|
เรื่องจากปก
#217
ระบบควบคุมจราจรทางอากาศ
ระบบจัดเส้นทางบนฟากฟ้า ทุกวันนี้
เราสามารถสัญจรไปมาหากันด้วยเครื่องบิน ในแต่ละวันจะมีเที่ยวบินจากที่นี่ไปที่นั่นหลายร้อย
หลายพัน หลายหมื่นเที่ยว อากาศยานแต่ละลำบินผ่านเส้นทางที่ยาวไกล ในขณะที่ผู้โดยสารพักสายตากับก้อนเมฆนอกหน้าต่าง
เพลิดเพลินกับภาพยนตร์ที่มีให้ดู หรือหลับตาพักผ่อนอย่างสบายใจ ยังมีบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งที่คอยกำกับเที่ยวบินทุกเที่ยวบิน
เครื่องบินทุกลำ ให้บินอย่างราบรื่น บุคคลเหล่านั้นทำงานภายใต้สิ่งที่เรียกว่า
การควบคุมการจราจรทางอากาศ
สู่การขึ้นบิน
ในขณะที่ผู้โดยสารเตรียมขึ้นเครื่องบิน
นักบินเองก็ต้องเตรียมการของเขาด้วย นอกจากการตรวจความพร้อมของเครื่องบินแล้ว
สิ่งที่นักบินต้องทำก็คือ การทำ แผนการบิน
(flight plan) ส่งให้กับหอควบคุมการบิน แผนการบินจะมีข้อมูลของเที่ยวบินนั้นเพื่อบอกว่า
เป็นเครื่องบินอะไร มีอุปกรณ์ประจำเครื่องอะไร ออกจากไหน จะบินไปไหน
จะใช้ความเร็วและความสูงเท่าไรในเส้นทางบินใด (โดยเทียบกับสภาพอากาศตามเส้นทางบิน)
เมื่อเจ้าหน้าที่ในหอควบคุมการบินได้รับข้อมูลนี้แล้วก็จะตรวจสอบสภาพอากาศ
และทบทวนแผนการบินอีกครั้ง ก่อนจะพิมพ์แถบกระดาษรายงานความคืบหน้าของการบินที่เรียกว่า
flight progress strip ออกมา แถบกระดาษนี้จะใช้ในการติดตามเครื่องบินไปตลอดเส้นทาง
โดยจะมีการปรับให้มีข้อมูลล่าสุดตลอดเวลา หลังจากนั้น
นักบินก็จะได้รับอนุญาตให้นำเครื่องออกได้ ซึ่งแถบรายงานการบินก็จะส่งต่อไปยังเจ้าหน้าที่ควบคุมภาคพื้นดิน
(ground controller) ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลการจราจรทั้งหมดบนพื้นในเขตสนามบิน
ทั้งควบคุมการขับเครื่องบินไปตามทางวิ่ง และควบคุมดูแลยานพาหนะอื่นๆ
ด้วย เมื่อเครื่องบินไปถึงทางวิ่งนั้นแล้ว การควบคุมก็จะโอนต่อให้กับหอควบคุมการบิน
(local controller หรือ tower) เจ้าหน้าที่ในหอควบคุมจะคอยดูท้องฟ้าและใช้เรดาร์ภาคพื้นดินติดตามการเคลื่อนที่ของเครื่องบิน
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ก็จะอนุญาตให้นำเครื่องขึ้นได้โดยจะมีการแจ้งความถี่วิทยุในการสื่อสารใหม่ให้กับนักบิน
ความถี่ใหม่นี้จะเป็นความถี่ของเจ้าหน้าที่ควบคุมการนำเครื่องออก (departure
controller) ซึ่งประจำการอยู่ที่ TRACON (Terminal Radar Approach
Control) เมื่อเครื่องบินขึ้นจากพื้นแล้ว หอควบคุมก็จะโอนการควบคุมให้กับเจ้าหน้าที่ควบคุมการนำเครื่องออก
ขณะเดียวกันนั้นเอง
นักบินก็จะเปิดใช้งานอุปกรณ์ที่เรียกว่า ทรานส์ปอนเดอร์
(transponder) อุปกรณ์นี้จะตรวจจับสัญญาณวิทยุที่เข้ามาแล้วส่งสัญญาณวิทยุที่เข้ารหัสตอบกลับไป
สัญญาณจากทรานส์ปอนเดอร์จะมีข้อมูลเที่ยวบิน ความสูง ความเร็ว เป้าหมาย
ซึ่งจะไปปรากฏบนหน้าจอเรดาร์ของเจ้าหน้าที่ควบคุมทำให้เจ้าหน้าที่ติดตามการบินต่อไปได้
