|
ฉบับ 219 ธันวาคม
2548
|
| 
|
|
ประจำฉบับ
|
|
|
Powered by
YourMailinglist Provider.com ดูจดหมายข่าวเก่า
|
เรื่องจากปก
#218
การเดินทางของนกอพยพ คุณเคยสังเกตไหม
นอกเหนือจากนกที่พบได้ทั้งปีอย่าง นกกระจอกบ้าน (Eurasian Tree Sparrow)
นกกางเขนบ้าน (Oriental Magpie Robin) หรือ นกปรอดสวน (Streak-eared
Bulbul) พอถึงปลายฤดูฝน แถวละแวกบ้านมักมี นกแปลกหน้าผ่านมาอาศัยอยู่เสมอ
ส่วนใหญ่จะเห็นเพียงช่วงสั้นๆ ไม่กี่วัน แล้วก็ จากไป หรือบางทีอาจกลับมาให้เห็นอีกครั้งในช่วงต้นฤดูร้อน
หากเป็นในเมือง
เรามักพบนกอพยพเข้ามาเพียงไม่กี่ชนิด แต่ถ้าออกไปตามแหล่งธรรมชาติทุกแห่ง
ไม่ว่าจะเป็นท้องนา บึงน้ำ หรือสูงขึ้นไปบนภูเขา ที่ไหนๆ ล้วนมีนกอพยพทั้งนั้น
บรรดานกเกือบ 1,000 ชนิดที่พบในประเทศไทย มีจำนวนถึงหนึ่งในสามที่ย้ายถิ่นเข้ามา
และแทบทุกชนิดมีแหล่งขยายพันธุ์อยู่ทางตอนเหนือของโลก จากนั้นจะบินย้ายถิ่นลงมาทางตอนใต้เป็นประจำทุกปีในช่วงตั้งแต่เดือนกันยายน-เมษายน
ช้าหรือเร็วไม่ต่างจากนี้นัก ทีนี้เริ่มสงสัยแล้วใช่ไหม
ทำไมนกถึงต้องลำบากบินย้ายถิ่นรอนแรมมาไกลขนาด นั้นด้วย เพราะเหตุใดถึงไม่อาศัยอยู่ที่ใดที่
หนึ่งเป็นประจำไปเลย คำถามนี้สามารถยกเหตุผลมาตอบให้เข้าใจได้ง่ายๆ
ก็เพื่อความอยู่รอดของชีวิตไง! การที่นกต้องลงทุนบินอพยพมาไกลหลายพันกิโลเมตรก็เพื่อให้แน่ใจว่า
พวก เขาจะมีอาหารกินอย่างสมบูรณ์ตลอดช่วงฤดูหนาว เรามักพูดว่า
นกอพยพจะย้ายถิ่นเข้ามาในช่วงฤดูหนาว ทั้งที่จริงนกบางประเภทก็ทยอยบินอพยพเข้ามาในช่วงกลางฤดูฝน
บางชนิดมาถึงตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เช่น นกเด้าลมหลังเทา (Grey Wagtail)
เมื่อ ดูจากปฏิทิน นกพวกนี้ใช้เวลาอยู่ในประเทศไทยมากกว่าบ้านเกิดเสียอีก!
