|
ฉบับ 222 มีนาคม
2549
|
| 
|
|
ประจำฉบับ
|
|
|
Powered by
YourMailinglist Provider.com
|
บทความวิทยาศาสตร์
#222
ความลับของกาแฟมูลชะมด
|
ออกจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่จะบอกว่า
กาแฟที่แพงที่สุดในโลกนั้นเป็นกาแฟที่ได้จากการคุ้ยเขี่ยกองมูลชะมด
ณ วันนี้ความลับของกาแฟที่ผู้คนตามหามากที่สุดในโลกที่ถูกเล่าขานจนกลายเป็นตำนาน
ได้ถูกเปิดเผยแล้ว
|
แมสซีโม
มาร์โคน นักวิทยาศาสตร์การอาหารเริ่มออกอาการหมดหวัง หลังจากที่ใช้เวลาอยู่ในประเทศเอธิโอเปียเกือบสองสัปดาห์
เพราะยังไม่มีวี่แววว่าจะเจอแหล่งกำเนิดของเครื่องดื่มที่แปลกประหลาดที่สุดใน
โลกเลย แต่แล้วบ่ายวันหนึ่งในป่าละเมาะนอกเมืองอับเดลา คนนำทางของเขาก็พบกองมูลสดของชะมดเข้า
พอมาร์โคนก้มลงคุ้ยเขี่ยดู ก็พบเมล็ดกาแฟ เขากล่าวว่า การค้นพบครั้งนี้ได้ทำให้ผมเข้าใจอย่างถ่องแท้
การค้นพบกาแฟ โกปิลูแว็ก
(kopi luwak เป็นคำพื้นเมืองของอินโดนีเซีย kopi แปลว่า กาแฟ ส่วน
luwak หมายถึง ตัวชะมด) ที่ทั้งหายากและแพงที่สุดนี้ นับได้ว่าเป็น
ผลงานชิ้นโบแดงของมาร์โคนเลยทีเดียว กาแฟชนิดนี้ได้มาจากเมล็ดกาแฟที่ตัวชะมดซึ่งมีหน้าตาคล้ายแมวถ่ายออกมาพร้อมมูล
หลังจากที่กินผลกาแฟสุกเข้าไป ซึ่งมาร์โคนได้ศึกษาว่าเมล็ดกาแฟโกปิลูแว็กมีสารเคมีที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากกาแฟอื่น
อีกทั้งยังได้พิสูจน์แล้วว่าชะมดกินเมล็ดกาแฟและถ่ายออกมาพร้อมมูลจริงๆ
เขากล่าวว่า มีคนพูดว่ากาแฟโกปิลูแว็กเป็นเพียงแค่เรื่องที่เล่าต่อๆ
กันมา แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ เพราะวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเมล็ดกาแฟได้เดินทางผ่านทางเดินอาหารของสัตว์มาจริงๆ
ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าบรรดาคนที่
ยังสงสัยเรื่องนี้อยู่ อยากจะให้มันเป็น เพียงแค่นิยายปรัมปรา
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อนึกไปถึงการดื่มกาแฟที่ต้องไปคุ้ย ออกมาจากกองมูลของสัตว์
ก็ดูจะไม่น่า พิศมัยนัก อย่างไรก็ตาม ว่ากันว่ากาแฟ ชนิดนี้มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ถึง
ขนาดที่มีนักดื่มกาแฟที่ต้องการจะลองลิ้มชิมรสมาก จนต้องเข้าคิวรอกันเป็นปีๆ
เนื่องจากจะมีการผลิตกาแฟโกปิลูแว็กในปริมาณเพียงแค่ 230 กิโลกรัมต่อปีเท่านั้น
ส่วนราคาก็พลอยสูงตามไปด้วยถึง 1,000 เหรียญฯต่อกิโลกรัม ซึ่งนับว่ามีราคาแพงกว่ากาแฟที่แพงเป็นอันดับสองถึงสิบเท่า
จอร์จ
กูทรี พ่อค้ากาแฟของฮอล์แลนด์คอฟฟีในเมืองสปาร์ตา รัฐนิวเจอร์ซีกล่าวว่า
