หน้าแรก   ฉบับก่อน    ดัชนี    แนะนำ   ติดต่อเรา   สมาชิก   ซีเอ็ด  

UpDATE ฉบับที่ 248 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ปกเล่ม 248

   สารบัญ
   บอกกล่าว
   บทความ
   คุยกับชัยคุปต์
   มองไทย
   นักวิทย์รุ่นเยาว์
   ประลองปัญญา
   UpDATE Kids
   ข่าว/กิจกรรม

บอกรับจดหมายข่าว

โปรดแจ้ง
E-Mail ของคุณ



Subscribe    
Unsubscribe

 Powered by
YourMailinglist Provider.com

คุยกับชัยคุปต์

โดย ชัยคุปต์ e-mail : kshaiwat2@hotmail.com

การตั้งครรภ์และการใช้อวัยวะเทียม
อี-เมลจากคุณ NIX

ทำไมร่างกายของผู้หญิงตั้งครรภ์ จึงยอมรับทารกในครรภ์ ทั้งๆ ที่ทารกก็มียีนหรือโครโมโซมครึ่งหนึ่งมาจากฝ่ายเป็นพ่อ ซึ่งก็ไม่ใช่ยีนที่มีอยู่ปรกติในร่างกายของผู้เป็นแม่?

เป็นความจริงว่า ทารกในครรภ์มีโครโมโซมครึ่งหนึ่งมาจากผู้เป็นพ่อ ซึ่งก็เป็นมนุษย์อีกคนหนึ่ง ทารกในครรภ์จึงไม่ใช่ส่วนหนึ่งของร่างกายผู้เป็นแม่คนเดียวอย่างสมบูรณ์ จะถือว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมจากที่อื่น เข้ามาอยู่ในร่างกายของผู้เป็นแม่ก็ได้ ซึ่งโดยปรกติร่างกายของคนเรา ก็จะไม่ยอมรับสิ่งแปลกปลอมเข้าไป ถ้ามีเข้าไป ระบบภูมิคุ้มกันก็จะทำงานออกปฏิบัติการต่อต้านสิ่งแปลกปลอม

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่วงการวิทยาศาสตร์สงสัยกันมานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษคนดังชื่อ พีเทอร์ บี. เมดาวอร์ (Peter B. Medawar) ผู้ได้รับรางวัลโบเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ก็เคยตั้งคำถามนี้ขึ้นมา ให้เป็นโจทย์สำหรับนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยค้นหาคำตอบกัน ตั้งแต่เมื่อ ค.ศ. 1952 (พ.ศ. 2495) มาถึงวันนี้แนวคำตอบจะเป็นว่าร่างกายของผู้หญิงตั้งครรภ์ดูจะไม่รู้ว่าทารกในครรภ์มีครึ่งหนึ่งของความเป็นตัวตน เป็นสิ่งแปลกปลอม แต่ก็ยังไม่ใช่คำตอบที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในวงการวิทยาศาสตร์ และก็นับเป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของระบบกลไกร่างกายมนุษย์ครับ

คนที่ได้รับการเปลี่ยนอวัยวะ จะต้องกินยาป้องกันการต่อต้านของระบบภูมิคุ้มกันทุกคนหรือไม่? นานแค่ไหน?

การเปลี่ยนอวัยวะโดยทั่วๆ ไป ถ้าอวัยวะที่ใช้เปลี่ยนเป็นอวัยวะของคนอื่น หรือจากสิ่งมีชีวิตอย่างอื่น เช่น เปลี่ยนหัวใจ เปลี่ยนตับ เปลี่ยนไต ฯลฯ ก็ต้องกินยาป้องกันมิให้ระบบภูมิคุ้มกันปฏิเสธหรือต่อต้านอวัยวะใหม่ และก็ต้องกินยาดังกล่าวตลอดไป หรือตลอดชีวิต จนกว่าวงการวิทยาศาสตร์จะมีทางพัฒนาวิธีการผลิตอวัยวะจากเนื้อเยื่อของจริงที่ระบบภูมิคุ้มกันไม่ต่อต้าน เช่น อวัยวะจากสเต็มเซลล์ของคนป่วยเอง

แต่ถ้าอวัยวะที่ใช้เปลี่ยนเป็นชิ้นส่วนหรือระบบกลไกง่ายๆ ที่เป็นวัสดุจำพวกโลหะหรือวัสดุอย่างอื่นที่ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย ก็เช่นเดียวกันกับกรณีการผ่าตัดใส่โลหะหรือวัสดุเข้าไปช่วยยึดหรือเป็นแถบให้เนื้อเยื่อร่างกายเกาะ เช่น คนป่วยที่มีโลหะจำพวกไทเทเนียมอยู่ในตัว ยึดหรือเป็นโครงให้คนประสบอุบัติเหตุแขนหักขาหักเยอะ ซึ่งก็มีอยู่มากมายที่คนป่วยเช่นนี้จะมีโลหะอยู่ในตัวตลอดชีวิต โดยไม่ต้องกินยาป้องกันการต่อต้านของร่างกายครับ

