UpDATE Magazine Online
  http://update.se-ed.com         หน้าแรก       ฉบับก่อน           แนะนำ         ติดต่อเรา       สมาชิก         ซีเอ็ด          

ฉบับ 230 พฤศจิกายน 2549

ปกเล่ม 230

ประจำฉบับ

www.se-edlearning.com

โปรดแจ้ง
E-Mail ของคุณ

เพื่อรับจดหมายข่าว


Subscribe       
Unsubscribe

  Powered by
YourMailinglist Provider.com

                          เรื่องจากปก #230                           

    สภาวะโลกร้อน : สัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติก่อนที่โลกจะถึงกาลอวสาน   โลกร้อน
                นับวันความแปรปรวนของภูมิอากาศและภัยพิบัติจะรุนแรงมากขึ้นทุกขณะในทั่วภูมิภาคของโลก...     ภาวะแห้งแล้งยาวนานในแอฟริกาเหนือ การเกิดคลื่นความร้อนในทวีปยุโรป ฝนตกหนัก น้ำท่วมหนัก ฤดูกาลผิดปกติในหลายส่วนของโลก รวมถึงการเกิดพายุเฮอร์ริเคนที่ทำลายเมืองนิวออร์ลีนของสหรัฐอเมริกาอย่างย่อยยับไปทั้งเมือง แม้กระทั่งประเทศไทยที่โดนน้ำท่วมรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี...สัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติได้ส่งมาถึงมนุษยชาติแล้ว

    ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ คุณคือพระเอกและผู้ร้าย  
                    โลกที่ราอยู่ทุกวันนี้มีชั้นบรรยากาศห่อหุ้มโดยมีส่วนประกอบของก๊าซไนโตรเจน (78%) ออกซิเจน (20.9%) และก๊าซอาร์กอน (0.93%) ตามสัดส่วนของปริมาตรของอากาศตามธรรมชาติ ก๊าซทั้งสามชนิดมีปฏิกิริยากับพลังงงานแสงอาทิตย์และความร้อนที่เกิดจาก โลกน้อยมาก แต่มีก๊าซอยู่ประเภท หนึ่งได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซมีเทน (CH4) ก๊าซไนตรัสออกไซด์(N2O) และก๊าซโอโซน (O3) มีคุณสมบัติในการกักเก็บและส่งผ่านรังสีความร้อนที่เกิดจากพลังงานแสงอาทิตย์และความร้อนที่เกิดขึ้นจากโลกออกสู่อวกาศ โดยก๊าซกลุ่มนี้ถูกเรียกว่าก๊าซเรือนกระจกหรือ Greenhouse gas (GHG) เนื่องจากมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับการที่กระจกกักเก็บความร้อนจากแสงแดดไว้ภายในอากาศ ก๊าซเรือนกระจกมีสัดส่วนน้อยกว่า 0.1% ของปริมาตรของอากาศตามธรรมชาติ ชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกอยู่นี้จะทำหน้าที่กักเก็บความร้อนส่วนหนึ่งไว้ไม่ให้ผ่านออกสู่อวกาศ ทำให้โลกมีอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สิ่งมีชีวิตจะอาศัยอยู่ได้
                ในทศวรรษ 1890 มีนักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนชื่อว่า Svante Arrhenius ได้ศึกษาถึงผลของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ที่มีอิทธิพลต่ออุณหภูมิเฉลี่ยของผิว โลกในกรณีที่ลดความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ลงครึ่งหนึ่ง หลังจากคำนวณอย่างละเอียดเป็นเวลาหลายปี เขาก็ได้ข้อสรุปว่า ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลกที่ลดลงครึ่งหนึ่งจะทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกลดลงถึง 5oC
                แต่นาย Svante มีวิสัยทัศน์มากกว่านั้นครับ เขาพิจารณาว่าโลกได้เข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของยุคอุตสาหกรรมแล้ว   ในอนาคตปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศจะต้องเพิ่ม ขึ้นไม่ใช่ลดลงเนื่องจากการเผาไหม้ ของถ่านหินและเชื้อเพลิงต่างๆ และ จะต้องมีผลทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของ ผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น โดยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า   ปรากฏการณ์ภาวะเรือนกระจก (Greenhouse effect) นั่นเอง จาก การคำนวณของเขาพบว่าถ้าความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศในขณะนั้นเพิ่มขึ้นเป็นบรรยากาศในขณะนั้นเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจะทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของ ผิวโลกเพิ่มสูงขึ้น 6oC! โดยอ้างอิงจากอัตราการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงใน ขณะนั้น (ลืมบอกไปครับว่า ในยุคนั้น ยังไม่พบแหล่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ) ปรากฏการณ์ที่คาดคะเนนี้ต้องใช้เวลาถึง 2,000 ปี
                  ในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมระดับความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศวัดได้ประมาณ 280 ppmv ซึ่งเป็นระดับที่มีเสถียรภาพ อยู่เป็นเวลานานหลายพันปี แต่เมื่อสิ้นค.ศ. 2004 ระดับความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยกาศได้เพิ่มขึ้นเป็น 375 ppmv หรือเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งในสามของค่าก่อนยุคอุตสาหกรรม และถ้าอัตราการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆซึ่งทำให้เกิดก๊าซคาร์บอน--ไดออกไซด์ยังเป็นไปตามการใช้งานในปัจจุบันต่อจากนี้ ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตามที่นาย Svante คาดการณ์ไว้จะเกิดขึ้นภายในเวลา 200 ปีเท่านั้นเร็วกว่าเดิมถึง 10 เท่า! และถ้า รวมปัจจัยจากการเร่งพัฒนาความเจริญของประเทศต่างๆโดยวัดจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีแล้ว รวมถึงการเพิ่มขึ้นของประชากรเข้าไป ด้วย ก็จะทำให้ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลกเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าของค่าก่อนยุคอุตสาหกรรมภายใน ค.ศ. 2100 หรือ ประมาณ 100 ปีนับจากนี้ และถ้าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจริง อุณหภูมิ เฉลี่ยของผิวโลกจะสูงขึ้นเป็นเท่าไร คิดกันบ้างมั้ยครับ