มีกาแฟชนิดนี้ไม่เยอะมากนักหรอก อีกทั้งยังมีราคาแพง และไม่มีความแน่นอนอีกต่างหาก
บางครั้งก็อาจจะได้มาสองสามกิโล หรือบางทีก็ต้องรอกันเป็นเดือนๆ หรือไม่ได้เลยก็มี
เรื่องราวของกาแฟโกปิลูแว็กนี้ย้อนกลับไปได้เมื่อประมาณ
200 ปีที่แล้ว ตอนที่ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวดัตช์เริ่มปลูกกาแฟบนเกาะชวา
สุมาตราและ สุลาเวสี ซึ่งทั้งหมดตอนนี้คือดินแดนประเทศอินโดนีเซีย
เกาะเหล่านี้เป็นที่อยู่ของชะมดซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Paradoxurus
hermaphroditus และเป็นสัตว์ตระกูลเดียวกับแมว โดยอาศัยอยู่ตามต้นไม้
กินผลไม้ แมลงและสัตว์ขนาดเล็กเป็นอาหาร ชะมดที่อาศัยอยู่บนเกาะเหล่านี้จึงเริ่มกินเมล็ดกาแฟสุกเป็นอาหาร
ส่วนคนงานผู้ถือคติ อย่าทิ้งไว้ให้เสียของ ก็เก็บเมล็ดกาแฟที่อยู่ในกองมูลชะมดกลับมาด้วย
จนในที่สุดก็มีคนรับรู้ถึงรสชาติที่ไม่เหมือนใครของกาแฟชนิดนี้ หลังจากนั้นกาแฟแบบใหม่ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น
อันที่จริงแล้ว มาร์โคนไม่ได้ตั้งใจที่จะกลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟโกปิลูแว็กเลยแม้แต่น้อย
ตัวเขาเองทำงานเกี่ยวกับพันธุ์พืชที่ใกล้สูญพันธุ์อยู่ที่มหาวิทยาลัยเกวลป์ในเมืองออนแทริโอ
แคนาดา เขาหันมาสนใจเรื่องนี้ เมื่อพ.ศ. 2545 ตอนที่ได้รับโทรศัพท์จากผู้ผลิตรายการโทรทัศน์
ซึ่งได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกาแฟโกปิลูแว็ก และขอให้เขาช่วยวิเคราะห์ตัวอย่าง
ตอนแรกผมก็ คิดว่ามันออกจะประหลาดเอามากๆ ถึงขนาดที่ทำให้ผมรู้สึกไม่พอใจด้วยซ้ำ
เนื่องจากผมคิดว่ามันเป็นวิธีที่ไม่ดีเลยที่จะทำให้คนอื่นต้องเสียเวลา
แต่ผู้ผลิตรายการคนนั้นก็สามารถโน้มน้าวจนทำให้มาร์โคนเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง
ในที่สุดเขาก็รับปากที่จะทำตามคำร้องขอ สิ่งแรกที่เขาจะต้องทำก็คือหาให้ได้ก่อนว่าเมล็ดกาแฟนี้มีอะไรที่แสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องกับการทำงานของกระเพาะอาหารหรือไม่
หลังจากที่เขาใช้กล้องกำลังขยายหมื่นเท่าส่องดู ก็พบบางอย่างบนพื้นผิวตรงร่องเมล็ดกาแฟที่เมล็ดกาแฟอื่นๆ
ซึ่งปลูกในบริเวณเดียวกันของแคว้นสุมาตราไม่มี จึงค่อนข้างจะเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าต้นเหตุมาจากการย่อยของเอนไซม์
อย่างไรก็ตาม ร่องบนผิวเมล็ดกาแฟนี้ก็ไม่ได้เป็นตัวการที่ทำให้รสชาติกาแฟเปลี่ยนไป
มาร์โคนจึงสงสัยต่อไปว่าเอนไซม์จะมีผลถึงข้างในเมล็ดกาแฟด้วยหรือเปล่า
