UpDATE Magazine Online
  http://update.se-ed.com         หน้าแรก       ฉบับก่อน           แนะนำ         ติดต่อเรา       สมาชิก         ซีเอ็ด          

ฉบับ 231 ธันวาคม 2549

ปกเล่ม 231

ประจำฉบับ

www.se-edlearning.com

โปรดแจ้ง
E-Mail ของคุณ
เพื่อรับจดหมายข่าว



Subscribe       
Unsubscribe

  Powered by
YourMailinglist Provider.com

                          คุยกับชัยคุปต์ #231                      

    งีบเพื่อจำ หลับเพื่อลืม   
อี-เมลจากคุณ JOE...

ข่าวเรื่องการงีบช่วยให้สัตว์จำได้ดีขึ้น หรือข่าวเรื่องสัตว์ก็มีการฝันแบบเดียวกับมนุษย์ อยากทราบว่า นักวิทยาศาสตร์บอกสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตัวของสัตว์ เช่น การจำ หรือการฝันได้อย่างไร?
        โดยทั่วๆ ไป นักวิทยาศาสตร์ศึกษาจากพฤติกรรมของสัตว์ ภายใต้สถานการณ์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อการทดสอบ และ/หรือจากการใช้เทคโนโลยีช่วย เพื่อให้เห็นสภาพและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในตัวของสัตว์ (ดังเช่น เครื่องวัด คลื่นสมอง เครื่องวัดหรือจับการทำงานของหัวใจ เครื่องวัดความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายจำ พวกอุณหภูมิ และอื่นๆ) แล้วก็ในบางกรณีก็ ใช้วิธีผ่าสัตว์ทดลองเพื่อศึกษาสภาพและการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะต่างๆ ภายในของสัตว์ เช่น สมอง ฯลฯ
        สำหรับข่าวเรื่องการงีบช่วยให้สัตว์จำได้ดี ขึ้น ซึ่งก็เป็นข่าวที่เกิดขึ้นจริง และเป็นที่ยอมรับในวงการวิทยาศาสตร์ทั่วไปว่า การได้งีบหรือหลับพักผ่อนชั่วคราวในเวลากลางวัน มีผลทำให้สัตว์ (ทดลอง) หลายชนิด ตั้งแต่แมลงถึงมนุษย์เรานี้เอง จำสิ่งที่ต้องการจำได้ดีขึ้น กรณีของมนุษย์เราก็ศึกษาได้หลายวิธี หรือการทดสอบความจำอย่างง่ายๆ หรือซับซ้อนขึ้น และศึกษาความเปลี่ยนแปลงหรือการทำงานของสมองเกี่ยวกับความจำ ซึ่งโดยอาศัยเครื่องอ่านคลื่นสมอง (เครื่อง EEG หรือ electroencephalograph) หรือเครื่องแสดงภาพภาคตัดขวางภายในร่างกาย รวมทั้งสมอง ดังเช่น เครื่อง CAT (computerized axial tomography) เครื่อง NMR (nuclear magnetic resonance) เครื่อง PET (positron emission tomography)
        ส่วนกรณีของสัตว์ ถ้าเป็นสัตว์ตัวโตๆ และเชื่องหน่อย หรือสามารถทำให้เชื่อง (เช่น ใช้ยาสลบหรือยาชา) ได้ ดังเช่น ลิง สุนัข หนู ฯลฯ ก็สามารถใช้วิธีคล้ายๆ กับที่ใช้กับมนุษย์ได้
        แต่สำหรับสัตว์ตัวเล็กๆ ที่ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีโดยตรงได้ ดังเช่น แมลง นักวิทยาศาสตร์ก็ศึกษาโดยดูจากพฤติกรรมของแมลง ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาหรือพฤติกรรมของแมลงเองในธรรมชาติครับ