    เกิดอะไรขึ้นกับโลกของเราเมื่อโลกร้อนขึ้น 
                ตัวอย่างของผลกระทบทางตรง (direct effect)
                เมื่อโลกร้อนขึ้นก็จะทำให้หลายส่วนของโลกเกิดภาวะแห้งแล้ง เกิดไฟป่าขึ้น รวมถึงมนุษย์บุกรุกทำลายป่าเพื่อแสวงหาที่ทำกินเพิ่มขึ้นทดแทนพื้นที่ที่แห้งแล้งหรือขาดความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ป่าไม้ที่เคยเป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเพิ่มออกซิเจนให้กับโลกหรือเป็นปอดของโลกลดลงอย่างรวดเร็ว ไฟป่าที่เพิ่มขึ้นก็จะเผาผลาญป่าไม้ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มสูงขึ้นในชั้นบรรยากาศของโลก เป็นวงจรที่ไม่สิ้นสุด และยังทำให้พื้นดินบริเวณดังกล่าวแห้งแล้ง และอาจเปลี่ยนเป็นทะเลทรายได้อีกด้วย
                เมื่อโลกร้อนขึ้นจะทำให้น้ำแข็งละลายในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆ และมีน้ำแข็งเหลืออยู่ในฤดูหนาวน้อยลงก็จะทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูหนาวสูงขึ้น เกิดเป็นน้ำแข็งใหม่น้อยลง ทำให้เป็นไปได้ว่าในฤดูร้อนของปี ค.ศ. 2030 บริเวณขั้วโลกเหนือจะไม่มีจะน้ำแข็งเหลืออยู่เลย ซึ่งจะมีผลต่อการเกิดน้ำแข็งในฤดูหนาวอย่างแน่นอน
                ปกติแล้วน้ำแข็งบนพื้นดินและในมหาสมุทรจะสะท้อนพลังงานแสงอาทิตย์กลับสู่อวกาศได้ถึง 90% แต่เมื่อโลกร้อนขึ้น น้ำแข็งก็จะละลายมากขึ้น และน้ำแข็งที่เหลืออยู่ก็จะสะท้อนพลังงานแสงอาทิตย์ได้น้อยลง เมื่อเป็นเช่นนี้อุณห-- ภูมิของโลกก็จะสูงขึ้นไปอีก เกิดเป็นวัฏจักรที่น้ำแข็งละลายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
                ตัวอย่างของผลกระทบทาง อ้อม indirect effect
               