ซึ่งผลที่ได้ก็แสดงให้เห็นถึงสัญญาณการแตกตัวของโปรตีนในเมล็ดกาแฟโกปิลูแว็กที่ไม่มีในเมล็ดกาแฟอื่น
มาร์โคนกล่าวว่าการแตกตัวนี้อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้กาแฟนี้มีรสชาติไม่เหมือนใคร
การที่อาหารปรุงสุกมีรสชาติอร่อยก็เนื่องมาจากกลุ่มอะมิโนไปทำปฏิกิริยากับน้ำตาลจนเกิดรสชาติใหม่ขึ้นตามปฏิกิริยาเมลลาร์ด
ดังนั้น การคั่วเมล็ดกาแฟก็จะยิ่งทำให้การแตกตัวของโปรตีนในเมล็ดกาแฟเกิดปฏิกิริยาดังกล่าว
มาร์โคนเสริมว่า ยิ่งมีการแตกตัวมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้มีกลุ่มอะมิโนไปทำปฏิกิริยาเมลลาร์ดและสร้างรสชาติใหม่มากขึ้นเท่านั้น
ดังนั้น จึงทำให้เกิดความแตกต่างทั้งกลิ่นและรสชาติ นอกจากนั้น กาแฟโกปิลูแว็กยังมีโปรตีนน้อยกว่ากาแฟธรรมดา
ซึ่งชี้ให้เห็นว่ากระบวนการย่อยได้สลายโปรตีนออกไป และนี่ก็อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้กาแฟมีรสชาติกลมกล่อม
เนื่องจากเป็นที่รู้ กันอยู่แล้วว่าโปรตีนเป็นตัวที่ทำให้เกิดรสขม
มาร์โคนยังเชื่ออีกด้วยว่าทางเดินอาหารของชะมดทำหน้าที่เหมือนกับขั้นตอนการแปรรูปเมล็ดกาแฟ
ที่เรียกว่าการทำกาแฟด้วยวิธีเปียก คือแทนที่จะนำเมล็ดกาแฟไปตากแห้งโดยอาศัยความร้อนจากแสงแดด
กลับนำไปล้างน้ำแล้วหมักทิ้งไว้ 12 - 36 ชั่วโมง กาแฟที่ได้จากกระบวน
การนี้จะมีรสชาติดีกว่ากาแฟตากแห้ง ซึ่งเชื่อกันว่ากระบวนการดังกล่าวก็เหมือนกับกระบวนการหมัก
มาร์โคนบอกว่าดูเหมือนลำไส้ของชะมดจะทำหน้าที่เป็นเครื่องหมักแบบธรรมชาติไปเสียแล้ว
แถมยังมีแบคทีเรียที่ผลิตกรดแล็กติก ซึ่งเป็นกรดชนิดเดียวกับที่ใช้ในการทำกาแฟด้วยวิธีเปียกอยู่อีกด้วย
ในการที่จะหาคำตอบว่าความแตกต่างเหล่านี้มีผลต่อรสชาติกาแฟจริงหรือไม่
มาร์โคนได้จ้างผู้เชี่ยวชาญในการแยกรสชาติกาแฟมาทดสอบโดยที่ไม่ได้บอกอะไรล่วงหน้า
เขาได้ข้อสรุปว่ากาแฟโกปิลูแว็กแตกต่างจากกาแฟชนิดอื่นอย่างเด่นชัด
โดยจะออกรสเปรี้ยวน้อยกว่า รวมทั้งยังมีเนื้อกาแฟที่เข้มข้นน้อยกว่าอีกด้วย
นอกจากนั้น มาร์โคนยังนำจมูกอิเล็กทรอนิกส์มา ดม ไอระเหยจากกาแฟตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์รสชาติ
ซึ่งคำตอบที่ได้ก็ยิ่งเป็นการยืนยันถึงบทสรุปดังกล่าว ในเวลาเดียวกันนั้น
มาร์โคนก็เริ่มตระหนักว่ากาแฟโกปิลูแว็กกำลังจะหมดไปเรื่อยๆ อันมีสาเหตุหลักมาจากความไม่สงบภายในสุลาเวสี
เขาจึงเริ่มต้องการที่จะหากาแฟทดแทนจาก แหล่งอื่น ดังนั้น ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว
เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปเอธิโอเปีย เนื่องจากเป็นประเทศต้นกำเนิดของกาแฟ