ระหว่างที่ฝนยังตกหนักอยู่ในบ้านเรา
อากาศหนาวได้แผ่ปกคลุมทางตอนเหนือ ของโลกแล้ว พื้นที่แถบนั้นมีฤดูหนาวมาเร็วและยาวนานกว่าทางตอนใต้มาก
นกที่ขยายพันธุ์อยู่แถบทุ่งทุนดราซึ่งอยู่เกือบถึงขั้วโลกเหนืออย่างพวกนกชายเลน
(Shorebird) จึงต้องรีบอพยพลงมาก่อนเป็นพวกแรก นกจะสังเกตความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
เริ่มจากการลดต่ำของ อุณหภูมิ ตามมาด้วยแสงสว่างตอนกลางวันที่หดสั้นลงกว่าความมืดมิดยามค่ำคืน
สองสิ่งนี้เป็นตัวกระตุ้นให้นกต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับบินย้ายถิ่น
สิ่งสำคัญที่สุดคือร่างกายต้องแข็งแรงและสมบูรณ์พอ ลองหยิบแผนที่มาดู
จะเห็นว่าแนว ชายฝั่งของประเทศไทยตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางของเส้นทางบินจากแหล่งขยายพันธุ์ในไซบีเรียกับปลายทางที่อินโดนีเซียหรือออสเตรเลีย
อีกทั้งยังเป็นแนวรอยต่อของแผ่นดินใหญ่ที่ต่อเชื่อมกับหมู่เกาะทาง
ตอนใต้จึงมีความสำคัญต่อนกชายเลนจำนวนมากที่บินย้ายถิ่นมาตามเส้นทางด้านตะวันออกของทวีปเอเชีย
หรือเรียกกันว่า เส้นทางบินย้ายถิ่นเอเชียตะวันออกออสเตรเลีย (The
East Asian-Australian Flyway) ฝูงนกที่บินเลียบมาตามชายฝั่งทางด้านนี้
ส่วนใหญ่มักเลือกพักอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งอ่าวไทยตอนในตลอดฤดูหนาว
ส่วนนกที่บินผ่านเลยต่อไปทางใต้ก็จำเป็นต้องพึ่งพาแนวชายฝั่งของประเทศไทยที่มีแหล่งอาหารสมบูรณ์
เป็นจุดแวะพักเติมพลังงานให้เพียงพอสำหรับใช้บินจนถึงปลายทาง ตอนใต้
ยิ่งช่วงย้ายถิ่นกลับไปยังแหล่งขยายพันธุ์ทางตอนเหนือ
นกเหล่านี้ไม่เพียงสะสมไขมันและโปรตีนเพื่อใช้ในการเดินทางเท่านั้น
พวกเขายังต้องเก็บสำรองพลังงานไว้ใช้ในช่วงต้นของฤดูผสมพันธุ์อีกด้วย
ด้วยความเหมาะสมของที่ตั้งที่อำนวยประโยชน์สำหรับการบินย้ายถิ่นและความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหารเช่นนี้
ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมอ่าวไทยตอนในถึงมีความสำคัญต่อนกชายเลนที่บินย้ายถิ่นผ่านมา กระทั่งถูกยกให้เป็นแหล่งอาศัยของนกชายเลนที่มีความสำคัญทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ
ควบคู่ไปกับการเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับโลก ทุกปีในช่วงฤดูหนาว
แนวชายฝั่งของอ่าวไทยตอนในตั้งแต่จังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม
และเพชรบุรีจึงคลาคล่ำด้วยนกชายเลนมากกว่า 40 ชนิด จำนวนรวมกันนับแสนตัว
เที่ยวเดินหากินกระจายไปตามหาดเลนในช่วงน้ำลด อ่าวไทยตอนในจึงเป็นแหล่งดูนกที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยที่คุณสามารถเดินทางไปทำความรู้จักกับนกอพยพ
ได้สะดวกมาก..... การมาถึงของนกอพยพในเวลาเดิมเป็นประจำทุกปี
เหมือนมีปฏิทินธรรมชาติกำหนดอย่างน่าประหลาดใจ แต่ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นคือ
นกทราบได้อย่างไรว่า จะมีหนองบึง ผืนป่า หาดเลนรออยู่ตรงไหน ซึ่งเป็นที่มาของคำถามต่อไปว่า
นกอพยพรู้จักเส้นทางเส้นทางบินได้อย่างไร และทำไมถึงมาตามเส้นทางนั้นได้เป็นประจำทุกปี
หากตอบสั้นๆ ก็ต้องบอกว่า
เป็นความสามารถเฉพาะตัวของนกที่เราไม่อาจลอกเลียนได้ ซึ่งเกิดจากแรงกระตุ้นภายในตัวนก
นับเป็นเวลาหลายหมื่นปีมาแล้ว
ที่นกอพยพได้พัฒนาพฤติกรรมจนกระทั่งรู้ว่า ควรจะย้ายถิ่นไปที่ไหน เปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ
