UpDATE Magazine Online
 http://update.se-ed.com     หน้าแรก    ฉบับก่อน      แนะนำ     ติดต่อเรา     สมาชิก     ซีเอ็ด      

ฉบับ 218 พฤศจิกายน 2548

ปกเล่ม 218

ประจำฉบับ

บอกรับจดหมายข่าว

โปรดแจ้ง
E-Mail ของคุณ



Subscribe    
Unsubscribe

  Powered by
YourMailinglist Provider.com

  
ดูจดหมายข่าวเก่า

             สารคดีวิทยาศาสตร์ #218              

  เปิดแฟ้มงานวิจัยไข้หวัดนก  

ดูเหมือนว่าไข้หวัดนกจะกลายเป็นโรคประจำถิ่นของประเทศไทย และภูมิภาคเอเชีย   ตะวันออกเฉียงใต้ไปเสียแล้ว รวมทั้งกำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลก เมื่อเร็วๆ นี้สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติได้แถลงผลงานวิจัยห้าโครงการเกี่ยวกับไข้หวัดนก ซึ่งในแต่ละเรื่องมีความคืบหน้าใหม่ๆ ที่อาจจะเป็นความหวังในการกำจัดโรคระบาดในสัตว์ปีกที่น่าเป็นห่วงชนิดนี้ มานำเสนอให้ได้ทราบกัน

   ลำดับเบสไข้หวัดนกเชื้อไทย  
        โครงการวิจัยที่ชื่อ “ระบาดวิทยาระดับโมเลกุลของเชื้อไข้หวัดนกในประเทศไทย” มี ผศ. น.สพ. ดร. อลงกร อมรศิลป์ จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหัวหน้าโครงการ ได้ค้นหาและเปรียบเทียบลำดับเบสของยีนต่างๆ ที่แยกได้จากเชื้อใน สัตว์ปีก ยืนยันว่า เชื้อไข้หวัดนกในประเทศไทยเป็นเชื้อไข้หวัดนก จีโนไทป์ Z (H5N1 genotype Z) เชื้อไข้หวัดนกในประเทศไทยมีลักษณะทางพันธุกรรม ที่ใกล้เคียงกับเชื้อไข้หวัดนกจากเวียดนาม และจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่แตกต่างจากเชื้อไข้หวัดนกจากอินโดนีเซีย ฮ่องกง และจีน อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเชื้อไข้หวัดนกที่ระบาดอยู่ในประเทศไทยมีสาเหตุหรือวิวัฒนาการมาจากสัตว์ปีกอื่นๆ เช่น นกป่า นกน้ำหรือไม่ เนื่องจากขาดข้อมูลทางระบาดวิทยา และไม่ทราบว่านกป่าได้รับเชื้อจากสัตว์ปีกเศรษฐกิจ หรือมีเชื้อไวรัสอยู่แล้วในตัวมันเอง
        คณะวิจัยได้ส่งข้อมูลลำดับเบสของยีนของเชื้อไข้หวัดนกจากประเทศไทยเข้าไปที่ GenBank (http://www. ncbi.nlm.nis.gov) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อนักวิทยาศาสตร์ในการศึกษาวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับเชื้อไข้หวัดนกต่อไป รวมทั้งสามารถนำไปใช้วางแผนควบคุมและป้องกันโรค และประกอบการตัดสินใจใช้วัคซีนในการป้องกันโรคไข้หวัดนกในประเทศไทยได้ด้วย

