|
ฉบับ 223 เมษายน
2549
|
| 
|
|
ประจำฉบับ
|
|
|
Powered by
YourMailinglist Provider.com
|
บทความวิทยาศาสตร์
#223
โรคจิตชอบสะสมสมบติบ้า
|
ใครจะไปรู้ว่ามีอะไรที่แอบแฝงอยู่ในใจของนักสะสมสมบัติบ้า
คนที่ชอบเก็บข้าว ของเสียจนแทบไม่มีที่จะให้นอน ของที่เก็บไว้อาจมีทั้งที่ใช้ประโยชน์ได้หรือหาค่า
ใดๆ ไม่ได้เลย ถึงจะดูแปลก แต่เขาอาจมีความสุขกับการได้เก็บ
เก็บ และเก็บ สิ่งของเหล่านั้นก็เป็นได้
|
เคยคิดไหมว่า
ในจำนวนจดหมาย และไปรษณียภัณฑ์ที่เราได้รับมาตลอด ชีวิตนั้น ถ้าไม่โยนทิ้งไปเสียบ้าง
จะมีจำนวนมากมายแค่ไหน ผู้ที่จะตอบคำถามนี้ได้ เห็นจะเป็น กระทาชายนาย
แพทรีซ มัวร์ นักสะสมผู้รักสันโดษชาวนิวยอร์ก วัย 43 ปี ทุกๆ
วันมัวร์จะรอรับพัสดุไปรษณีย์ที่เจ้าหน้าที่นำมาส่ง อันประกอบด้วย
หนังสือพิมพ์ ตำรา นิตยสาร แค็ตตาล็อก และใบปลิวเชิญชวนต่างๆ
รับมาแล้วก็นำไปเก็บรวบรวมไว้ โดยนำของที่ได้ใหม่ไปตั้งรวมไว้กับของเก่าตามประสาผู้นิยมการสะสม
แต่ก็ไม่ได้จัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เมื่อเวลาผ่านไป วันแล้ววันเล่า
ปีแล้วปีเล่า พัสดุเหล่านี้ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นๆ จนกระทั่งมันกองสูงท่วมหัวไปจรดเพดาน
แล้วขยายพื้นที่ไปเรื่อยๆ จนเต็มห้องเช่าไร้หน้าต่างขนาดเก้าตารางเมตรของเขา
ปลายปี 2546 ภูเขาเอกสารนี้ก็เกิดถล่มทลายลงมาทับพ่อเจ้าประคุณมัวร์ในขณะที่เขากำลังยืนอยู่
เขาต้องยืนอยู่สองวันเต็มๆ กว่าเพื่อนบ้านจะได้ยินเสียง ร้องอู้อี้ๆ
ให้ช่วย เจ้าของห้องเช่าต้องเอาชะแลงงัดห้องเข้าไป แล้วหลังจากนั้นอีกหนึ่งชั่วโมง
บรรดาเพื่อนบ้านและนักผจญเพลิงซึ่งทำหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย จึงเข้ามาช่วยกันขุดเอานายมัวร์ขึ้นมาจากกองกระดาษและส่งเขาไปรับการรักษา
หนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวเอกสารถล่มให้ข้อสังเกตไว้ว่า
มัวร์ยังโชคดีกว่า โฮเมอร์ และ แลงลีย์ คอลล์เยอร์ สองพี่น้องยอดนักสะสม
ทั้งสองใช้เวลากว่า 40 ปี สะสมสิ่งของที่หมดประโยชน์แล้วจนแน่นคฤหาสน์ที่เมืองฮาร์เลม
สิ่งของที่ว่า ได้แก่ หนังสือพิมพ์ ต้นคริสต์มาสเก่าๆ เก้าอี้โยก เปียโนสิบกว่าหลัง
และแม้แต่รถยนต์ที่ถอดเป็นชิ้นๆ แล้ว ข่าวเล่าว่า เมื่อวันที่ 21 มีนาคม
พ.ศ. 2490 มีผู้พบโฮเมอร์เสียชีวิตเนื่องจากไม่ได้ รับประทานอาหาร
และอีก 18 วันต่อมา คนงานของเทศบาลนครฮาร์เลมจึงพบศพของแลงลีย์ในสภาพถูกสัมภารกกลบทับเสียมิดชิด
เป็นเวลานานทีเดียวที่นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่า