ได้ฟังอาจารย์พูดในรายการวิทยุ “ชีวิต กับจักรวาล” เกี่ยวกับการค้นพบใหม่ของนักวิทยาศาสตร์ทำนองว่า คนเราหลับเพื่อจะลืม  มิใช่หลับเพื่อจำได้ อยากทราบรายละเอียดการค้นพบใหม่นี้ว่า ค้นพบอย่างไร มีความหมาย อย่างไร และจะไม่ขัดกับเรื่องที่ผมถามในข้อที่แล้วเกี่ยวกับการงีบและความจำหรือครับ?
        เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนกับต้นเดือนตุลาคม พ.ศ. 2549 ในรายการวิทยุ “ชีวิตกับจักรวาล” ผมได้นำข่าวความเคลื่อนไหวและความก้าวหน้าของวงการวิทยาศาสตร์ ที่จับเรื่องของ การนอนหลับกับความจำ เป็นประเด็นของรายการ : ความรู้ใหม่ การนอนหลับกับความจำ ซึ่งสรุปเป็นสาระหลักได้ว่า ได้มีการค้นพบใหม่ที่แปลก กว่าที่เคยเข้าใจกันตลอดมา เกี่ยวกับการนอนหลับกับความสามารถเรื่องความจำของคนเราจริงครับ
        ตามความรู้ความเข้าใจในวงการวิทยาศาสตร์และนับเป็นความรู้พื้นฐานโดยทั่วไปว่า การ นอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์เรา เพราะ ในช่วงเวลาการนอนหลับ ร่างกายได้พักผ่อน และอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ก็จะมีโอกาสซ่อมแซมเซลล์ที่เสื่อมหรือสึกหรอไปในระหว่างการ ทำงานช่วงที่เราตื่นอยู่ รวมทั้งระบบสมองในส่วนที่เกี่ยวกับความจำด้วย ซึ่งจะกล่าวอย่างง่ายๆ ก็ อาจพอกล่าวได้ว่า คนเรานอนหลับก็เพื่อจะจำ (ได้ดีขึ้น) ดังที่คุณ JOE ได้ฟังจากที่ผมพูดในรายการวิทยุนั่นแหละครับ แต่เมื่อประมาณปลายเดือน กันยายน พ.ศ. 2549 มีการเผยแพร่ผลงานการศึกษาเรื่องนี้ในมุมมองใหม่ จากมหาวิทยาลัย  วิสคอนซิน (University of Wisconsin) โดย นักประสาทวิทยาชื่อ กิวลิโอ โทโนนี (Giulio Tononi) ซึ่งสรุปเป็นรูปธรรมง่ายๆ ว่า หน้าที่อย่างหนึ่งของการนอนหลับของคนเราก็เพื่อที่จะลืมนั่น แหละครับ
        กิวลิโอ โทโนนีได้ศึกษาสภาพการทำงานของสมองในระหว่างที่คนคนหนึ่ง กำลังหลับอยู่อย่าง ละเอียด โดยศึกษาจากคลื่นสมองที่ได้จากเครื่อง วัดหรือจับคลื่นสมองอีอีจี
        คลื่นสมองของคนเรา จะแสดงสภาพการทำงานของสมองทั้งระหว่างตื่นและหลับอยู่ได้อย่างละเอียด และเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ในแต่ละคืน เซลล์สมองของคนเราจะทำงานอย่างพร้อมเพรียงกัน เกิดเป็นคลื่นสมองความยาวประมาณหนึ่งวินาทีเป็นจำนวนประมาณหนึ่งพันครั้ง โดยที่คลื่นสมองช่วงสั้นๆ นี้ จะเกิดในช่วงที่ปลอดการเคลื่อนที่ของลูกตา เรียกเป็นช่วง NON-REM (จาก non-rapid eye movement) ซึ่งเป็นสัญญาณเห็นจากภายนอกได้ง่ายๆ ว่า เป็นช่วงเวลาที่คนกำลังนอนหลับไม่ได้กำลังฝันอย่างหลับลึก (เพราะการฝันอย่างหลับลึก มัก จะมีการเคลื่อนไหวของลูกตาภายใต้เปลือกตาที่ปิดอยู่แสดงให้เห็น ซึ่งก็คือ rapid eye movement หรือ REM นั่นเอง)