เมื่อน้ำแข็งในบริเวณมหาสมุทรอาร์กติกและเกาะกรีนแลนด์ละลายมากขึ้นเนื่องจากภาวะโลกร้อน ทำให้ความเค็มของน้ำทะเลลดลง ความเข้มข้นของน้ำทะเลมีการเปลี่ยนแปลง น้ำทะเลเบาขึ้นและลอยนิ่งอยู่ที่ผิวน้ำ ทำให้วัฏจักรของกระแสน้ำอุ่นแอตแลนติกที่ให้ความอบอุ่นกับซีกโลก เหนืออาจจะหยุดไหลได้ และถ้าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นจริง ซีกโลกเหนือก็จะกลับสู่ยุคน้ำแข็งอีกครั้ง!
                เมื่อโลกร้อนขึ้น อัตราการระเหย ของน้ำบนดินและในมหาสมุทรเพิ่มขึ้น ไอน้ำในชั้นบรรยากาศเพิ่มสูงขึ้น  ซึ่งไอน้ำนี้เองก็มีคุณสมบัติเช่นเดียว กับก๊าซเรือนกระจก ก็ยิ่งทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้นอีก ทั้งหมดนี้มีผลต่อ ความกดอากาศของโลก ทำให้ในบาง   พื้นที่ที่แห้งแล้งก็เกิดฝนตก บางพื้นที่ที่เคยฝนตกก็เกิดภาวะแห้งแล้ง แม่น้ำ ลำน้ำแห้งผาก เปลี่ยนทิศทาง เกิดฤดูกาลที่ผิดปกติไปทั่วโลก

    การแก้ไขและการปรับตัว
                มนุษย์โลกนี่แหละครับคือต้นเหตุของปัญหา และมนุษย์โลกนี่แหละครับต้องเป็นผู้แก้ปัญหานี้เอง
                ตามพิธีสารเกียวโตหรือ Kyoto Protocol สามารถสรุปได้ถึงแนวทางที่จะนำมาใช้เป็นกลไกการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้ คือ
              1.    ต้องใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า
              2.    ต้องใช้พลังงานทางเลือกที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ (Low Carbon Energy) เช่น เซลล์แสงอาทิตย์ พลังงานลมโดยใช้กังหันลม (wind turbine)
              3.   เสริมสร้างมาตรการ Carbon offsetting สร้างแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น การปลูกป่า ลดการทำลายป่า อนุรักษ์ป่าเขตร้อน

                                                                                              โดย... ขวัญชัย กุลสันติธำรงค์

อ่านเรื่องทั้งหมด พร้อมภาพประกอบได้จากนิตยสาร UpDATE ฉบับ 230 พฤศจิกายน  2549

พบกับเรื่องนี้ได้ที่ :
http://update.se-ed.com/230/global-warming.htm
กลับไปหน้าเรื่องจากปก

 


Discovery ResearchPaper NASA
WhyFilesSavvySearch เชื่อมสู่สถาบันการศึกษา วิชาการ.คอม


UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 75 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 825 บาท
จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0 2739 8111 โทรสาร 0 2739 8228
E-mail : update@se-ed.com

SEED Update Magazine Microcomputer User Internet
เซมิคอนดัคเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ Industrial Hobby Mechanical