การเก็บสะสมสมบัติที่หยุดไม่ได้เช่นนี้เป็นเพียงกลุ่มอาการย่อยของโรคจิตชนิดย้ำคิดย้ำทำ
(obsessive-compulsive disorder) แต่จากการศึกษาใหม่พบว่า มันอาจเป็นโรคอีกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะพิเศษไม่เหมือนโรคใดๆ
ที่เกิดในวงจรของสมอง ปัจจุบันเมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นมาทำวิจัยเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน
เพื่อแก้ปัญหาของคนนับพันที่มีพฤติกรรมแบบนายมัวร์ และเป็นการช่วยเจ้าของห้องเช่าหรือบรรดาญาติมิตรของผู้ที่ชอบสะสมสมบัติบ้าให้รับมือกับคนที่มีอาการแบบนี้ได้
ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ตั้งทฤษฎีว่า
โรคชอบสะสมสมบัตินี้เป็นสัญชาตญาณตามธรรมชาติซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้
แต่เกิดวิปริตผิดเพี้ยนไป อันที่จริงแล้วในอาณาจักรสัตว์ สัญชาตญาณการสะสมสิ่งของเป็นสิ่งที่มีประโยชน์
และมีวิวัฒนาการมาอย่างชัดเจน ตัวอย่างของยอดนักสะสมตัวยงคือ นกเจย์สีเทาแห่งอาร์กติก
ซึ่ง ทอม เวต นักชีววิทยาแห่งมหาวิทยาลัยมลรัฐโอไฮโอ เมืองโคลัมบัส
เล่าถึงพฤติกรรมของนกชนิดนี้ไว้ว่า เนื่องจากมันต้องการหลักประกันว่าจะมีอาหารเพียงพอสำหรับฤดูหนาว
อันมืดมิดและยาวนาน มันจึงต้องบินไปบินมาเป็นจำนวนถึงแสนครั้ง เพื่อคาบเอาลูกเบอร์รี่
แมงมุม และแมลงต่างๆ มาเก็บตุนเอาไว้ นอกจากนี้การเก็บตุนอาหารอาจเป็นกลยุทธ์ของสัตว์เพื่อดึงดูดใจเพศตรงข้ามให้มาผสมพันธุ์ก็เป็นได้
ดังเช่น นกวีตเทียร์สีดำตัวผู้ ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณภูเขาที่แห้งแล้งของทวีปยุโรป
เอเชีย และแอฟริกา มันต้องใช้เวลาและแรงงานมากพอสมควรทีเดียวในการขนก้อนหินหนักๆ
มากองไว้ก่อนถึงฤดู ผสมพันธุ์ ตัวที่มีหินกองใหญ่ที่สุดจะมีโอกาสได้ผสมพันธุ์มากกว่าตัวอื่นๆ
ซึ่ง เวต อธิบายว่า พฤติกรรมเช่นนี้เรียกว่า ความสามารถในการหาทรัพยากร
และเป็นวิถีทางที่จะโฆษณาให้นกตัวเมียรู้ว่า มันเป็นผู้ที่เหมาะสมในการสืบสายพันธุ์อย่างแท้จริง
พฤติกรรมการสะสมสำหรับสัตว์ต่างๆ
เป็นเรื่องที่มีเหตุมีผล แต่การสะสมสมบัติบ้าของมนุษย์กลับเป็นการแสดง
ออกถึงความเจ็บป่วย ในกรณีที่ถึงขั้นร้ายแรง นักสะสมอาจเอาสิ่งของอัดเข้าไปในบ้านทั้งหลังจนกระทั่งจะนอนเตียงก็นอนไม่ได้
โต๊ะที่มีก็ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เพราะมีของวางเต็มไปหมด กระทั่งห้องทั้งห้องก็ไม่มีที่เหลือไว้ให้เดิน
จะ เชิญเพื่อนมาเที่ยวบ้านก็ทำไม่ได้ บิลเก็บเงินต่างๆ ที่ส่งมาก็มากจนจำไม่ได้แล้ว
คนเหล่านี้ไร้ระเบียบวินัยจนไม่สามารถ จะทำงานทำการได้เหมือนคนอื่นๆ