เข้าใจว่า ตาเทียมที่ใส่ให้กับคนตาบอดทุกวันนี้ ก็เพียงให้ดูเป็นปรกติคือ มีตาอยู่ในกระบอกตาดังเช่นคนปรกติทั่วไป แต่ไม่สามารถช่วยให้คนตาบอดมองเห็นได้จริงๆ ใช่หรือไม่? ถ้าใช่ ต่อไปในอนาคต เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการใส่ตาเทียม ประเภทที่จะช่วยให้คนตาบอดสามารถมองเห็นโดยตาเทียม ดังเช่นคนมีตาเป็นปรกติ และถ้าเป็นไปได้ อีกนานแค่ไหน? เมืองไทยเราจะมีหรือไม่?

ถูกต้องแล้วครับ ตาเทียมที่มีใช้กันโดยทั่วไปในวันนี้ เป็นเพียงตาเทียมจริงๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาให้มีลักษณะเหมือนลูกตาจริงๆ แล้วใส่ให้คนตาพิการประเภทที่อวัยวะส่วนเป็นตาพิการจริงๆ เพื่อให้ดูเป็นคนปรกติธรรมดาที่สุดครับ

ต่อไปในอนาคต ผมบอกได้ (อย่างมั่นใจ) เลยครับว่า จะมีการพัฒนาตาเทียมประเภทที่เป็นระบบเลียนแบบระบบการมองเห็นของตา เช่น เป็นกล้องรับแสง แทนลูกตา (eyeball) มีพร้อมทั้งส่วนเป็นม่านตา (iris), เลนส์ตา และมีส่วนเป็นจอรับภาพ คือเรตินาของตา ที่สามารถทำหน้าที่แทนเรตินาของจริงได้อย่างสมบูรณ์ แล้วก็สามารถส่งภาพจากเรตินาเทียมไปยังสมอง ผ่าน เส้นประสาทตา ทำให้คนใส่ตาเทียมสามารถมองเห็น ได้จริงๆ

เนื่องจากเรื่องการมองเห็น เป็นเรื่องใหญ่ของมนุษย์เรา และปัญหาคนพิการทางสายตาก็มีเป็นจำนวนมาก ทำให้มีการเคลื่อนไหวตื่นตัวอย่างค่อนข้างคึกคักทีเดียวในวงการวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วงการเทคโนโลยีที่จะพัฒนาตาเทียมหรือตาประดิษฐ์ และก็ เริ่มมีรายงานความก้าวหน้าออกมาบ้างแล้ว ผมเชื่อว่า อีกไม่นานเกินไปนัก อาจภายใน 10 ปี น่าจะได้เห็นการทดลองเริ่มใช้ตาเทียมหรือตาประดิษฐ์ไฮ-เทคกัน

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ก้าวหน้าเรื่องเทคโนโลยีการแพทย์มาก ถ้ามีตาเทียมไฮ-เทคออกมาให้ใช้งานกันได้จริง คนไทยในประเทศไทยก็จะได้ใช้อย่างแน่นอนครับ

เป็นไปได้หรือไม่ที่ตาเทียม ซึ่งจะช่วยให้คนตาบอดมองเห็นได้จริง จะมีคุณภาพดีเท่า ตาจริงๆ?

คำตอบคือ เป็นไปได้และมากกว่าเพียงแค่เป็นไปได้เสียอีกครับ เพราะตาเทียมหรือตาประดิษฐ์ที่นักวิทยาศาสตร์หลายคณะทั่วโลก กำลังเร่งพัฒนาขึ้น มาจะเป็นตาไฮ-เทคจริงๆ ที่มีศักยภาพ จะเห็นได้มากกว่าที่ตาคนปรกติเห็นเสียอีกครับ เช่น อาจปรับให้ ตาเทียมสามารถรับแสงหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เป็นรังสีอินฟราเรดก็ได้ ซึ่งหมายความว่า จะทำให้คนใส่ตาเทียมชนิดนี้ มองเห็นในที่มืดได้เหมือนกับที่ทหารในสมรภูมิต้องออกปฏิบัติการกลางคืน แล้วก็ใช้กล้องอินฟราเรดหรือแว่นอินฟราเรด ทำให้เห็นสมรภูมิเสมือนหนึ่งเป็นกลางวันทีเดียว

ทว่า เรื่องความสามารถเพิ่มพิเศษของตาเทียมหรือตาประดิษฐ์ไฮ-เทคนี้ ก็เป็นเรื่องที่ต้องมีการถกกันในวงการวิทยาศาสตร์ว่า สมควรจะให้มีถึงระดับนั้นหรือไม่ และแค่ไหนครับ

เนบิวลากับกำเนิดดาวฤกษ์
คำถามจากคุณนมิตา

เนบิวลาเกี่ยวข้องกับการกำเนิดของดาวฤกษ์หรือไม่? มีต้นกำเนิดมาจากไหน?