เจ้าหน้าที่จะให้ข้อมูลกับนักบินถึงระยะห่างที่ปลอดภัยของเครื่องบินแต่ละลำ
และยังบอกทิศทาง ความเร็ว อัตราการไต่ระดับ (การไต่ระดับก็จะอยู่ในเส้นทางที่กำหนดไว้ของแต่ละสนามบินด้วย)
ให้นักบินปฏิบัติตามจนกระทั่งเครื่องบินไต่ไปถึงเพดานบินที่จะใช้ในการบินตามเส้นทางแล้วก็จะมีการส่งต่อการควบคุมให้ศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศตามทางต่อไป
ท่องฟ้าตามทาง
การควบคุมการจราจรทางอากาศตามทางนี้จะอยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์ควบคุมการบินในเขตแถลงข่าวการบินต่างๆ
สำหรับประเทศไทยก็จะมีศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศที่สำนักงานใหญ่ของ
วิทยุการบินแห่งประเทศไทย
ซึ่งตั้งอยู่ที่ทุ่งมหาเมฆเป็นผู้ดูแล และเมื่อเครื่องบินบินพ้นเขตรับผิดชอบนี้แล้วก็จะมีการส่งต่อการควบคุมให้ศูนย์อื่นต่อไป
การควบคุมการจราจรทางอากาศตามเส้นทางเป็นการควบคุมการจราจรของเครื่องบินระหว่างสนามบินโดยจะมีระดับของการให้ความช่วยเหลือต่อนักบินต่างกันไปตามประเภทของเครื่องบิน
โดยทั่วไปก็อาจแบ่งเครื่องบินออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นเครื่องบินที่บินโดยไม่มีอุปกรณ์ช่วยเหลืออะไรมากนัก
เครื่องบินเหล่านี้จะบินตามกฎอาศัยทัศนวิสัย
(Visual Flight Rules : VFR) นักบินจะบินโดยอาศัยการมองเห็นของตัวเองเป็นตัวตัดสินใจ
แต่ก็สามารถขอข้อมูลหรือการช่วยเหลือจากศูนย์ควบคุมได้ด้วยเหมือนกัน
เครื่องบินในกลุ่มที่สองเป็นเครื่องบินที่มีอุปกรณ์ช่วยบินประกอบ
บินด้วยกฎอาศัยเครื่องมือประกอบการบิน
(Instrument Flight Rules : IFR) เครื่องบินในกลุ่มนี้ต้องทำแผนการบินส่งให้กับศูนย์ควบคุม
และต้องรับฟังคำแนะนำการบินจากศูนย์ควบคุม ศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศก็ต้องดูแลให้เครื่องบินกลุ่มนี้ทุกลำอยู่ในตำแหน่งและเส้นทางที่แยกต่อกัน
มีระยะห่างที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดการชนกัน เรดาร์ที่ใช้ในการติดตามเครื่องบินนั้นมีอยู่สองแบบ
คือ เรดาร์ปฐมภูมิ (Primary Surveillance
Radar : PSR) กับ เรดาร์ทุติยภูมิ (Secondary
Surveillance Radar) โดยที่เรดาร์ปฐมภูมิจะใช้ในเขตประชิดสนามบินเป็นหลัก
ส่วนเรดาร์ทุติยภูมิเหมาะกับการติดตามเครื่องบินตามเส้นทาง เรดาร์ปฐมภูมิจะทำงานแบบเรดาร์ทั่วไปคือส่งสัญญาณแล้วตรวจสัญญาณสะท้อนเพื่อกำหนดตำแหน่งของเครื่องบิน
(แต่ไม่ทราบความสูง) ส่วนเรดาร์ทุติยภูมิจะใช้การส่งสัญญาณออกไปเป็นขบวนพัลส์
และอุปกรณ์ทรานส์ปอนเดอร์บนเครื่องบินก็จะตอบกลับมาเป็นสัญญาณเข้ารหัสโดยมีข้อมูลประจำเครื่อง
ตำแหน่ง ความสูง ส่งมา สัญญาณจากสถานีและที่ตอบกลับจากเครื่องบินใช้ความถี่คนละค่ากัน
เรดาร์ทุติยภูมิจะให้ข้อมูลที่แม่นยำ และถูกต้องกว่าเรดาร์ปฐมภูมิ
นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ช่วยเดินอากาศสำหรับบอกที่ตั้งของต้นทาง