เมื่อแก่ตัวลงและความจำเริ่มเลอะเลือน เขาอาจจะจำไม่ได้เลยว่าเคยเก็บสะสมอะไรมาบ้าง
ดังเช่นชายชราวัย 61 ปีคนหนึ่ง ซึ่งมารับการบำบัดที่ศูนย์บำบัดกลุ่มคลัตเทอร์เวิร์กช้อป
ในเมืองฮาร์ตฟอร์ด รัฐคอนเนตทิคัต เขาเป็นคนที่ชอบเก็บสะสมหนังสือ
กระดาษ และใบปลิวโฆษณาต่างๆ ของสะสมนั้นมีมากมาย มหาศาลจนแม้แต่ภรรยาของเขาเองก็เหลือที่จะทนได้
การณ์ปรากฏว่าในกองพะเนินเหล่านั้น มีเช็คค่าขายบ้านมูลค่าเป็นเลขถึงหกหลักของพ่อแม่เขาอยู่ด้วย
แต่หาไม่พบเสียแล้ว เขาเล่าว่า คุณคงนึกไม่ออกว่าผมรู้สึกอับอายแค่ไหน
ที่ต้องเชิญทนายความมาพบแล้วขอให้เขาออกเช็คให้ใหม่อีกฉบับ คนที่เป็นโรคแบบนี้มีมากแค่ไหน
และเหตุใดจึงเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันในคนบางคน? ตอบยากจริงๆ
เพราะในแง่หนึ่ง นักสะสมมักเก็บงำนิสัยนี้ไว้เป็นความลับ อย่างไรก็ดี
นักวิจัยค้นพบรูปแบบที่น่าสนใจหลายประการ เช่น พฤติกรรมการชอบสะสมนั้นมักจะเป็นทั้งครอบครัว
ดังที่ แรนดี โอ. ฟรอสต์ นักจิตวิทยาที่วิทยาลัยสมิตกล่าวไว้ว่า คนที่มีปัญหาแบบนี้มักจะมีญาติในลำดับแรก
เช่น พ่อหรือแม่ เป็นก่อน ดังนั้นจึงอาจเป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
หรืออาจเป็นผลจากการเจริญรอยตามแบบอย่าง นักสะสมสมบัติบ้ามักจะเป็นคนอารมณ์อ่อนไหว
เขาจะเชื่อมโยงคุณค่าทางอารมณ์กับสมบัติส่วนใหญ่ที่เขาเก็บสะสมไว้
อย่างเช่น การเก็บถ้วยกาแฟกระดาษที่ใช้แล้ว หรือปฏิทินที่ข้ามปีไปแล้ว
ในเรื่องนี้ นิโคลัส มอลต์บี นักจิตวิทยาผู้บำบัดนักสะสมสมบัติบ้าที่สถาบันลีฟวิ่ง
เมืองฮาร์ตฟอร์ด อธิบายว่า คนไข้เหล่านี้จะถือว่าของสะสมของตนมีคุณค่าแบบเดียวกับที่คุณเห็นว่าเครื่องเพชรของคุณมีค่ายังไงยังงั้นแหละ
นักสะสมสมบัติบ้ามักจะเป็นคนฉลาดเฉลียว มีการศึกษาดี และโดยทั่วไปเป็นคนที่คิดอะไรซับซ้อนพอดู
ซึ่ง ฟรอสต์ให้ข้อสังเกตว่า เขาเหล่านี้จะมีวิธีคิดที่สร้างสรรค์กว่าพวกเราเยอะในเรื่องของการใช้ประโยชน์จากของสะสม
นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า
ถ้ามอง อย่างพื้นฐานที่สุด คนไข้โรคชอบสะสม ไร้ความสามารถโดยสิ้นเชิงในการตัดสินใจ
ฟรอสต์เล่าถึงคนไข้คนหนึ่งที่มีนิสัยชอบสะสมว่า เขาอ่านพบบทความในนิตยสารท่องเที่ยว
แล้วก็ตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะทิ้งบทความนั้นเสียหรือ เก็บไว้ดี หากจะเก็บควรเก็บในหัวข้อการท่องเที่ยว
หรือหัวข้อของประเทศที่ บทความนั้นกล่าวถึง เมื่อตัดสินใจไม่ได้ก็เลยทำสำเนาเสียหลายๆ
ชุดแล้วเก็บไว้กับทุกหัวข้อเสียเลย การตัดสินใจไม่ถูกนี้แผ่ขยายไปถึงชีวิตในด้านอื่นๆ