รวมทั้งยังเป็นที่อยู่ของชะมดแอฟริกาที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Civettictis
civetta อีกด้วย โดยเขาได้ใช้เวลา 18 วันตามเก็บตัวอย่างเมล็ดกาแฟจากกองมูลของชะมด
และนำกลับไปบ้านเพื่อทดสอบ จนได้พบว่าแม้ว่าเมล็ดกาแฟจากชะมดแอฟริกาจะแตกต่างจากเมล็ดกาแฟจากชะมดอินโดนีเซียเล็กน้อย
แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงในเมล็ดกาแฟเหมือนๆ กัน อันรวมไปถึงร่องบนผิวเมล็ดกาแฟและการแตกตัวของโปรตีน
(Food Research International, vol. 37, p. 901) ส่วนรสชาติของกาแฟที่เขาเก็บมาจากเอธิโอเปียนั้นเป็นยังไงน่ะหรือ?
มาร์โคนคั่วและบดเมล็ดกาแฟเพื่อชงเป็นกาแฟในห้องทดลอง สำหรับผู้ที่อ่อนประสบการณ์ก็อาจรู้สึกว่ากาแฟจะออกรสออกหวานและไม่มีรสขมเลย
แม้แต่น้อย แต่ก็อาจจะไม่ค่อยเข้มข้นมากนัก สำหรับนักดื่มที่รอบรู้จะบรรยายสรรพคุณเอาไว้ว่า
กาแฟมีรสชาติข้นเหมือนน้ำเชื่อม มีรส ช็อกโกแล็ตเจืออยู่ มีกลิ่นดิน
และความเก่า และมีกลิ่นอายของ ป่า แฝงอยู่ แต่ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอะไรก็ตาม
มันจะคุ้มกับราคาที่ สูงถึง 1,000 เหรียญสหรัฐฯต่อกิโลกรัมเชียวหรือ
บางทีก็อาจจะไม่นะ ที่ร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือ
เงินที่คุณอาจจะยอมลงทุนซื้อไปนั้น ก็ไม่ได้ช่วยรับประกันให้
คุณได้กาแฟโกปิลูแว็กของแท้ เนื่องจากการลอกเลียนแบบ รสชาติของกาแฟโกปิลูแว็กทำ
ได้ไม่ยาก เพียงแค่อาศัยการผสมเมล็ดกาแฟธรรมดาด้วยวิธีอันชาญฉลาดของผู้ผลิตที่ไร้จริยธรรมเท่านั้นเอง
ดังนั้น มาร์โคนจึงรับตรวจสอบว่ากาแฟโกปิลูแว็กที่ผู้บริโภคซื้อไปนั้นเป็นของแท้หรือของปลอมด้วย
(มาร์โคนไม่คิดค่าบริการเป็นเงิน แต่ขอแบ่งกาแฟไว้สำหรับทำวิจัย) เขาบอกว่ากาแฟที่เขาทดสอบเกือบครึ่งเป็นของปลอม
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เขารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าละอายอย่างมาก
มาร์โคนกล่าวว่า สิ่งที่คนกำลังตามหาตอนนี้ไม่ใช่รสชาติที่แตกต่างอีกต่อไปแล้ว
แต่กลายเป็นความหายากของกาแฟแทน
แปลและเรียบเรียงจาก Bean there, dungthat, NewScientist,
16 October 2004
โดย... บราลี
สุคนธรังษี
พบกับเรื่องนี้ได้ที่ : http://update.se-ed.com/222/kopi-luwak.htm


UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ
75 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 825 บาท จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0 2739 8111 โทรสาร 0 2739 8228
E-mail : update@se-ed.com
|