        สิ่งใหม่ที่กิวลิโอ โทโนนีสังเกตเห็นคือ หลังการเกิดคลื่นสมองที่เกิดจากการ “ยิง” หรือ “ทำงาน” ของเซลล์สมองอย่างพร้อมเพรียงกันนั้น เขาพบว่า มีความเงียบเกิดขึ้นทั่วทั้งสมองอย่างพร้อมเพรียง เช่นกัน เป็นช่วงเวลาสั้นๆ เหมือนกับว่า เซลล์สมองทั้งหมดหยุดทำงานชั่วขณะอย่างพร้อมเพรียงกัน  ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นกับสมองเลยในช่วงเวลาที่คน เรากำลังตื่นอยู่
        กิวลิโอ โทโนนีเสนอความเห็นเป็นคำอธิบาย ของเขาว่า การหยุดทำงานอย่างพร้อมเพรียงกันของเซลล์สมองเป็นช่วงเวลาสั้นๆ นั้น เป็นวิธีการ ของสมอง ในการจัดการหรือจัดระบบการทำงาน หรือการปรับตัวของสมองเอง ต่อข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่สมองต้องเผชิญมาทั้งวัน โดยที่กิวลิโอ โทโนนี ให้คำธิบายเป็นการตีความใหม่อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนว่า เป้าหมายการหยุดทำงานของเซลล์สมอง ทั้งหมดเป็นจังหวะพร้อมเพรียงกันตลอดทั้งคืนก็เพื่อที่สมองจะสามารถเก็บข้อมูลข่าวสารใหม่ เป็นความจำใหม่ที่สำคัญ เนื่องจากสมองไม่สามารถจะเก็บข้อมูลข่าวสารใหม่ทั้งหมด ทุกวัน ให้เป็นความจำอยู่ในสมองอย่างไม่มีขีดจำกัด เป็นวิธีการที่ชาญฉลาดของสมอง ในการใช้พื้นที่ของสมองเท่าที่มีอยู่อย่างจำกัด  และพลังงานที่จำเป็นต้องใช้ในการจัดการกับข้อมูลข่าวสารด้วย
        โดยสรุปแล้ว กิวลิโอ โทโนนีเสนอว่า เมื่อเราตื่นขึ้นตอนเช้าทุกวัน จะมีข้อมูลข่าวสารส่วนหนึ่ง ที่หายไปจากสมองเสมอ
        อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเป็นคำอธิบายใหม่หรือทฤษฎีใหม่ของกิวลิโอ โทโนนีว่าคนเรา มิใช่หลับเพื่อจะจำให้ได้เสมอ แต่จริงๆ แล้ว เราหลับเพื่อที่จะลืม (บางสิ่งบางอย่างที่อาจจะมีความสำคัญไม่มากนัก) นี้ก็ยังเป็นเพียงทฤษฎีใหม่ที่วงการวิทยาศาสตร์โดยทั่วไปเห็นว่า น่า สนใจ แต่ยังมีประเด็นที่จะต้องเจาะศึกษาให้ชัดเจนลงไปอีกก่อนที่จะเป็นความรู้ใหม่ยอมรับกันโดยทั่วไปครับ
        สำหรับประเด็นว่า การค้นพบหรือทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับการนอนหลับและความจำของกิวลิโอ โทโนนี ขัดกับข้อมูลความรู้ซึ่งเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไปสำหรับเรื่องการงีบหลับว่า ช่วยความจำของคนเรา หรือไม่? คำตอบคือ เป็นคนละประเด็นกันครับ เพราะบทบาทของการงีบหลับ แล้วช่วยให้คนเราจำบางสิ่งบางอย่าง หรือบางเรื่องราวได้ดีขึ้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในเวลากลางวัน ที่โดยปกติสมองจะตื่น ทำงานอย่างเต็มที่ ในขณะที่บทบาทการนอนหลับ เพื่อที่จะลืมของกิวลิโอ โทโนนี เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเราในช่วงเวลากลางคืนครับ

