บทความ
โดย นายกระดาษปรู๊ฟ
อูรักลาโว้ย ค้นความลับดวงจันทร์กับทะเล
น.อ.ฐากูร เกิดแก้ว ผู้อำนวยศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โลก และดาราศาสตร์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวว่า กิจกรรมดาราศาสตร์กับชาวเลครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกพาเยาวชนอูรักลาโว้ย เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล ไปศึกษาเรื่องปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงในพื้นที่เกาะตะรุเตา ขณะที่ปีนี้จัดขึ้นที่บริเวณเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนชาวเลอูรักลาโว้ยได้มีโอกาสเรียนรู้และทำกิจกรรมวิทยาศาสตร์นอกสถานที่ร่วมกับนักเรียนในภูมิภาคอื่นๆ ภายในกิจกรรม เด็กๆ จะต้องค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งของดวงจันทร์บนท้องฟ้ากับความสูงของระดับน้ำทะเลด้วยตนเอง โดยการแบ่งกลุ่มรับผิดชอบตรวจวัดระดับน้ำทะเลทุกชั่วโมง ควบคู่กับการวัดมุมเงยของดวงจันทร์ และจดบันทึกข้อมูลเป็นเวลาต่อเนื่องนาน 30 ชั่วโมง เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาสร้างกราฟ ร่วมกันวิเคราะห์ และอธิบายถึงปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลง นอกจากนี้เด็กๆ ยังได้สนุกกับการรู้จักกลุ่มเมฆชนิดต่างๆ ที่ปกคลุมบนท้องฟ้า พร้อมกับเรียนรู้ประวัติศาสตร์รอบเกาะสีชังอีกด้วย
ด.ญ.นิตยา หาญทะเล หรือน้องแย้ม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากโรงเรียนบ้านเกาะอาดัง จังหวัดสตูล เจ้าของความสงสัยข้างต้น เล่าว่า เห็นน้ำทะเลขึ้นลงทุกวัน เพราะต้องคอยออกไปเก็บหอยและปลิงทรายเวลาน้ำลง แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเพราะอะไร จนเมื่อได้เข้ามาติดตามวัดน้ำทะเลกับดวงจันทร์ ทำให้รู้ว่าแรงดึงดูดของดวงจันทร์คือปัจจัยที่ทำให้น้ำทะเลขึ้นลง
หลังจากนำข้อมูลระดับน้ำทะเลและมุมของดวงจันทร์ที่เพื่อนๆ ช่วยกันวัด มาวาดลงบนกระดาษกราฟ พบว่า เมื่อดวงจันทร์ลอยสูงขึ้น น้ำทะเลจะเริ่มสูงขึ้น และเมื่อดวงจันทร์คล้อยต่ำลง ระดับน้ำทะเลจะค่อยๆ ลดลงด้วย สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า โลกของเราแม้จะมีเปลือกโลกเป็นของแข็ง แต่พื้นผิวส่วนใหญ่ของโลกปกคลุมด้วยน้ำทะเลซึ่งเป็นของเหลว ดังนั้น เมื่อโลกหันหน้าเขาหาดวงจันทร์จะเกิดแรงดึงดูดกัน ทำให้น้ำบริเวณนั้นถูกดวงจันทร์ดูด น้ำทะเลจึงโป่งออกหรือมีระดับน้ำสูงขึ้น ขณะเดียวกันโลกก็ถูกดวงจันทร์ดึงดูดด้วย ทำให้เคลื่อนที่เข้าใกล้ดวงจันทร์มากขึ้น ทิ้งมวลน้ำบริเวณที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับดวงจันทร์ไว้ด้านหลัง น้ำจึงโป่งออกหรือมีระดับสูงขึ้นด้วย

เยาวชนฝึกใช้เครื่องวัดมุมเงยของดวงจันทร์
นอกจากนี้หากสังเกตที่เส้นกราฟระดับน้ำทะเลในวันที่ 26 มกราคม จะพบว่าน้ำทะเลบริเวณเกาะสีชังขึ้นลงจำนวนสองครั้งต่อวัน โดยขึ้นสูงสุด 290 เซนติเมตร ที่เวลา 09.00 น. และช่วงเวลา 18.00 น. ระดับน้ำ 210 เซนติเมตร ส่วนน้ำลงต่ำสุด 160 เซนติเมตร ที่เวลา 14.00 น. และ 95 เซนติเมตร ที่เวลา 23.00 น. สาเหตุที่ภายในหนึ่งวันมีน้ำขึ้นน้ำลงสองครั้งก็เพราะว่า โลกหมุนรอบตัวเองหนึ่งรอบหรือหนึ่งวัน ดังนั้นจุดที่เรายืนจึงมีโอกาสเคลื่อนที่ผ่านบริเวณที่เกิดน้ำขึ้นและน้ำลงทั้งสองด้าน จึงทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงวันละสองครั้ง