  ไวรัสบนเปลือกไข่  
         ประเทศไทยมีไก่ไข่ทั้งสิ้นกว่า 20 ล้านตัว ผลิตไข่สดสำหรับบริโภคในประเทศได้วันละกว่า 12 ล้านฟอง หากมีการปนเปื้อนในขั้นตอนการผลิตไข่ไก่ ก็จะเป็นผลเสียต่อผู้บริโภค จึงจำเป็นต้องทราบว่าไข่สดจะมีการปนเปื้อนเชื้อโรคที่จุดใดบ้างตั้งแต่ฟาร์มจนถึงตลาด เพื่อหาวิธีที่เหมาะสมในการป้องกันโรคการปนเปื้อนเชื้อโรคที่เปลือกไข่ ซึ่งนอกจากไวรัสไข้หวัดนกแล้วยังมีเชื้ออื่นๆ อีกเช่น ซัลโมเนลลา ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคทางเดินอาหาร โครงการวิจัยที่ชื่อ “การศึกษาการคงอยู่ของเชื้อโรคและการลดเชื้อโรคที่ปนเปื้อนมากับเปลือกไข่และถาดไข่” โดยคณะของ ผศ.น.สพ. ดร. สุดเจตน์  ชื่นชม จากภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ศึกษาทั้งไวรัสไข้หวัดนกและแบคทีเรียซัลโมเนลลาที่ติดบนเปลือกไข่และถาดไข่ ตลอดเส้นทางของการผลิตไข่ไก่ (ตั้ง แต่โรงเรือนเลี้ยงไก่ บริเวณรวมไข่ รถขนส่งจนถึงที่ขายไข่) เพื่อให้ทราบถึงจุดที่มีโอกาสให้แบคทีเรียและไวรัสมาปนเปื้อน รวมทั้งศึกษาวิธีการทำลายเชื้อบนเปลือกไข่และถาดไข่ในฟาร์มเกษตรกร เพื่อให้ได้วิธีที่เหมาะสมในการลดการปนเปื้อนเชื้อโรคด้วย
        จากการศึกษาโดยการสุ่มตัวอย่างเปลือกไข่และถาดไข่ตามเส้นทางการผลิตไข่ของฟาร์มเอกชนหกแห่ง พบว่ามีการปนเปื้อนเชื้อซัลโมเนลลาที่เปลือกไข่จากฟาร์มเพียงแห่งเดียว ส่วนเรื่องความคงทนของเชื้อนั้น ซัลโมเนลลาสามารถอยู่ได้ในมูลไก่ที่ติดมากับถาดไข่และผิวเปลือกไข่ได้นานอย่างน้อย 7 วัน หากจะฆ่าเชื้อนี้ก็ทำได้โดยนำถาดไข่ไปแช่ในน้ำยาฆ่าเชื้อกลุ่มคลอไรด์ อัลดีไฮด์ และ โซเดียมไฮดรอกไซด์ นาน 10 นาที ส่วนเชื้อไวรัสไข้หวัดนกจะทนอยู่ในถาดกระดาษได้ 6 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาที่นานกว่าถาดพลาสติก แต่การใช้น้ำยาฆ่าเชื้อในกลุ่มอัลดีไฮด์  อัตราส่วน 1 : 120 และคลอไรด์ 1 : 6.25 ไม่เกิน 1 นาที ก็สามารถทำลายเชื้อได้แล้ว
        แม้ว่าจะพบการปนเปื้อนของเชื้อโรคไม่มากนัก และการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อก็ให้ประสิทธิภาพที่ดี แต่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ผู้วิจัยได้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่ ผู้บริโภคเพื่อลดความเสี่ยงจากเชื้อทั้งสองชนิดว่า ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งที่สัมผัสกับไข่สด ควรเลือกซื้อไข่ไก่ที่มีผิวสะอาด อยู่ในภาชนะสะอาด และควรเป็นภาชนะชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง รวมทั้งควรรับประทานไข่ไก่ที่สด สะอาด และปรุงสุกแล้วเท่านั้น

  โมเดลระบบเฝ้าระวังหวัดนก  
        โครงการวิจัยที่ชื่อ “ระบาดวิทยาของโรคไข้หวัดใหญ่ในสัตว์ปีกใน 5 จังหวัดที่เชื่อมต่อกันในภาคกลางและภาคตะวันตกของประเทศไทย” โดยคณะของ  ผศ.น.สพ. ดร. ศิริชัย วงษ์นาคเพ็ชร์ จากคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นการสำรวจในเชิงระบาดวิทยาโดยเก็บข้อมูลจากเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ จำนวน 669 ราย ทั้งจากเกษตรกรรายย่อยและจากผู้เลี้ยงแบบธุรกิจ จากการสำรวจพบว่า หลังการระบาดรอบแรก ผู้เลี้ยงร้อยละ 66.5 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้เลี้ยงรายย่อยยังคงเลี้ยงสัตว์ปีกต่อเนื่อง
        จากการสำรวจความเข้าใจเกี่ยวกับไข้หวัดนกของเกษตรกร ทำให้ทราบถึงความเข้าใจของเกษตรกรว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายของโรคไข้หวัดนกมาจากลมหรืออากาศมากที่สุด รองลงมาคือนกอพยพ ส่วนการสำรวจสภาพเสี่ยงต่อการเกิดโรคพบว่า ผู้เลี้ยงรายย่อยมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากมีการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง เช่น ไม่ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดเล้า ปล่อยสัตว์ปีกให้หากินตามธรรมชาติ ไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกันโรคเมื่อเข้าใกล้สัตว์ปีกที่เลี้ยงไว้ โดยเฉพาะผู้เลี้ยงไก่ชน นอกจากนี้ทางโครงการยังได้ศึกษาระบาดวิทยาระดับโมเลกุล ได้ผลที่สอดคล้องกับโครงการวิจัยแรก ที่พบว่าเชื้อที่แยกได้จากไก่พื้นบ้านที่เป็นโรคครั้งใหม่ยังคงลักษณะทาง พันธุกรรมเหมือนเดิม โดยมีความใกล้เคียงกันถึง 99 เปอร์เซ็นต์
        งานวิจัยนี้ยังทดลองสร้างระบบภูมิสารสนเทศเพื่อเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกเป็นโครงการนำร่อง ระบบที่สร้างขึ้นสามารถเรียกค้นข้อมูลจำนวนสัตว์ปีกแต่ละชนิดที่เลี้ยงในระดับของเขตการปกครองต่างๆ ได้ ทั้งยังสามารถกำหนดขอบเขตห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ในกรณีที่พบการเกิดโรคไข้หวัดนก และสามารถคำนวณหาค่าความเสียหาย ในกรณีที่ต้องมีการชดเชย แก่เกษตรกรได้ด้วย
        สุดท้ายโครงการนี้ได้จำลองสถานการณ์เพื่อทดสอบระยะเวลาในการรายงานผล โดยเชื่อมการทำงานของเกษตรกร พบว่าสามารถรายงานโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสรุปแล้วจากการศึกษานี้ทำให้ได้ข้อมูลใหม่ของลักษณะระบบเครือข่ายเฝ้าระวังโรคที่เริ่มจากเกษตรกรและประชาชน ได้ทราบว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดนกยังไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรม และทราบว่าลมและสภาพภูมิอากาศมีความน่าจะเป็นไม่มากนักในการเป็นปัจจัยก่อโรค

