาราศาสตร์โลก ด้วยการใช้ข้อมูลภาพจริงจากกล้องโทรทรรศน์ ROTSE ซึ่งติดตั้งอยู่ถึงสี่มุมโลกคือ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ตุรกี และทะเลทรายนามิเบีย ทำการถ่ายภาพท้องฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง

“ในงานวิจัยชิ้นนี้ผมเลือกศึกษาระยะห่างจากโลกถึงกาแล็กซีแมกเจลแลนแล็ก โดยใช้ดาวแปรแสงแบบซีฟิอิด (Cepheid) จำนวนสามดวงในกาแล็กซีเป็นจุดวัด ซึ่งดาวแปรแสงแบบซีฟิอิดเป็นดาวที่มีการยุบพองของแสงสว่างสลับกันไปมา เป็นช่วงๆ การหาความสัมพันธ์ระหว่างช่วงเวลาการยุบพองของแสงสว่าง (คาบการแปรแสง) และความสว่างของแสงในแต่ละ ช่วงนั้นจะสามารถนำมาใช้คำนวณระยะห่างจากโลกได้ ดังนั้นใน ขั้นตอนการวิจัยจึงทำการติดตามเก็บข้อมูลของดาวทั้งสามดวง ผ่านข้อมูลภาพถ่ายจากกล้อง ROTSE เพื่อนำมาสร้างกราฟแสงของดาว สำหรับหาค่าความสว่าง (Magnitude) และคาบการแปรแสงของดาวแต่ละดวงเพื่อคำนวณหาระยะทาง

ผลวิจัยพบว่า ดาวดวงแรกอยู่ห่างจากโลก 210,000 ปีแสง ดวงที่สองอยู่ห่างจากโลก 240,000 ปีแสง และดวงที่สามอยู่ห่างจากโลก 220,000 ปีแสง เมื่อนำระยะทางที่ได้จากดาวแปรแสง ทั้งสามดวงมาหาค่าเฉลี่ยพบว่า โลกอยู่ห่างจากกาแล็กซีแมกเจลแลนเล็ก ประมาณ 220,000 ปีแสง ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนจากระยะห่างของดาราจักรแมกเจลแลนเล็กที่ยอมรับในปัจจุบันคือ 200,000 ปีแสงไปประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้อาจมีสาเหตุมาจากกาแล็กซีแมกเจลแลนเล็กมีรูปร่างที่ไม่แน่นอน มีกลุ่มก๊าซ ฝุ่น และ ดาวกระจายอยู่ทั่วไปจึงมีผลให้ดาวแปรแสงที่ใช้ในการคำนวณมีระยะห่างจากโลกไม่เท่ากัน”

ด.ช.ไกรวิชญ์กล่าวว่า แม้ว่าผลวิจัยที่ได้จะมีความคลาดเคลื่อน แต่ประสบการณ์การทำงานวิจัยชิ้นนี้ทำให้ได้เรียนรู้ว่ากระบวนการทำงานของนักดาราศาสตร์ที่แท้จริงนั้นต้องใช้ความอดทน ช่างสังเกตและมีสมาธิในการทำงานสูงมาก อีก ทั้งการศึกษาหาระยะห่างของดวงดาวต่างๆ ก็เป็นเพียงความรู้ พื้นฐานของดาราศาสตร์เท่านั้น เพราะในจักรวาลยังมีเรื่องราว ให้เรียนรู้อีกมากมาย

และที่สำคัญการได้นำผลงานวิจัยชิ้นนี้เข้าร่วมนำเสนอในเวทีประชุม Junior Session in the Astronomical Society of Japan นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างมากที่ได้เป็นผู้แทนประเทศไทย ขณะเดียวกันก็เป็นการฝึกนำเสนอผลงานในเวทีนานาชาติ และแม้ว่าเราจะไม่มีเครื่องมือที่ใช้ในการดูดาวที่ทันสมัย แต่ก็สามารถทำงานวิจัยด้านดาราศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับประเทศญี่ปุ่นได้เช่นกัน

โดย ส่วนประชาสัมพันธ์ สสวท.

ณัฐธิดา ทองล้วน ศึกษาฤทธิ์ต้านแบคทีเรียจากสารสกัดว่านน้ำ

วว. โชว์นวัตกรรมเครื่องล้างผักผลไม้ สำหรับล้างสารเคมีตกค้างและจุลินทรีย์ในผักและผลไม้ลดปริมาณการใช้น้ำ พร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ ลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

ณัฐธิดา ทองล้วน
ณัฐธิดา ทองล้วน

ชีววิทยาเป็นวิชาที่เชื่อมโยงใช้ประโยชน์ที่พัฒนาคุณภาพชีวิตได้ทุกสมัย วันนี้จึงขอแนะนำให้รู้จักกับ “น้องติ๊ก” หรือ นางสาว ณัฐธิดา ทองล้วน สาวน้อยคน เก่งวิชาชีววิทยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ คนเก่งเขาคิดกันอย่างไรถึงเรียนชีววิทยาแบบได้เกรดสี่หมดทุกเทอม เรื่องนี้ “ติ๊ก” บอกว่า ต้องคิดว่าไม่ยากตั้งแต่เริ่มต้นเรียน ถ้ามองว่าจริงๆ แล้วชีววิทยาเป็นวิชาพื้นฐานของสิ่งต่างๆ และอยู่ใกล้ตัวคนเรามากที่สุด เพราะเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตรอบๆ ตัว รวมถึงตัวเราเองด้วย ก็จะทำให้ชีววิทยาเป็น สิ่งที่สัมผัสได้และไม่ยากเลย

