|
ฉบับ 212 พฤษภาคม
2548
|
| 
|
|
ประจำฉบับ
|
|
|
Powered by
YourMailinglist Provider.com ดูจดหมายข่าวเก่า
|
สารคดีวิทยาศาสตร์
#212
ปฏิบัติการเมสเซนเจอร์สำรวจดาวพุธ
|
วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2547 ยานเมสเซนเจอร์
(Messenger) ขององค์การนาซา ขึ้นสู่อวกาศ ณ แหลมคานาเวอราล
ฟลอริดา มุ่งสู่เป้าหมายคือดาวพุธ นี่คือการเยี่ยมเยือนดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดเป็นครั้งที่สอง
ภายหลังจากยานมาริเนอร์ 10 ขององค์การนาซาสำรวจดาวดวงนี้โดยการบินผ่านเมื่อปี
พ.ศ. 2517 และ 2518
|
โครงการเมสเซนเจอร์เป็นโครงการที่เจ็ดของดิสคัฟเวอรีโปรแกรมซึ่งใช้ต้นทุนต่ำขององค์การนาซา
ห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ประยุกต์มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์เป็นผู้สร้าง
และควบคุมปฏิบัติการของยานเมสเซนเจอร์ ฌอง
ซี โซโลมอน หัวหน้านักวิทยาศาสตร์โครงการเมสเซนเจอร์อธิบายให้เห็นความสำคัญของโครงการนี้ว่า
ดาวพุธเป็นดาวเคราะห์ชั้นในที่มีการสำรวจน้อยที่สุด สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับดาวพุธส่วนใหญ่มาจากยานมาริเนอร์
10 การสำรวจดาวพุธมีข้อจำกัด แม้จะใช้กล้องอวกาศฮับเบิลก็ตาม เพราะรังสีที่หนาแน่นของดวงอาทิตย์จะทำให้เครื่องมือต่างๆ
เสียหาย ดาวพุธเป็นที่สนใจของนักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์อย่างมาก
เพราะความแตกต่างระหว่างดาวพุธกับดาวเคราะห์ชั้นในดวงอื่นๆ ระบบสุริยะมีดาวเคราะห์สองประเภท
ประเภทแรกเป็นดาวเคราะห์ชั้นในซึ่งเรียกว่าดาวเคราะห์หิน ประกอบด้วย
ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลกและดาวอังคาร ประเภทที่สองคือดาวเคราะห์ชั้นนอกซึ่งเป็นดาวเคราะห์ก๊าซและมีขนาดใหญ่
ประกอบด้วย ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาว ยูเรนัส และดาวเนปจูน (ไม่นับดาวพลูโตซึ่งนักดาราศาสตร์ส่วนหนึ่งไม่ยอมรับเป็นดาวเคราะห์)
นักดาราศาสตร์อธิบายว่าดาวเคราะห์ชั้นในมีจุดกำเนิดร่วมกัน
ก่อตัวจากจานฝุ่นและก๊าซหรือโซลาร์เนบิวลาที่ล้อมรอบดวงอาทิตย์เมื่อยังเยาว์วัยด้วยกระบวนการเดียวกันและในช่วงเวลาเดียวกัน
แต่ทว่าดาวพุธกลับมีความแตกต่างจากดาวเคราะห์ดวงอื่นอย่างมาก ผลงานจากยานมาริเนอร์
10 ทำให้นักวิทยาศาสตร์มีความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับดาวพุธอย่างมากมาย
ทว่าข้อมูลจากยานมาริเนอร์ 10 กลับทำให้นักวิทยาศาสตร์พบว่าดาวพุธเป็นดาวที่มีความลึกลับหลายอย่าง
ความลึกลับที่ว่านั้นก็คือ มันเป็นดาวขนาดเล็กที่สุด มีความหนาแน่นมากที่สุด
มีพื้นผิวที่เก่าแก่ที่สุด มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นเหล็ก มีสนามแม่เหล็ก
และมีอุณหภูมิที่พื้นผิวแตกต่างกันมาก ขณะที่เวลากลางวันอุณหภูมิสูงถึง
800 องศาฟาเรนไฮต์ แต่กลับมีน้ำแข็ง ในหลุมอุกกาบาตที่ขั้วเหนือ
เป้าหมายของโครงการเมสเซนเจอร์
(MErcury Surface, Space ENvironment, GEochemistry, and Ranging)
ก็คือ การเปิดเผยความลึกลับนั้น ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจวิวัฒนาการของดาวพุธ
ปฏิสัมพันธ์ของมันกับดวงอาทิตย์และอาจรวมถึงทำให้รู้ว่าโลกของเราก่อตัวขึ้นได้อย่างไรด้วย
โดยเมสเซนเจอร์จะหาคำตอบ เหล่านี้ 1.