  ผลกระทบต่อชีวิตและสังคม ชาวเหนือ  
        โครงการ “ประเมินผลกระทบจากการระบาด มาตรการฟื้นฟู และระบบการเฝ้าระวังและควบคุมโรคไข้หวัดสัตว์ปีก” โดยคณะของ รศ. ดร. สุวิชัย โรจนเสถียร จากคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นการประเมินผลกระทบของไข้หวัดนกที่เกิดขึ้นในเขตภาคเหนือ ร่วมกันศึกษาโดยหน่วยงานต่างๆ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จากการวิจัยพบว่า หลังจากเกิดไข้หวัดนก เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกส่วนหนึ่งต้องการเปลี่ยนอาชีพใหม่ สิ่งนี้อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต โดยเฉพาะในสังคมชนบทซึ่งเป็นสังคม เกษตรทำให้ไม่มีรายได้จากการเลี้ยงสัตว์ปีก ต้องกู้เงินจากแหล่งอื่นทั้งในระบบและนอกระบบ และผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจทำให้ระบบการเลี้ยงไก่โดยเกษตรกรรายย่อยในลักษณะการเลี้ยง ไก่หลังบ้านต้องหายไปจากชุมชุน เหลือแต่การเลี้ยงไก่ที่เป็นระบบฟาร์มเท่านั้น
        โครงการนี้ยังได้วิจัยเรื่องการใช้ระบบข้อมูลทางภูมิศาสตร์ในการจัดการ โดยได้พัฒนาฐานข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ของการเลี้ยงสัตว์ปีกในจังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน และน่าน ฐานข้อมูลดังกล่าวประกอบด้วยที่ตั้งของฟาร์มจำนวนเกษตรกร และจำนวนสัตว์ปีกที่เลี้ยง โรงฆ่าสัตว์ ตลาด สนามชนไก่ และเส้นทางการคมนาคม ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือควบคุมในช่วงที่มีโรคไข้หวัดนกระบาด และสามารถป้อง กันการระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
        ส่วนการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่าไข้หวัดนกในภาคเหนือมีการระบาดตามเส้นทางคมนาคม โดยการซื้อสัตว์ป่วยเข้ามาจากภาคกลาง และการชำแหละสัตว์ปีก ทำให้เกิดการระบาดทั้งในจังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน และน่าน โดยแหล่งแพร่เชื้อที่สำคัญ คือ ตลาดสดค้าสัตว์ปีก สนามชนไก่ ส่วนการป้องกันการแพร่ระบาดถ้าใช้วิธีการป้องกันโรคทางชีวภาพของฟาร์ม (biosecurity) ก็ช่วยป้องกันการแพร่โรคได้
        ดร. สุวิชัย ให้ข้อมูลเพิ่มว่า ปัจจุบันโรคไข้หวัดนกได้เป็นโรคประจำถิ่นของประเทศไทยไปแล้ว โดยระบุว่า ไก่พื้นเมือง 87 เปอร์เซ็นต์มีภูมิต้านทานโรคไข้หวัดนกโดยไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน เนื่องจากพบร่องรอยที่บ่งชี้ว่า ไก่พื้นเมืองเคยได้รับเชื้อแต่ไม่ตาย ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า ไก่แต่ละตัวจะมีภูมิต้านทานโรคไม่เท่ากัน ไก่ตัวใดที่ได้รับเชื้อแต่ร่างกายยังไม่สามารถฆ่าเชื้อได้หมด ไก่ตัวนั้นก็จะเป็นตัวแพร่เชื้อต่อไปในอนาคต เมื่อไก่เครียด มันก็จะป่วยและตาย แต่โรคนี้จะสงบลงได้ง่าย หากไม่มีการเคลื่อนย้าย