น้องติ๊กได้รับทุนโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) จาก สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งเป็นทุนปั้นนักวิทยาศาสตร์พัฒนาชาติไทย ด้วยทุนนี้เอง ทำให้ติ๊กได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการฝึกงานการประชุมวิชาการ การเข้าค่ายภาคฤดูร้อน และที่สำคัญที่สุดคือได้มี โอกาสทำโครงงานวิทยาศาสตร์บ่อยขึ้น ได้ทดลองในเรื่องที่ตนเองสนใจ โดยมีอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเป็นที่ปรึกษาและคอยให้คำแนะนำอยู่ตลอด

ผลงานที่ภาคภูมิใจที่สุดของติ๊กคือ โครงงานวิทยาศาสตร์เรื่อง ฤทธิ์ต้านแบคทีเรียจากสารสกัดว่านน้ำ เป็นการศึกษาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียชนิด Staphylococcus aureus และ Escherichia coli ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดแผลพุพอง ฝีตามผิวหนัง และการอักเสบของบาดแผลต่างๆ

ที่มาของโครงงานนี้มาจากการพบเห็นภูมิปัญญาของชาวบ้านในการใช้สรรพคุณของสมุนไพรไทยมารักษาโรคต่างๆ อีกทั้งในประเทศไทยก็มีความหลากหลายของพันธุ์พืชหลาย ชนิดด้วยกัน และการใช้สมุนไพรยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียงน้อยกว่าการใช้สารเคมีสังเคราะห์ด้วย

ว่านน้ำ หรือที่ชาวเมืองเหนือเรียกกันว่า ส้มชื่น ฮางคาวน้ำ ฮางคาวบ้าน ส่วนชาวเชียงใหม่เรียก ว่านน้ำเล็ก หรือฮางคาวผา เป็นสมุนไพรท้องถิ่นชนิดหนึ่งที่ติ๊กเคยเห็นชาวบ้านนำเหง้าและใบของมันมาต้มหรือบดให้เป็นผงผสมกันทาแผลรักษาและโรคผิวหนัง นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยพบว่าสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากเหง้านั้นสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อราได้ด้วย เมื่อต้องทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ติ๊กจึงเริ่มต้นศึกษาค้นคว้าหาสรรพคุณของพืชชนิดนี้ทันที

เมื่อสกัดน้ำและเอทานอลจากเหง้าและใบได้แล้ว ก็นำไปใส่ลงในอาหารเพาะเลี้ยงเชื้อแบคทีเรีย แล้วใช้วิธีการในห้องทดลองสังเกตดูว่าเชื้อสามารถเจริญได้หรือไม่ ผลที่ออกมาก็จะบอกเราได้ว่าสารชนิดใดจากส่วนใดของต้นที่สามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรียได้

ผลการทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียของสาร สกัดเอทานอลจากส่วนเหง้าและใบที่ความเข้มข้นต่างๆ พบว่า สารสกัดจากส่วนใบมีฤทธิ์ในการต้านแบคทีเรียได้ดีที่สุด ทั้งนี้ จำเป็นต้องมีการศึกษาถึงเหตุผลที่สารสกัดเอทานอลสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ต่อไปในอนาคต เพราะการทดลองนี้เป็นเพียงแค่ขั้นต้น ถ้าจะนำไปพัฒนาเป็นยาก็จะต้องมีการศึกษาในเชิงลึกมากกว่านี้ อย่างไรก็ตามโครงงานนี้ยังช่วยเผยแพร่ให้ทราบประโยชน์พืชสมุนไพรของไทยอีกด้วย

ติ๊กบอกว่าอยากเห็นประเทศไทยไม่ถูกเอาเปรียบจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของชาติที่พัฒนาแล้ว อย่างเช่น การนำเอาข้าวไทย สมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณต่างๆ มากมายไปจด สิทธิบัตร ซึ่งหากเรามีความก้าวหน้า มีผู้ที่มุ่งมั่นในการทำงานทางด้านวิทยาศาสตร์เพื่อศึกษาทดลองสิ่งต่างๆ เหล่านี้มากขึ้น นักวิทยาศาสตร์ก็จะเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่สามารถช่วยปกป้องรักษาภูมิปัญญาและสมบัติอันล้ำค่าของชาติไว้ได้เช่นกัน ท้ายที่สุดแล้ว คำพูดที่ว่า “วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานของทุกสิ่ง” คงจะไม่เกินความเป็นจริง เพราะแม้แต่ “ชีววิทยา” กับ “ภูมิปัญญา” ซึ่งดูเหมือนจะอยู่ต่างศาสตร์ต่างแขนงกัน ก็สามารถมองให้กลายเป็นเรื่องเดียวกันได้

พบกับเรื่องนี้ได้ที่ : http://update.se-ed.com/250/young-250.shtml

ขอเชิญร่วมแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 5 ชิงโล่พร้อมเงินรางวัล ทุนการศึกษา ชนะเลิศ 10,000 บาท คลิก












  หน้าแรก   ฉบับก่อน    ดัชนี    แนะนำ   ติดต่อเรา   สมาชิก   ซีเอ็ด

UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 75 บาท อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 825 บาท จัดพิมพ์โดย บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 1858/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260 โทร.0 2739 8111 โทรสาร 0 2739 8244 E-mail : update@se-ed.com