ทำไมดาวพุธจึงมีความหนาแน่นมากกว่าดาวเคราะห์หินอีกสามดวง คือ
โลก ดาวอังคารและดาวศุกร์ นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า ดาวเคราะห์หินประกอบด้วยแก่นที่เป็นเหล็กห่อหุ้มด้วยเนื้อดาวที่เป็นซิลิเกต
ส่วนนอกสุดเป็นเปลือกซึ่งเป็นแร่ที่มีการหลอมละลายน้อยกว่าส่วนเนื้อดาว
ความหนาแน่นของดาวเคราะห์หินเป็นผลมาจากความสมดุลของแก่นเหล็ก เนื้อดาว
และเปลือกนอก ดาวพุธมีแก่นเหล็กขนาดใหญ่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ
1,800 ถึง 1,900 กิโลเมตร มีความหนาแน่น 5.3 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร
มากกว่าโลกถึงสองเท่า (ไม่ รวมเอาแรงอัดตัวของแรงโน้มถ่วงของโลกซึ่งทำให้เกิดความหนาแน่นด้วย)
มีทฤษฎีหนึ่งที่อธิบายว่าทำไมดาวพุธจึงมีความหนาแน่นและมีโลหะมากกว่าดาวศุกร์
โลก และดาวอังคาร ทฤษฎีนี้บอกว่าขณะที่ดาวพุธเริ่มก่อตัวจากโซลาร์เนบิวลา
ก๊าซจากเนบิวลาทำให้เกิดการรวมตัวของอนุภาคที่หนาแน่น จึงทำให้ดาวพุธอุดมไปด้วยโลหะ
แต่กระบวนการนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของแร่ซิลิเกต ดังนั้น
องค์ประกอบของหินบนพื้นผิวจะเหมือนกับดาวเคราะห์หินอื่นๆ เมสเซนเจอร์จะหาคำตอบโดยใช้สเปกโทรมิเตอร์รังสีเอกซ์และสเปกโทรมิเตอร์รังสีแกมมาตรวจวัดธาตุในหินบนพื้นผิว
และใช้สเปกโทรมิเตอร์คลื่นแสงสว่าง-อินฟราเรดสำรวจแร่ธาตุ
2.
ประวัติศาสตร์ของหินบนดาวพุธมีที่มาอย่างไร ภาพถ่ายพื้นผิวราว
45 เปอร์เซ็นต์โดยยานมาริเนอร์ 10 ทำให้นักวิทยาศาสตร์ประหลาดใจกับหลุมอุกกาบาตเก่าแก่คล้ายกับที่มีบนดวงจันทร์ของโลก
และสีของหินที่หลากหลายบริเวณหลุมอุกกาบาต นอกจากนั้นยังมีที่ราบระหว่างหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่
ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันเกิดจากภูเขาไฟ หลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่มีความกว้างหลายร้อยกิโลเมตรและมีหน้าผาสูงกว่าหนึ่งกิโลเมตร
ลักษณะเช่นนี้หาได้ยากบนดาวอังคาร นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันเกิดจากแรงกดซึ่งบีบพื้นผิวของ
ดาวพุธ นอกจากนั้น
ภาพจากยานมาริเนอร์ 10 ยังทำให้นักวิทยาศาสตร์ฉงนใจยิ่งขึ้น เมื่อพบว่าดาวพุธมีเนินชันขณะที่พื้นผิวเป็นรอยย่นซึ่งชี้ว่ามันกำลังหดตัวอย่างช้าๆ
เพราะแก่นของมันค่อยๆ เย็นลง เมสเซนเจอร์จะค้นหาลำดับก่อนหลังของกระบวนการที่ก่อรูปทรงของดาวพุธ
สเปกโทรมิเตอร์รังสีเอกซ์ สเปกโทรมิเตอร์รังสีแกมมา และ สเปกโทรมิเตอร์คลื่นแสงสว่าง-อินฟราเรด
จะค้นหาธาตุและแร่ต่างๆ ซึ่งประกอบขึ้นเป็นหินบนพื้นผิว กล้อง ถ่ายภาพจะบันทึกภาพพื้นผิว
ทำแผนที่ภูมิประเทศ เครื่องมือวัดระยะด้วยเลเซอร์จะสำรวจพื้นผิวเปรียบเทียบกับข้อมูลสนามแม่เหล็กจากสัญญาณวิทยุซึ่งจะทำให้รู้ว่าเปลือกของดาวพุธในจุดต่างๆ
มีความหนาเพียงใด 3.