  วัคซีนหวัดนกกำลังมา  
        โครงการวิจัยโครงการสุดท้ายคือ โครงการชื่อ “การพัฒนาวัคซีนโรคไข้หวัดนกชนิดดีเอ็นเอ” โดยคณะวิจัย ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกรมปศุสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ตามปกติแล้วการใช้วัคซีนเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการป้องกันโรคไข้หวัดนก ตัววัคซีนเองก็มีอยู่หลายชนิด เช่น วัคซีนเชื้อเป็น วัคซีนเชื้อตาย วัคซีนดีเอ็นเอ ซึ่งคณะผู้วิจัยได้เลือกใช้อย่างหลัง วัคซีนดีเอ็นเอเป็นวัคซีนที่ได้มาจากการเทคนิคทางพันธุวิศวกรรม ข้อดีของวัคซีนนี้ก็คือ สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี ครอบคลุมทุกระบบ และคงอยู่เป็นเวลานาน ใช้ต้นทุนในการพัฒนาและการผลิตต่ำ สามารถเก็บในอุณหภูมิปกติได้ มีความปลอดภัยสูง นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาเป็นชุดตรวจสอบเพื่อจำแนกสัตว์ที่ได้รับวัคซีนและสัตว์ที่ติดเชื้อตามธรรมชาติได้
        วัคซีนไข้หวัดนกขั้นตอนการทำวัคซีนดีเอ็นเอเริ่มต้นจากถ่ายยีนที่ต้องการให้สร้างโปรตีนที่มีคุณสมบัติในการสร้างภูมิคุ้มกันเข้าไปในพาหะ จากนั้นจึงนำพาหะไปฉีดให้แก่สัตว์ เพื่อให้ยีนที่อยู่ในพาหะแสดงออก แต่งานวิจัยนี้เพิ่งทำสำเร็จไปบางส่วน ได้แก่ ส่วนของการใส่ยีนเข้าไปในพาหะ รวมถึงทดสอบการแสดงออกในเซลล์ทดลองซึ่งเป็นเซลล์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (ยังได้ผลไม่ชัดเจน ต้องทำการทดลองเพิ่มเติมอีก) ขั้นตอนต่อไปเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนดีเอ็นเอในสัตว์ปีก แต่เนื่องจากประเทศไทยยังขาดห้องปฏิบัติการชีวภาพที่มีความปลอดภัยระดับ 3 เพื่อทดสอบประสิทธิภาพวัคซีนกับสัตว์ที่ได้ รับเชื้อ (ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดซื้อโดยกรมปศุสัตว์) จึงไม่มีผลการทดลองในส่วนของประสิทธิภาพวัคซีนที่สมบูรณ์ คือการป้องกันการติดเชื้อ และการกำจัดเชื้อไวรัสออกจากร่างกายสัตว์ แต่คาดว่าเมื่อห้องปฏิบัติการแล้วเสร็จ ก็จะสามารถทดลองวัคซีนในขั้นต่อไปได้ โดยผู้วิจัยคาดว่าการทดลองจะเสร็จสมบูรณ์ได้ในปีหน้า

        ทั้งหมดนี้เป็นงานวิจัยเรื่องไข้หวัดนกในประเทศไทย ซึ่งเป็นเพียงส่วนน้อยนิด การแก้ไขปัญหาไข้หวัดนกยังต้องการองค์ความรู้อีกมากทั้งจากชุมชนนักวิทยาศาสตร์ไทย และประชาคมนักวิจัยทั่วโลก ที่ต้องช่วยกันคิดค้นเพื่อหาทางรับมือกับไข้หวัดนกที่ปัจจุบันเริ่มขยายวงการแพร่ระบาดออกไปยังพื้นที่ต่างๆ เช่นในทวีปยุโรปแล้ว

                                               โดย... นิสากร ปานประสงค์

พบกับเรื่องนี้ได้ที่ :
http://update.se-ed.com/218/bird-flu-research.htm

กลับไปหน้าบทความ/สารคดี

 


Discovery ResearchPaper NASA
WhyFilesSavvySearch เชื่อมสู่สถาบันการศึกษา วิชาการ.คอม


UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 75 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 825 บาท
จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0 2739 8111 โทรสาร 0 2739 8228
E-mail : update@se-ed.com

SEED Update Magazine Microcomputer User Internet
เซมิคอนดัคเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ Industrial Hobby Mechanical