จริงหรือไม่ ที่คนเราในอนาคต จะมีความจำที่ดีกว่าคนในยุคปัจจุบันมาก ถ้าจริง เพราะเหตุใด เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าหรือไม่ หรือจะเป็นผลจากวิวัฒนาการของมนุษย์เองอย่างเป็นธรรมชาติครับ?
        เมื่อพูดถึงความจำของคนเราในอนาคต ผมขอตีความว่า หมายถึงความสามารถใน การจำโดยเฉลี่ยของคนทั่วโลกนะครับ เพราะ ถ้าจะหมายถึงความสามารถเฉพาะของคนบาง คนแล้ว ในแต่ละยุคสมัย ทั้งในปัจจุบันและในอดีต ก็มีคนบางคน ที่มีความสามารถในการ จำเหนือคนทั่วๆ ไป ผมเองก็เคยมีเพื่อนนักเรียนตั้งแต่สมัยมัธยมบางคน ที่มีความจำชั้นยอด สามารถจำพจนานุกรมภาษาอังกฤษ-ไทยได้ทั้งเล่ม
        โดยเฉลี่ยแล้ว ผมก็เชื่อว่า คนในอนาคต จะมีความสามารถในการจำดีกว่าคนในยุคปัจจุบัน แต่จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัย  ต้นเหตุที่ทำให้คนในอนาคต โดยเฉลี่ยแล้ว มีความจำดีกว่าคนในยุคปัจจุบันครับ ซึ่งผมขอแบ่งเป็นสองปัจจัยต้นเหตุใหญ่ๆ คือ หนึ่ง จากความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของสมองในส่วนเกี่ยวกับความจำที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และ สอง จากการที่ใช้เทคโนโลยีช่วย
        สำหรับปัจจัยต้นเหตุแรก ถึงแม้ว่า ในปัจจุบัน มนุษย์เรามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของสมองในส่วนที่เป็นเรื่องของความจำดีกว่าในอดีตมาก ทำให้คนในยุคปัจจุบันโดยทั่วๆ ไป สามารถพัฒนาวิธีการจำที่ดีขึ้นกว่าใน อดีตมาก แต่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการทำงานของสมองที่เป็นเรื่องของความจำ ในปัจจุบันก็ยังไม่สมบูรณ์ ยังมีสิ่งที่ยังไม่เข้าใจอีกมาก ซึ่งวงการวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ก็มีความก้าวหน้าใหม่ๆ เกี่ยวกับการทำงานของสมองในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องของความจำเกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ก็ยังมีส่วนที่เป็นปริศนา ที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจอีกมาก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่สามารถจะพยากรณ์ต่อไปในอนาคตได้ว่า ในอนาคตอีก... เช่น ประมาณ 50 ปี... 100 ปี... มนุษย์ก็จะมีความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการทำงานของสมองใน ส่วนของความจำเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน และก็จะ ส่งผลให้คนในอนาคต... โดยเฉลี่ย... มีความสามารถในเรื่องของการจำดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันขึ้นอีกมาก
        ทว่า เมื่อเปรียบเทียบกับปัจจัยต้นเหตุที่สองแล้ว ผมเชื่อว่า ความสามารถในการจำที่จะเพิ่มขึ้นตามวิวัฒนาการอย่างเป็นธรรมชาติ (ของ ปัจจัยต้นเหตุแรก) จะน้อยกว่าที่จะเกิดขึ้นจาก การใช้เทคโนโลยีช่วยอย่างเทียบกันไม่ได้ เพราะโดยอาศัยเทคโนโลยี ดังเช่น การใช้ยาช่วยความจำ (ที่จะมีขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคต) หรือ การแก้ไขดัดแปลงยีนเกี่ยวกับความจำที่อาจจะทำตั้งแต่ขณะ ที่เด็กยังเป็นเพียงทารกในครรภ์แม่หรือในขณะที่ ยังเป็นเพียงเด็กทารกอายุไม่กี่เดือน ก็จะทำให้คนในอนาคตที่ได้รับการกระตุ้นโดยเทคโนโลยีเหล่านี้ มีความจำเหนือกว่าคนปกติธรรมขึ้นอีกอย่างมาก
        อย่างไรก็ตาม ในประเด็นเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการจำของคนเราโดยเทคโนโลยีก็จะขึ้น อยู่กับกระแสของสังคมด้วยว่า จะเห็นดีเห็นงามกับการใช้เทคโนโลยีเพิ่มขีดความสามารถในการจำหรือไม่ครับ
        สำหรับผม อยากจะเห็นการเพิ่มขีดความสามารถเรื่องการจำของคนเรา อย่างเป็นธรรมชาติ มากกว่าการใช้เทคโนโลยีช่วยครับ
        แล้วคุณ JOE และท่านผู้อ่านล่ะครับ คิด อย่างไร?

        พบกันใหม่ฉบับหน้า

                                                                                              โดย...  ชัยคุปต์

พบกับเรื่องนี้ได้ที่ :
http://update.se-ed.com/231/chaiyakupt.htm

 


Discovery ResearchPaper NASA
WhyFilesSavvySearch เชื่อมสู่สถาบันการศึกษา วิชาการ.คอม


UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 75 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 825 บาท
จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0 2739 8111 โทรสาร 0 2739 8228
E-mail : update@se-ed.com

SEED Update Magazine Microcomputer User Internet
เซมิคอนดัคเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ Industrial Hobby Mechanical