|
เรื่องจากปก
#215
ตามรอยไอน์สไตน์ที่เบิร์น พ.ศ.
2548 เป็นปีสำคัญที่เกี่ยวข้อง กับอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ครับ เพราะนอกจากจะครบรอบ
50 ปีที่เขาเสียชีวิตแล้ว ยังเป็นการครบรอบ100 ปี ที่ไอน์สไตน์
ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ องค์การสหประชาชาติจึงได้ยกย่องให้เป็นปีฟิสิกส์โลกด้วย
Annus
mirabilis นักประวัติศาสตร์หลายท่านเรียก
พ.ศ.2448 ว่าเป็น Annus mirabilis หรือปีมหัศจรรย์ของไอน์สไตน์ เพราะภายในเวลาไม่ถึงเจ็ดเดือน
ไอน์สไตน์สร้างผลงานประวัติศาสตร์ถึงห้าชิ้น เดือนมีนาคมปีนั้นเขาสร้างทฤษฎีควอนตัมของแสงเพื่ออธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก
ผลงานที่ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบล ถัดมาในเดือนเมษายนและพฤษภาคม
ไอน์สไตน์ตีพิมพ์บทความสองบทความชิ้นแรกเสนอวิธีการวัดขนาดของโมเลกุล
ชิ้นที่สองอธิบายการเคลื่อนที่ของโมเลกุลที่เรียกว่า Brownian motion
ซึ่งเป็นรากฐานของวิชากลศาสตร์สถิติซึ่งเป็นทฤษฎีระดับแนวหน้าของฟิสิกส์อีกทฤษฎีหนึ่ง
จากนั้นในเดือนมิถุนายน ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษก็เสร็จสมบูรณ์ และในปลายปีเดียวกันไอน์สไตน์จบปีมหัศจรรย์ของเขาด้วยสมการที่ดังที่สุดในโลกนั่นคือ
E = mc2 แม้ว่าความยิ่งใหญ่ของไอน์สไตน์ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น
ผลงานอัจฉริยะอย่างทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปยังคงติดตามออกมาอีก แต่เชื่อหรือไม่ว่าทฤษฎีสำคัญเหล่านี้
ไอน์สไตน์ค้นพบขณะที่พำนักอยู่ในกรุงเบิร์นแทบทั้งหมด ไอน์สไตน์มีความเป็นอยู่อย่างไรในเบิร์นเมื่อร้อยปีที่แล้ว
สถานที่อย่างสำนักงานจดสิทธิบัตร ที่ๆ เขาค้นพบกฎแห่งสัมพัทธภาพจะยังคงอยู่หรือไม่
เบิร์นและไอน์สไตน์
ไอน์สไตน์เข้ามาพำนักในเบิร์น
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2445 แต่กว่าที่เขาจะได้งานประจำในสำนักงานจดสิทธิบัตรก็ต้องรอจนถึงเดือนมิถุนายน
โดยการช่วยเหลือของเพื่อนรักร่วมชั้นเรียน มาร์เซล กรอสแมน (Marcel
Grossman) ตำแหน่งของไอน์สไตน์เมื่อเริ่มเข้าทำงานคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคระดับสาม
(technical expert third class) และได้ เลื่อนเป็นตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญระดับสองในพ.ศ.
2449 จนถึง พ.ศ. 2451 เมื่อเริ่มมีชื่อเสียงจึงได้งานเป็นผู้ช่วยสอนที่มหาวิทยาลัยเบิร์น
แต่เขายังคงทำงานที่สำนักงานจดสิทธิบัตรแห่งนี้ต่อไปหนึ่งปีจึงลาออกเพื่อจะไปรับตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยในเมืองซูริกในพ.ศ.
2452
พิพิธภัณฑ์บ้านไอน์สไตน์
ที่หน้าบ้านเลขที่
49 ถนนแครม-กาซเซ่ สถานที่ที่ไอน์สไตน์กับ มิเลวา ภรรยาของเขา เคยอาศัยอยู่ช่วงระหว่าง
ตุลาคม พ.ศ.2446 ถึง พฤษภาคม พ.ศ.2448 และพวกเขาได้ให้กำเนิด ลูกชายคนแรกคือ
ฮานส์ อัลเบิร์ต (Hans Albert) ที่บ้านหลังนี้ด้วย นอกจากนี้มันยังเป็นสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ของฟิสิกส์
เพราะทฤษฎีโฟโตอิเล็กทริก ทฤษฎีการเคลื่อนที่แบบบราวน์และทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ
ไอน์สไตน์คิดค้นได้ขณะที่เขาพักอยู่ที่บ้านหลังนี้แหละซึ่งปัจจุบันก็คือ
พิพิธภัณฑ์บ้านไอน์สไตน์ นั่นเอง
บ้านหลังนี้เป็นหลังที่
สองของไอน์สไตน์และมิเลวา มีลักษณะเป็นห้องแถวเล็กๆ มากกว่า บ้าน ทางพิพิธภัณฑ์เปิดให้ชมเพียง
สองชั้นคือชั้นที่สามและชั้นที่สี่ ส่วนชั้น สองนั้นเป็นสำนักงานของพิพิธภัณฑ์
ในขณะที่ชั้นล่างเป็นร้านขายอาหารอิตาเลียน ก่อนจะเข้าชมก็ต้องจ่ายตั๋วตามธรรมเนียม
ราคาก็ไม่แพงมากนัก คือ 4 ยูโร (ตกราวๆ สองร้อยบาท) ทันทีที่เข้าไปในพิพิธภัณฑ์
ก็จะพบกับทางเดินแคบๆ ซึ่งด้านหนึ่งจัดเป็นบอร์ดเล็กๆ แสดงประวัติของไอน์สไตน์
