นักวิทย์รุ่นเยาว์
โดย สินีนาฎ ทาบึงกาฬ ส่วนประชาสัมพันธ์ สสวท.
นักวิทย์น้อยเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม "โล่งใจไม่พบฝนกรด"

วัดค่าความเป็นกรดด่างของน้ำฝนที่เก็บตัวอย่างมา
จากการติดตามตรวจปริมาณสถานการณ์ความเป็นกรดด่าง (pH) ของน้ำฝนโดยกรมควบคุมมลพิษ ในพื้นที่ต่างๆ ทุกภูมิภาคของประเทศไทยเมื่อปี 2548 พบว่า ค่า pH ของน้ำฝนที่ตรวจวัดได้ส่วนใหญ่ยังไม่มีปัญหาฝนกรด ยกเว้นเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ซึ่งค่าความเป็นกรดด่างที่วัดได้อยู่ในระดับต่ำกว่าน้ำฝนในสภาพธรรมชาติ (pH 5.6) โดยค่า pH น้ำฝนเฉลี่ยรายปีเท่ากับ 4.89 และมีแนวโน้มเป็นฝนกรดมากขึ้น
นี่เป็นที่มาให้เยาวชนโครงการ GLOBE โรงเรียนรุ่งอรุณ สนใจศึกษาความเป็นกรดของน้ำฝนในกรุงเทพมหานครในพื้นที่ที่มีการใช้ที่ดินแตกต่างกัน เช่น พื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม พื้นที่ย่านการค้าที่มีการจราจรหนาแน่น พื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อนำข้อมูลความเป็นกรดของน้ำฝนที่ได้ไปเผยแพร่เพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาฝนกรดที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการวางมาตรการป้องกัน และติดตามปัญหาฝนกรดในพื้นที่กรุงเทพ มหานคร
จนกลายมาเป็นโครงการวิจัยเรื่อง การศึกษาเปรียบเทียบค่าความเป็นกรดของน้ำฝนในพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินต่างกันในเขตกรุงเทพมหานคร โดย ด.ช.ธน พงศ์เจริญยง (น้องแบงค์), ด.ญ.พิชญา ชนะกิจเสรี (น้องโบ) และ ด.ช.ณัฐภัทร ตันติวีรกุล (น้องแมทธิว) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มี นางสาว อรกานต์ ไชยศร กับนาย ฤทธิรงค์ เจริญวัฒนมงคล เป็นคุณครูที่ปรึกษาโครงงาน
พื้นที่ศึกษาวิจัยมีอยู่ห้าจุด ได้แก่ แหล่งที่อยู่อาศัยบริเวณถนนกาญจนาภิเษก เขตบางบอน แหล่งที่อยู่อาศัยบริเวณ ถนนเอกชัย เขตบางบอน บริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น ถนนพุทธมณฑลสาย 3 เขตทวีวัฒนา แหล่งที่มีการปล่อยควันจากการเผาไหม้บริเวณชุมชนวัดท่าข้าม เขตบางขุนเทียน และแหล่งเกษตรกรรมบริเวณเขตบางขุนเทียน
งานวิจัยเริ่มจากเตรียมงานและทบทวนเอกสาร กำหนดจุดที่จะศึกษา รับสมัครผู้สนใจเป็นอาสาสมัครเก็บน้ำฝน ระบุพื้นที่ใช้เป็นตัวแทนของพื้นที่ศึกษาโดยใช้โปรแกรม Google Earth การเก็บตัวอย่างน้ำฝนทำโดยใช้อุปกรณ์เก็บน้ำฝนรองรับน้ำฝนในช่วงหนึ่งรอบวันแล้วนำมาวัดค่าความเป็นกรดด่างให้เร็วที่สุด บันทึกข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์ แล้วประมวลผลด้วยโปรแกรม Microsoft Excel เป็นตารางข้อมูลของค่า pH เฉลี่ยที่ได้ของแต่ละพื้นที่ จากนั้นนำข้อมูลจากตารางมาวาดกราฟ วิเคราะห์ผลการทดลอง อภิปรายและสรุปผลการทดลอง รวมทั้งจัดทำรายงานสรุปผลโครงงานวิจัย
ผลการศึกษาพบว่า พื้นที่ที่มีการ ใช้ประโยชน์ที่ดินต่างกันจะมีค่า pH เฉลี่ยของน้ำฝนต่างกัน โดยพื้นที่ที่เป็นแหล่งโรงงานอุตสาหกรรมและบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่นจะมีค่า pH ของน้ำฝนต่ำกว่าพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งพบว่าตัวอย่างน้ำฝนที่เก็บได้จากพื้นที่เกษตรกรรมมีค่า pH เฉลี่ยมากกว่า 5.6
ผลที่ได้จากการศึกษาสามารถใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการตรวจติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนกรด ในพื้นที่ศึกษา ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พื้นที่ที่ควรมีการเฝ้าระวังคือ บริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น เนื่องจากมีค่า pH ของน้ำฝนต่ำกว่า 5.6 จำนวนสองครั้ง คือ 5.3 และ 5.29 นอกจากนี้ยังควรเฝ้าระวังพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจากมีกิจกรรมที่สามารถก่อให้เกิดสารมลพิษที่มีฤทธิ์เป็นกรดได้
งานวิจัยนี้ได้รับคัดเลือกให้นำเสนอในการประชุมวิชาการสิ่งแวดล้อมระดับเอเชียแปซิฟิกเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งนักวิทย์น้อยทั้งสามบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ชอบเรียนวิทยาศาสตร์ เพราะสนุกกับการทดลอง และได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ ทั้งในส่วนของความรู้ และฝึกฝนการทำงานร่วมกับผู้อื่น การทำโครงงานวิทยาศาสตร์เช่นนี้จะเป็นการปลูกฝังให้เยาวชนไทยรักวิทยา--ศาสตร์ เมื่อเติบใหญ่ก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่มีหัวใจวิทยาศาสตร์ด้วยเช่นกัน
พบกับเรื่องนี้ได้ที่ : http://update.se-ed.com/247/young-247.shtml









