มองไทย
โดย บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE)
หลังคายางพารา 2 in1 ลดไฟฟ้า ลดโลกร้อน
นศ. JGSEE พัฒนาหลังคาบ้านจากยางพารา พร้อมเสริมชั้นฉนวนกันความร้อนไว้ในแผ่นเดียว ส่งเสริมการสร้างบ้านประหยัดพลังงาน เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน ถือเป็นการสร้างองค์ความรู้หลังคาประหยัดพลังงานชิ้นแรกของคนไทย
ทุกวันนี้ประเทศไทยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นมาก ประเทศไทยต้องนำเข้าไฟฟ้าจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น และมีโครงการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง การรณรงค์ประหยัดการใช้ไฟฟ้าจึงเป็นเรื่องจำเป็น นอกจากนี้วัสดุก่อสร้างที่ประหยัดพลังงาน ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่นักวิจัยกำลังเร่งพัฒนาเพื่อนำมาสร้างบ้านประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะในส่วนของหลังคา ที่ จำเป็นต้องเพิ่มชั้นของฉนวน กันความร้อนเพื่อช่วยดูดกลืนความร้อนที่จะถ่ายเทเข้าสู่ตัวบ้าน
นางแววบุญ แย้มแสงสังข์ นักศึกษาปริญญาเอก บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้ทำวิจัยเรื่อง การผลิตหลังคายางพาราจากวัสดุผสมยางธรรมชาติกับขี้เลื่อยไม้ที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นทั้งหลังคาและฉนวนกันความร้อนในขณะเดียวกัน โดยมี ศ. ดร.ณรงค์ฤทธิ์ สมบัติสมภพ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ภายใต้ความร่วมมือจากสามฝ่าย คือ JGSEE สำนักงานกองทุน สนับสนุนการวิจัย (สกว.) และภาคเอกชน
การพัฒนาหลังคาประหยัดพลังงาน เริ่มจากการนำยาง พารามาผสมผงขี้เลื่อยไม้ยางพาราซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งที่มีราคา ถูก เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ยางพาราที่แข็งและคงรูปเป็นหลังคาได้ แต่เนื่องจากยางพาราไม่ทนต่อแสงแดดจึงต้องปรับปรุงคุณสมบัติให้ทนต่อแสงแดดมากขึ้น โดยเติมสารต่อต้านการเสื่อมสภาพ (UV stabilizer) และ ตัวต้านออกซิเดชั่น(antioxidant) และนำไปเคลือบด้านบนของยางสังเคราะห์ EPDM (ethylene propylene diene rubber) ซึ่งมีความทนทานต่อแสงแดด และเพิ่มคุณสมบัติการเป็นฉนวนกันความร้อนให้กับหลังคายางพารา ด้วยการสร้างชั้นดูดซับความร้อนที่มีลักษณะโครงสร้างพรุนคล้ายฟองน้ำขึ้นในชั้นยางสังเคราะห์ EPDM โดยเติมสารก่อฟอง ซึ่งจากการทดลองพบว่าเซลล์ (ฟอง) ที่ทำหน้าที่เป็นฉนวนที่ดีต้องมีลักษณะเป็นเซลล์ปิด คือมีลักษณะทรง กลมกระจายตัวสม่ำเสมอ และแต่ละเซลล์จะพองออกจนมี ผนังของเซลล์ชนกัน แต่ไม่เปิดเชื่อมต่อกัน
ขณะนี้การวิจัยหลังคาประหยัดพลังงานกำลังอยู่ในช่วงการทดสอบประสิทธิภาพความเป็นฉนวนกันความร้อน โดยทดสอบหาค่าการนำความร้อน (thermal conductivity) ซึ่งคาดว่าน่าจะมีค่าการนำความร้อนต่ำกว่าวัสดุมุงหลังคาทั่วไป เนื่องจากสารก่อฟองที่ใช้ เมื่อได้รับความร้อนจะสลายตัวและทำให้เกิดฟองอากาศที่บรรจุก๊าซไนโตรเจนไว้ภายใน ซึ่งเป็นก๊าซที่มีค่าการนำความร้อนต่ำอีกทั้งยังมีการทดสอบความคงทนของการใช้งาน โดยทดสอบผ่านเครื่องจำลองสภาพภูมิอากาศ (weathering test, QUV) จำลองสภาพภูมิอากาศที่มีแดดออกและฝนตกสลับ กัน ภายในระยะเวลานานประมาณสองเดือน โดยเก็บข้อมูล ทุกๆ สัปดาห์ เพื่อนำมาทำนายการเสื่อมสภาพของหลังคาในระยะยาวได้
สำหรับข้อได้เปรียบของหลังคาประหยัดพลังงานคือ เป็นหลังคาและฉนวนกันความร้อนในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะเพิ่มความสะดวกในการติดตั้ง และน้ำหนักที่เบากว่าหลังคาทั่วไป ทำให้ประหยัดฐานราก และไม่ต้องออกแบบฐานรากเผื่อน้ำหนักเหมือนหลังคาทั่วไป ประหยัดพลังงานในการขนส่ง มีความปลอดภัยหากเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ เพราะหลังคาที่มีน้ำหนักเบาจะไม่เป็นอันตรายหากหล่นลงมาทับคนหรือสัตว์ รวมถึงสารก่อฟองที่ใช้ไม่ใช่สาร CFC ทั้งนี้กระบวนการผลิตหลังคายางประหยัดพลังงานเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย
นางแววบุญกล่าวอีกว่า การพัฒนาและผลิตหลังคายาง แบบนี้มีทำแล้วในต่างประเทศ การนำเข้ามาใช้ยังมีราคาแพงอยู่ งานวิจัยครั้งนี้จึงเป็นการสร้างองค์ความรู้ของประเทศไทย โดยใช้วัสดุที่มีอยู่ภายในประเทศ ทำให้มีราคาถูกกว่า
พบกับเรื่องนี้ได้ที่ : http://update.se-ed.com/250/thai-250.shtml