ส่วนอีกด้านหนึ่งก็จะมีชุดสูทของไอน์สไตน์ ตั้งแสดงอยู่ แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วคิดว่าไม่น่าจะเป็นตัวเดียวกันกับที่ไอน์สไตน์ใส่ในรูปที่ถ่ายเมื่อร้อยปีก่อน
เพราะยังใหม่อยู่มาก และสูทตัวจริงนั้นไอน์สไตน์คงใส่จนเปื่อยขาดไปนานแล้ว
ชั้นที่สี่ของบ้านซึ่งต้องผ่านบันไดวนแคบๆ
บันไดนี้เป็นของเก่าที่อนุรักษ์เอาไว้ บนชั้นนี้พิพิธภัณฑ์จัดมุมให้เป็นห้องทำงานของไอน์สไตน์
จะว่าไปก็มีแต่โต๊ะทำงานและบอร์ดแสดงประวัติผลงานของเขา ที่โต๊ะก็มีโน้ตที่เขียนด้วยลายมือของไอน์สไตน์ด้วย
คิดว่าคงถ่าย เอกสารมาจากตัวจริงอีกที สรุปว่าไม่มีของจริงให้ดู มีแต่บ้านที่เป็นของจริง
E=mc2
และ Einstein's happiest thought ในบรรดาผลงานของไอน์สไตน์
สิ่งที่ผู้คนรู้จักกันมากที่สุดคงจะเป็นสมการ E = mc2
ในขณะที่ไอน์สไตน์คิดสมการที่กลายเป็นโลโก้ประจำตัว ของเขานั้น ตัวเขาและครอบครัวได้ย้ายออกจากถนนแครมกาซเซ่
ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2448 มาอยู่ที่บ้านเลขที่ 28 ถนนทชาร์เนอร์สตร๊าสเซ่
(Tscharnerstrasse) สถานที่นี้ปัจจุบันอยู่นอกเขตเมืองเก่าจึงไม่ใช่แหล่งอนุรักษ์ของเมือง
บ้านเก่าของไอน์สไตน์เมื่อร้อยปีก่อนจึงไม่เหลือซากให้เห็นอีกแล้ว
ปัจจุบันที่พักอาศัยในย่านนี้ได้กลายสภาพเป็นบ้านเรือนสมัยใหม่ไปหมดแล้ว
สำนักงานจดสิทธิบัตรที่ทำงานเก่าของไอน์สไตน์เป็นตำนานหนึ่งของวิชาฟิสิกส์ครับ เพราะเป็นที่ไอน์สไตน์เกิดความคิด
ซึ่งตัวเขาเองอ้างถึงว่าเป็น การคิดที่มีความสุขที่สุดในชีวิต หรือ
The happiest thought of my life (แปลมาจาก der gluecklichste Gedanke
meines Lebens ในภาษาเยอรมัน) วันหนึ่งใน พ.ศ. 2450 สองปีหลังจากที่เขาตีพิมพ์ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ขณะนั่งอยู่ให้ห้องทำงานที่สำนักงานจดสิทธิบัตรแห่งนี้ ไอน์สไตน์ออกแบบการทดลองง่ายๆ
ในหัวสมอง เขาถามตัวเองว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชายคนหนึ่งที่ตกลงมาจากหลังคาบ้าน
ถ้าชายคนนั้นพยายามจะทิ้งปล่อยของให้ตก ของชิ้นนั้นย่อมตกลงมาพร้อมๆ
กับเขา
การทดลองในห้องแล็บใต้หมวกของไอน์สไตน์ครั้งนั้น ทำให้เขาเข้าใจความสมมูลระหว่างความเร่งและความโน้มถ่วง
ซึ่งพัฒนามาเป็น The Principle of Equivalence ในเวลาต่อมา เรื่องนี้ได้กลายเป็นตำนานในวิชาฟิสิกส์ไปแล้ว
นักเรียนทุกคนที่ลงทะเบียนวิชาสัมพัทธภาพต้องเคยได้ยิน Einstein's
happiest thought ... the acceleration of free fall with respect to the material
is therefore a mighty argument that the postulate of relativity
is to be extended to coordinate systems that move nonuniformly relative
to one another . . . ตอนหนึ่งในบทความของไอน์สไตน์ เรื่อง Fundamental Ideas and
Methods of Relativity คิดไปคิดมาผมว่ามันก็ตลกดี ที่หลักสำคัญที่สุดอันหนึ่งในวิชาฟิสิกส์อย่าง
The Principle of Equivalence ไม่ได้คิดออกมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ
แต่ออกมาจากตึกหลังนี้ ตึกสำนักงานไปรษณีย์ที่ข้างในมีสำนักงานจดสิทธิบัตร
และมันก็ออกมาจากหัวสมองของเสมียนคนหนึ่งที่ใช้เวลาว่างจากงานประจำมานั่งคิดฟิสิกส์
ไอน์สไตน์อุทิศตนเพื่อค้นคว้าหาความจริงของธรรมชาติ โดยไม่ต้องรอให้ใครมาเรียกเขาว่านักวิทยาศาสตร์
ความกระหายใคร่รู้แบบนี้นี่เองกระมังที่ฝึกให้เขาเป็นอัจฉริยะของ
อัจฉริยะ...
โดย...
ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูติ ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อ่านเรื่องราวของไอน์สไตน์ในแง่มุมต่างๆ ทั้งหมด พร้อมภาพประกอบได้จากนิตยสาร
UpDATE ฉบับ 215 สิงหาคม 2548


UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ
75 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 825 บาท จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0 2739 8111 โทรสาร 0 2739 8228
E-mail : update@se-ed.com
|