ปลายทาง ทิศทางที่จะออกจากต้นทางหรือทิศทางที่จะเข้าสู่ปลายทาง รวมทั้งยังบอกระยะทางอีกด้วย
อุปกรณ์ที่ใช้ก็มี วิทยุประภาคาร
NDB (Non-Directional Beacon) จะส่งสัญญาณวิทยุบอกให้นักบินทราบทิศทางและที่ตั้งของสถานีอย่างคร่าวๆ
โดยนักบินจะต้องเทียบกับเข็มทิศบนเครื่องบินประกอบด้วย VOR
(Very high frequency Omni-directional Radio range) ทำหน้าที่ส่งสัญญาณวิทยุบอกทิศทาง
360 องศารอบสถานี เครื่องมือนี้จะบอกให้นักบินทราบว่าตอนนี้เครื่องของเขาบินอยู่ในทิศทางใด
ทำมุมกี่องศากับสถานี เรียกว่าเครื่องมือนี้เป็นเหมือนผู้ขีดเส้นทางให้เครื่องบิน
โดยมีการพัฒนาใช้ระบบดอปเปลอร์เข้ามาช่วยเพิ่มความแม่นยำของเครื่องมือ
(เรียกว่า Doppler VOR : DVOR มีใช้ที่สนามบินสุวรรณภูมิด้วย) DME
(Distance Measuring Equiptment) เครื่องมือนี้จะช่วยวัดระยะทางจากสถานีบนพื้นดินไปถึงตัวเครื่องบิน
โดยใช้การส่งสัญญาณวิทยุในลักษณะรหัสประจำตัวถามตอบระหว่างอุปกรณ์บนพื้นกับในเครื่องบิน
ทำให้นักบินรู้ระยะห่างจากเครื่องถึงสถานี อุปกรณ์ DME จึงทำหน้าที่เหมือนเป็นหลักกิโลเมตรในการเดินอากาศนั่นเอง
|
 อุปกรณ์
DVOR-DME
|
ยังมีอุปกรณ์ชนิดใหม่อีกประเภทหนึ่งก็คือ
อุปกรณ์ติดตามอากาศยานอัตโนมัติ (Automatic
Dependant Surviellance : ADS) เทคโนโลยีใหม่นี้ไม่ได้ใช้วิธีการของเรดาร์ในการระบุตำแหน่งเครื่องบิน
ตรงกันข้าม ADS จะส่งสัญญาณแจ้งตำแหน่งของเครื่องบินเป็นตำแหน่งเส้นรุ้ง
เส้นแวงออกมาวินาทีละหลายๆ ครั้ง หรืออาจส่งตามช่วงเวลาที่กำหนดไว้
อุปกรณ์นี้จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการระบุตำแหน่งเครื่องบิน และเป็นประโยชน์มากในเส้นทางบินเหนือมหาสมุทร
ในขณะที่อากาศยานบินไปตามเส้นทาง
ก็จะมีการผ่านจุดกำหนดสำหรับตรวจสอบตำแหน่งไปเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อเครื่องบินบินผ่านจุดกำหนดนั้นนักบินจะต้องติดต่อแจ้งข้อมูลกับศูนย์ควบคุม
ในขณะเดียวกันศูนย์ควบคุมจะแจ้งข้อมูลให้กับนักบินตลอดเวลา อาจจะให้เปลี่ยนเส้นทางบิน
ให้เปลี่ยนความสูง ทั้งนี้ก็แล้วแต่สภาพอากาศหรือความคับคั่งของเครื่องบินในเส้นทาง
หรือแม้แต่การหลีกเลี่ยงกระแสปั่นป่วนของอากาศก็ได้ ดังนั้น เที่ยวบินหนึ่งๆ
อาจไม่ได้บินตามแผนการบินที่แจ้งไว้แต่แรกก็ได้ การส่งต่อการควบคุมระหว่างศูนย์ควบคุมจะดำเนินไปจนเครื่องบินใกล้จะถึงสนามบินปลายทาง
ศูนย์ควบคุมก็จะบอกให้นักบินลดเพดานบินลงมา รวมทั้งเปลี่ยนทิศทางบิน
เพื่อเข้าสู่แนวบินเข้าสู่สนามบิน เครื่องบินทุกลำจะบินเข้าสู่แนวนี้
ถ้าหากสภาพการจราจรบริเวณใกล้สนามบินค่อนข้างคับคั่ง ศูนย์ควบคุมจะสั่งให้เครื่องบินบินอยู่ในบริเวณรอคอยซึ่งเป็นแนวบินที่กำหนดไว้แล้วในแต่ละสนามบิน
เครื่องบินที่พร้อมลงจอดก็จะได้รับการโอนการควบคุมจากศูนย์ควบคุมไปสู่