ก็คือ ในสมองของนกมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ตั้งเวลามาแล้วสำหรับจุดหมายในการย้ายถิ่น
ซึ่งโปรแกรมในตัวนกเป็นสิ่งสำคัญที่กำหนดให้นกต้องบินลงใต้ แทนที่จะมุ่งไปทิศทางอื่น
และเป็นสัญชาตญาณที่นกเรียนรู้ได้เอง เมื่อทราบแล้วว่า
นกรู้ว่าจำเป็นต้องมุ่งลงใต้ในช่วงฤดูหนาว แล้วพวกเขาทราบได้อย่างไรว่าทางใต้อยู่หนใด
นกก็เหมือนมนุษย์ที่ต้องมีสิ่งช่วยนำร่องในการเดินทาง
ต่างกันตรงที่เรารู้จักประดิษฐ์เครื่องไม้เครื่องมือมาช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องนี้
แต่นกใช้หมายธรรมชาติจากดวงอาทิตย์และดวงดาว ประกอบเข้ากับเข็มทิศจากแม่เหล็กเป็นเครื่องช่วยนำทาง
เริ่มจากการเดินทางในตอนกลางวัน
ไม่ใช่เรื่องยากที่เรารู้จักทิศจากการดูพระอาทิตย์ และทราบได้ทันทีตั้งแต่เช้าตรู่ว่า
ทิศใต้อยู่ด้านขวามือ นกก็ต้องรู้เช่นกัน ขณะที่พระอาทิตย์โคจรเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยๆ
นกก็สามารถกำหนดทิศทางบินโดยตรวจสอบตำแหน่งที่บินอยู่กับโปรแกรมเวลาภายในตัว
แม้กระทั่งเมื่อมีเมฆเข้ามาบดบังพระอาทิตย์
นกก็ยังรู้ตำแหน่งของพระอาทิตย์ได้จากแสงที่ส่องผ่านบรรยากาศของโลกในทิศทางต่างๆ
เพราะเมื่อแสงผ่านชั้นบรรยากาศ ก็จะกลายเป็นแสงระนาบเดียว (แสงโพลาไรส์)
ซึ่งรังสีทุกลำพุ่งไปในแนวเดียวกัน มุมตกกระทบและความเข้มของรังสีโพลาไรส์
ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของพระอาทิตย์บนท้องฟ้า นกจึงใช้ประโยชน์จากแสงที่เรามองไม่เห็นนี้
ช่วยหาตำแหน่งของพระอาทิตย์ได้ ขณะที่เวลากลางคืน
นกจะใช้ดวงดาวเป็นตัวช่วย แม้ดวงดาวจะโคจรเปลี่ยนตำแหน่งไปตามฤดูกาล
แต่ในซีกโลกเหนือมีดาวดวงหนึ่งที่อยู่กับที่คือ ดาวเหนือ เมื่อมองจากพื้นโลก
จะดูเหมือนว่าดาวดวงอื่นหมุนรอบดาวเหนือตลอดทั้งคืน นกจึงใช้ดาวเหนือนี้กำหนดตำแหน่งได้
นกที่อพยพในเวลากลางคืนยังใช้แสงโพลาไรส์นำทางเช่นกัน
เมื่อเริ่มออกบินในช่วงพลบค่ำ โดยสังเกตแสงโพลาไรส์นำทางไปยังทิศทางที่ถูกต้อง
แม้ในขณะพระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก แต่แถบแสงโพลาไรส์ในช่วงนี้
ซึ่งเป็นแถบแสงที่มีความเข้มมากที่สุดของวันจะพาดผ่านท้องฟ้าจากเหนือลงใต้
ยิ่งวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส นกจะเห็นเป็นแนวนำทางได้ดี นอกจากนี้นกยังมีตัวช่วยนำทางจากสนามแม่เหล็กโลกด้วย
ซึ่งนกอพยพจะไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กโลก แนวเส้นแรงแม่เหล็กนั้นพุ่งทำมุมต่างๆ
กับพื้นโลก จนเกือบจะเป็นแนวตั้งที่บริเวณขั้วโลก และอยู่ในแนวนอนที่เส้นศูนย์สูตร
ขณะเดียวกันนกก็ไม่ได้บินตรงในแนวเหนือใต้เหมือนเข็มทิศ แต่กำหนดตำแหน่งโดย
รับรู้ถึงมุมที่เส้นแรงแม่เหล็กตกกระทบกับพื้นโลก สิ่งเหล่านี้เป็นหมายธรรมชาติที่นกใช้ในการนำร่องสำหรับย้ายถิ่นลงใต้
ซึ่งนกจะเลือกใช้วิธีที่สะดวกและแม่นยำที่สุดในแต่ ละโอกาส ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสภาวะอากาศเป็นเช่นใด
ทั้งนี้เป็นเรื่องของความสามารถเฉพาะตัวล้วนๆ
ย้ำอีกครั้ง ห้ามลอกเลียนแบบ!
โดย...
รุ่งโรจน์ จุกมงคล
อ่านเรื่องราวของกล้วยทั้งหมด พร้อมภาพประกอบได้จากนิตยสาร
UpDATE ฉบับ 219 ธันวาคม 2548


UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ
75 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 825 บาท จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0 2739 8111 โทรสาร 0 2739 8228
E-mail : update@se-ed.com
|