นอกจากทำให้รู้ถึงอิทธิพลของดวงจันทร์ต่อระดับน้ำทะเลแล้ว ด.ญ.เมราณีย์ หาญทะเล หรือน้องหอม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากโรงเรียนบ้านเกาะอาดัง จังหวัดสตูล ยังสามารถคาดเดาถึงวันที่มีระดับน้ำขึ้นสูงสุดและต่ำสุดในแต่ละเดือนได้ด้วย
น้ำทะเลขึ้นสูงได้เพราะแรงดึงดูดของดวงจันทร์ ดังนั้น ในคืนที่เราเห็นดวงจันทร์ชัดที่สุด หรือวันพระจันทร์เต็มดวง คือขึ้น 15 ค่ำ และแรม 15 ค่ำ เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ เรียงอยู่ในแนวเดียวกัน ทำให้เกิดแรงดึงดูดมาก น้ำทะเลจึงขึ้นสูงมากและต่ำลงมาก หรือที่เรียกว่า น้ำเป็น แต่ในคืนที่เห็นดวงจันทร์ครึ่งดวง คือขึ้น 8 ค่ำ และแรม 8 ค่ำนั้น โลกและดวงจันทร์อยู่ในแนวตั้งฉากกัน แรงดึงดูดจะน้อย ทำให้ระดับน้ำไม่ขึ้นลง เท่ากันหมด เราเรียกว่า น้ำตาย ซึ่งทำให้รู้ความลับของผู้แก่ผู้เฒ่าแล้วว่า รู้ได้อย่างไรว่าคืนไหนน้ำจะลงและขึ้นมากที่สุด
อ.ทวีศักดิ์ จุลจรูญ อาจารย์โรงเรียนบ้านเกาะอาดัง จังหวัดสตูล กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้นับ ว่ามีประโยชน์ต่อเด็กๆ อูรักลาโว้ยมาก เพราะเด็กกลุ่มนี้ขาดโอกาส ได้เห็นเฉพาะแต่ในบริเวณที่ตัวเองอยู่ ความคิดและการมองเห็นสิ่งรอบตัว จะต่างกับเด็กทั่วไป เด็กส่วนใหญ่เลือกที่จะทำงาน เช่น เป็นเด็กเสิร์ฟ ขับเรือให้นักท่องเที่ยว มากกว่าการเรียน เพราะคิดว่าสร้างรายได้ที่มากพอ จึงมองว่าการเรียนไม่สำคัญ และไม่เกิดประโยชน์ การได้ออกมาเรียนรู้โลกภายนอกถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้เด็กๆ ได้มา เห็นเพื่อนที่มีการเรียนอย่างจริงจังเพื่อสร้างอาชีพ ซึ่งนับเป็นตัวอย่างดีๆ ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กอูรักลาโว้ยมีความกระตือรือร้นในการเรียนมากขึ้น ทั้งนี้เพราะสังคมภายนอกเปลี่ยนไปมาก การมีชีวิตอยู่ด้วยการพึ่งพาธรรมชาติอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ครูจึงหวังอยากให้เด็กๆ มีความรู้เพื่อมีอาชีพที่ดี ซึ่งจะช่วยให้เขามีความเข้มแข็งมากพอที่จะต่อสู้กับโลกภายนอกได้
น.อ.ฐากูร เกิดแก้ว กล่าวเสริมว่า แนวคิดของหลักการ จัดกิจกรรมครั้งนี้คือ การสอดแทรกความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์เข้าไปในปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของ ชาวเล อาทิ ปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลง การดูเมฆชนิดต่างๆ ที่ ทำให้เกิดฝน ความรู้ที่เด็กได้จะเข้าไปเสริมความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิม ซึ่งไม่เพียงช่วยให้เด็กมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ยังเป็นการฝึกให้เด็กคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เชื่อในสิ่งต่างๆ อย่างมีเหตุมีผลมากขึ้น อีกทั้งยังนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย
อย่างไรก็ดี แม้เด็กอูรักลาโว้ยจะถูกปิดกั้นจากสังคมภายนอกด้วยน้ำทะเลที่โอบล้อม แต่ก็เชื่อว่าท้องฟ้าและน้ำทะเลสีครามยังคงมีเรื่องราวให้เด็กได้เรียนรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
พบกับเรื่องนี้ได้ที่ : http://update.se-ed.com/247/moon-tide-secret-247.shtml