TRACON เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนบินสุดท้าย
และเราก็ถึงจุดหมาย ในจุดนี้
TRACON จะรับหน้าที่กำกับการบินของเครื่องที่จะลงสู่สนามบินให้ปรับทิศทาง
ความเร็ว ความสูงให้อยู่ในแนววิถีนำเครื่องเข้าสู่ทางวิ่ง ซึ่งเมื่อเครื่องบินเข้ามาอยู่ในระยะ
16 กิโลเมตรก็จะได้รับการส่งต่อการควบคุมไปยังหอควบคุมการบินสำหรับขั้นตอนลงจอด ที่ระยะเดียวกันนี้เอง
เครื่องบินก็จะสามารถใช้เครื่องช่วยเดินอากาศสำหรับร่อนลงสู่สนามบินได้
ซึ่งมีทั้งระบบไฟฟ้าส่องสว่างที่เป็นไฟบอกแนวทางวิ่ง ทางขับ แนวการร่อนลงต่างๆ
รวมทั้งใช้อุปกรณ์สัญญาณวิทยุร่วมด้วย อุปกรณ์วิทยุที่สามารถใช้ในระบบนี้ก็มีทั้ง
VOR, DME แบบเดียวกับที่ใช้นำร่องระหว่างเส้นทาง แต่อุปกรณ์ที่ออกแบบมาใช้กับการร่อนลงจริงๆ
ก็คือ Instrument Landing System : ILS ลักษณะการทำงานของ
ILS จะเป็นการส่งสัญญาณวิทยุบอกแนวการร่อนของเครื่องบิน โดยอาศัยอุปกรณ์สามชนิดคือ
|
 อุปกรณ์
localizer
|
localizer
ในการบอกแนวกึ่งกลางทางวิ่งโดยการขีดเส้นสัญญาณวิทยุลากขึ้นไปในอากาศสูง
18-25 ไมล์ทะเล glide
slope ส่งสัญญาณวิทยุบอกมุมร่อนในแนวดิ่งเพื่อให้เครื่องบินร่อนลงด้วยมุมที่ปลอดภัย
(กำหนดไว้ที่สามองศา) อุปกรณ์นี้ทำหน้าที่ขีดเส้นตรงทำมุมสามองศากับทางวิ่งเพื่อให้เครื่องบินไต่ลงมาจนถึงพื้นทางวิ่ง
marker
beacon ทำหน้าที่ส่งสัญญาณวิทยุขึ้นไปในอากาศเป็นม่านขวางแนวร่อนลงของเครื่องบิน
เครื่องบินที่บินผ่านม่านนี้ก็จะทราบระยะทางจากจุดนั้นไปถึงเขตลงแตะทางวิ่ง
อุปกรณ์นี้เปรียบเหมือนหลักกิโลเมตรสุดท้ายสำหรับนักบิน ปัจจุบันอุปกรณ์นี้ไม่ค่อยได้ติดตั้งกันแล้วเนื่องจากข้อจำกัดเรื่องพื้นที่
และสามารถใช้ DME แทนได้ เมื่อเครื่องบินเข้าสู่ขั้นตอนการลงจอดนี้
หอควบคุมการบินจะทำหน้าที่ตรวจสอบว่าทางวิ่ง ทางขับ ท้องฟ้าในบริเวณนั้นปราศจากสิ่งกีดขวางโดยเจ้าหน้าที่จะใช้ทั้งเรดาร์ภาคพื้นดินและกล้องสองตาในการปฏิบัติหน้าที่
ก่อนจะอนุญาตให้นำเครื่องลงสู่ทางวิ่งได้ เครื่องบินที่ลงสู่ทางวิ่งเรียบร้อยแล้วก็จะเคลื่อนที่ตรงไปสู่ทางขับโดยมีหอควบคุมดูแลอยู่ก่อนจะโอนให้กับผู้ควบคุมภาคพื้นดินในขั้นสุดท้ายเพื่อนำเครื่องบินไปตามทางขับมุ่งตรงไปสู่ประตูทางเข้าเพื่อส่งผู้โดยสารที่อาคารผู้โดยสาร
แล้วจึงขับไปสู่หลุมจอด ถึงจุดนี้ ผู้โดยสารก็จะได้ออกจากสนามบินไปสู่จุดหมายของแต่ละคน
เป็นอันหมดภาระของการควบคุมการจราจรทางอากาศ
โดย...
ไพรัตน์ ยิ้มวิลัย
อ่านเรื่องราวของการควบคุมการจราจรทางอากาศทั้งหมด พร้อมภาพประกอบได้จากนิตยสาร
UpDATE ฉบับ 217 ตุลาคม 2548


UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ
75 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 825 บาท จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0 2739 8111 โทรสาร 0 2739 8228
E-mail : update@se-ed.com
|