ด้วย นักสะสมจะตัดสินใจไม่ได้ว่าควรทำอะไร ดังนั้นในแต่ละวันพวกเขาจะคิดสร้างโครงการต่างๆ
กว่าสิบโครงการ ศ. สัญชัย สักเสนา ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยมลรัฐแคลิฟอร์เนีย
เมืองลอสแองเจลิส กล่าวว่า แล้วพวกเขาก็กระโดดข้ามจากโครงการนั้นไปโครงการนี้ให้วุ่นไปหมด
นอกจากนี้ คนไข้จะมีปัญหาตัดสินใจไม่ถูกว่าควรพูดมากพูดน้อยเท่าไรจึงจะเหมาะสม
ศาสตราจารย์กล่าวอีกว่า พวกเขาจะพูดมากจนเกินความจำเป็น เมื่อคุณถามอะไรสักอย่าง
เขาจะตอบจนละเอียดยิบ เกินกว่าคำตอบธรรมดาๆ ที่เราตอบกัน การรักษาโรคชอบสะสมจะต้องรักษาอีกแนวทางหนึ่ง
ไม่เหมือนโรค ย้ำคิดย้ำทำ เพราะโรคชอบสะสมไม่ตอบสนองต่อการรักษาโดยใช้ยาต้านอาการซึมเศร้า
และคนไข้จะมีความสุขกับ สิ่งของที่อยู่รายรอบตัว ในเรื่องนี้
มอลต์บีอธิบายว่า โรคชอบสะสมจะคล้ายไปทางโรคบ้าการพนันหรือโรค
บ้าซื้อของมากกว่า เพราะเป็นสิ่งที่คนไข้ทำแล้วมีความสุข ยิ่งไปกว่านั้น
จาก การสแกนสมองด้วยเครื่องพีอีที (positron-emission tomography :
PET) ยังบ่งชี้ว่า โรคชอบสะสมกับโรคย้ำคิดย้ำทำมีลักษณะที่แตกต่างกัน
ชัดเจน จากงานวิจัยของ ศ. สักเสนาที่ตีพิมพ์ในวารสารด้านจิตเวชศาสตร์ของ
อเมริกา ฉบับเดือนมิถุนายน รายงานว่า บริเวณที่เรียกว่า ซิงกูเลต ไจรัส
ในโครงสร้างของสมองส่วนกลาง จากด้านหน้าไปถึงด้านหลัง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจและการตั้งสมาธิ
สมองส่วนนี้ของคนไข้โรคชอบสะสมจะแสดงระดับการทำงานต่ำกว่า คนปกติธรรมดา
แต่ในคนไข้โรคย้ำคิดย้ำทำซึ่งไม่ได้เป็นโรคชอบสะสมจะไม่แสดงลักษณะนี้ออกมาเลย
ในทางตรงกันข้าม สมองบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความกังวลจะแสดงการทำงานในระดับสูงมาก
หากเขาต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับอันตราย ความสกปรกปนเปื้อน และความเป็นระเบียบเรียบร้อย
มีงานวิจัยเมื่อเร็วๆ
นี้ของมหาวิทยาลัยแห่งไอโอวาสนับสนุนสิ่งที่ ศ. สักเสนาค้นพบ ซึ่งได้ศึกษากลุ่มบุคคลที่ทุกข์ทรมานจากอาการบาดเจ็บในส่วนต่างๆ
ของสมอง อันสืบเนื่องมาจากโรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับระบบประสาท
ผลการวิจัยบ่งชี้ว่า คนไข้จำนวนสิบสามคนไม่เคยแสดงอาการมาก่อนเลยว่ามีแนวโน้มที่จะชอบเก็บสะสม
จนกระทั่งเกิดอาการบาดเจ็บที่สมองส่วนหน้าจนถึงสมองส่วนกลาง บริเวณซึ่งเป็นซิงกูเลต
ไจรัสส่วนหน้า หลังจากนั้น คนไข้จึงกลายเป็นเหยื่อของอาการที่นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า
การ คลั่งสะสมสิ่งของที่ไร้ประโยชน์จำนวนมหาศาล ศ.