เนบิวลา (nebula) เป็นคำเรียกกลุ่มก๊าซและฝุ่นผงที่จับกันอยู่ในอวกาศ มีทั้งที่เป็นเนบิวลาสว่าง (luminous nebula) และ เนบิวลามืด (dark nebula) ความสว่างของเนบิวลาสว่าง เกิดจากการดูดกลืนแล้ว ก็ปลดปล่อยแสงจากดาวฤกษ์ภายในเนบิวลา หรือเกิดจากการสะท้อนแสงสว่างจากดาวฤกษ์อยู่ใกล้เคียง ส่วนความมืดของเนบิวลามืด เป็นเพราะกลุ่มก๊าซและฝุ่นผงที่เป็นตัวตนของเนบิวลา ไม่ได้รับแสงจากดาวฤกษ์ หรือแหล่งกำเนิดแสงสว่างอย่างอื่น เช่น กาแล็กซี และจึงปรากฏให้เห็นเป็นแถบดำมืดอยู่กับฉากหลังที่เป็นกาแล็กซีหรือเนบิวลาอื่นที่สว่าง

สำหรับต้นกำเนิดที่มาของเนบิวลา ก็มาจากสิ่งที่เคยเป็นดาว แล้วระเบิด เช่น ซูเปอร์โนวา ซึ่งก็เป็นได้ทั้งจากการระเบิดเป็นซูเปอร์โนวาของจริง คือดาวระเบิดทั้งดวง และจากดาวระเบิดคล้ายซูเปอร์โนวาทั้งดวง แต่เป็นซูเปอร์โนวาแบบระเบิด และสลัดทิ้งเฉพาะส่วนเป็น ผิวของดาวฤกษ์ แล้วก็มาจากส่วนของกาแล็กซีที่มีการจับกลุ่มรวมตัวกันเป็นเนบิวลา

สำหรับเรื่องของเนบิวลากับการกำเนิดของดาวฤกษ์ ก็เกี่ยวข้องกันมาก เพราะเนบิวลาเป็นเสมือนกับมดลูก อย่างเป็นธรรมชาติของอวกาศและจักรวาล บรรดาก๊าซ และฝุ่นผงก็คือวัตถุดิบหลักของการก่อตัวเป็นดาวฤกษ์ หรือระบบดาวฤกษ์ที่มีดาวเคราะห์เป็นบริวารด้วย และมีการส่องกล้องโทรทรรศน์เห็นดาวฤกษ์ที่เพิ่งจะก่อกำเนิดขึ้นมาใหม่ๆ ในเนบิวลาบางแห่งโดยตรง ที่โด่งดังและสวยงามมากคือ เนบิวลาโอไรออน (Orion nebula) เป็นเนบิวลาสว่าง เห็นได้ด้วยตาเปล่า (ต้องตาดีมากๆ และท้องฟ้าต้องเป็นใจมากๆ) อยู่ห่างจากโลก 1,500 ปีแสง และโดยการส่องกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ในอวกาศ คือฮับเบิล ก็สามารถเห็นดาวฤกษ์ที่กำลังอยู่ในระยะ การก่อกำเนิดอย่างน่ามหัศจรรย์อีกด้วย

ระบบสุริยะของเรา ตามความเข้าใจโดยทั่วไปในวงการวิทยาศาสตร์วันนี้ ก็น่าจะกำเนิดมาจากซากดาวที่เคยระเบิดเป็นซูเปอร์โนวามาก่อน แล้วจึงเกิดเป็นเนบิวลา จนกระทั่งต่อๆ มาก็มีดาวฤกษ์กำเนิดเกิดขึ้นมา โดยมีดาวฤกษ์ดวงหนึ่งคือดวงอาทิตย์ของเรา แล้วก็บรรดาดาวเคราะห์ต่างๆ รวมทั้งโลกก็กำเนิดขึ้น จนกระทั่งมาเป็นระบบสุริยะในปัจจุบันครับ

พบกันใหม่ฉบับหน้า

พบกับเรื่องนี้ได้ที่ : http://update.se-ed.com/247/chaiyakupt-247.shtml

พิเศษ!!! โปรโมชัน UpDATE เลือกได้ตามใจ
ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 พฤษภาคม 2551
สมัครสมาชิกใหม่หรือต่อายุ 1 ปี (12 ฉบับ) เลือก จ่ายในราคา 11 เล่ม รับนิตยสาร UpDATE ไปเลย 15 เล่ม!
หรือ สุดคุ้มรับลมร้อน รับไขควบแบบพกพา 10 in 1 Black & Decker มูลค่า 590 บาท












  หน้าแรก   ฉบับก่อน    ดัชนี    แนะนำ   ติดต่อเรา   สมาชิก   ซีเอ็ด

UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 75 บาท อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 825 บาท จัดพิมพ์โดย บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 1858/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260 โทร.0 2739 8111 โทรสาร 0 2739 8244 E-mail : update@se-ed.com