สักเสนากล่าวถึงข้อเสนอแนะของงานวิจัยว่า ในการรักษาด้วยยาแก่คนไข้โรคชอบสะสมสมบัติ
แพทย์ควรจะพิจารณาออกนอกขอบเขตของโรคย้ำคิดย้ำทำไปเลย สำหรับตัวเขาเองวางแผนที่จะทำการทดลองด้วยยากระตุ้นที่ปกติจะให้แก่คนไข้ที่เป็น
โรคขาดสมาธิ เขากล่าวว่า เราจะลองใช้ยาริทาลิน และยาซึ่งช่วยเพิ่ม
ความรับรู้ในคนไข้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ เป้าหมายของเราคือ
กระตุ้นความตั้งใจและทำให้คนไข้มีสมาธิดีขึ้น โดยดูผลของยานี้ว่าจะช่วยให้คนไข้มีอาการดีขึ้นหรือไม่
ในเวลาเดียวกันฟรอสต์และ
เกล สเตเกที แห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน กำลังศึกษาวิธีการบำบัดคนไข้เพื่อให้เกิดพฤติกรรมการรับรู้อย่างแท้จริง
ฟรอสต์กล่าวว่า เราจะเน้นพฤติกรรมสามอย่างต่อไปนี้ คือ คนไข้ต้องรู้จักจัดสิ่งของให้เป็นระเบียบ
ต้องรู้ว่าควรจะซื้อหาสิ่งของใหม่ๆ เข้ามาได้มากน้อยแค่ไหน และส่วนสำคัญที่สุด
คือ ต้องรู้จักทิ้งสิ่งของต่างๆ ไปบ้างตามระยะเวลาที่ผ่านไป ขณะนี้นักวิจัยกำลังพัฒนารูปแบบการรักษาซึ่งใช้เวลาประมาณหกเดือน
อันเป็นระยะเวลาที่คนไข้จะต้องต่อสู้กับจิตใจของตนเอง โดยการทิ้งสมบัติหรือสิ่งของบางอย่างออกไป
มอลต์บีเห็นด้วยว่า
การบำบัดโดยผู้มีประสบการณ์สูงจะช่วยให้ คนไข้โรคชอบสะสมวิเคราะห์ความคิดของตัวเองขณะที่พิจารณาเลือกสิ่งของได้
ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เขากล่าวว่า ปัญหานี้ไม่ได้แก้ง่ายๆ เพียงแค่ทำความสะอาด
ไม่ใช่เพียงแค่เข้ามารื้อสมบัติบ้าแล้วขนออกไปทิ้ง เพราะคนไข้ก็จะเก็บสะสมใหม่อีก
คุณต้องแก้ปัญหาให้ลึกลงไปถึงจุดที่คนไข้เกิดการตัดสินใจเลยทีเดียว
แปลและเรียบเรียงจาก Conspicuous Compulsion, Discover, October
2004
โดย... เจมินี
พบกับเรื่องนี้ได้ที่ : http://update.se-ed.com/223/conspicuous.htm


UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ
75 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 825 บาท จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0 2739 8111 โทรสาร 0 2739 8228
E-mail : update@se-ed.com
|