โครงสร้างแก่นของดาวพุธคืออะไร หนึ่งในความประหลาดใจของนักวิทยาศาสตร์จากผลงานของยานมาริเนอร์
10 คือดาวพุธมีสนามแม่เหล็ก ในขณะที่ดาวศุกร์และดาวอังคารไม่มี นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสนามแม่เหล็กของโลกเกิดจากการหมุนวนของของเหลวด้านนอกของแก่นโลก(ด้านในของแก่นโลกเท่านั้นที่เป็นของแข็ง)
แต่สมมติฐานที่มีอยู่บ่งบอกว่าแก่นของดาวพุธเป็นของแข็งและมีความเย็น
ของ--แข็งจะทำให้เกิดสนามแม่เหล็กได้หรือไม่? แก่นดาวพุธอาจไม่เย็นทั้งหมด
เมสเซนเจอร์จะใช้เครื่องมือวัดระยะด้วยเลเซอร์หาของเหลวบริเวณด้านนอกของแก่นดาวพุธโดยการวัดอาการส่ายอย่างช้าๆ
ขณะที่ดาวพุธหมุนรอบแกนที่เรียกว่า Libration ข้อมูลนี้จะนำไปประกอบกับข้อมูลของสัญญาณวิทยุเพื่อหาขนาดและความแข็งของแก่นดาวพุธ
ความเข้าใจเกี่ยวกับแก่นของดาวพุธจะนำไปสู่คำอธิบายว่าดาวเคราะห์หินอย่างโลกมีสนามแม่เหล็กได้อย่างไร
4.
ธรรมชาติของสนามแม่เหล็กเป็นอย่างไร สนามแม่เหล็กโลกมีลักษณะพลวัต
เปลี่ยนแปลงตามอิทธิพลของลมสุริยะและการลุกจ้าของดวงอาทิตย์ ข้อมูลจากยานมาริเนอร์
10 บ่งบอกว่าสนามแม่เหล็กของดาวพุธมีลักษณะพลวัตเช่นกัน และแม้ว่าดาวพุธจะมีสนามแม่เหล็กขนาดเล็กที่มีกำลังเพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของโลกก็ตาม
แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า การทำความเข้าใจพลวัตของสนามแม่เหล็กของดาวพุธจากอิทธิพลของดวงอาทิตย์จะทำให้เราเข้าใจปฏิสัมพันธ์ของดวงอาทิตย์กับสนามแม่เหล็กโลก
เมสเซนเจอร์จะใช้เครื่องมือวัดสภาพแม่เหล็ก
ศึกษาลักษณะของสนาม แม่เหล็กดาวพุธอย่างละเอียดเป็นเวลาสี่ปีของดาวพุธ
5.ธรรมชาติของวัตถุบริเวณขั้วของดาวพุธเป็นอย่างไร
เนื่องจากดาวพุธหมุนรอบตัวเองเกือบจะตั้งฉากกับวงโคจร แสงอาทิตย์ที่ตกกระทบพื้นผิวบริเวณขั้วจึงมีมุมที่แน่นอน
ทำให้เกิดเงาอย่างถาวรในหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่บริเวณขั้วเหนือ ซึ่งมีอุณหภูมิ
-212 องศาเซลเซียส ในปี พ.ศ. 2534 เรดาร์ของกล้องโทรทรรศน์อาเรซิโบตรวจพบวัตถุซึ่งอาจเป็นน้ำแข็งในเงาของหลุมอุกกาบาต
นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่า ขณะที่ดาวพุธเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดเมื่อหลายพันล้านปีก่อน
น้ำแข็งจากดาวหางพุ่งลงสู่หลุมอุกกาบาตนี้ หรืออาจจะเป็นกำมะถันที่ซึมออกมาจากหินเป็นเวลาหลายแสนปี
เมสเซนเจอร์จะใช้สเปกโทรมิเตอร์รังสีแกมมาและนิวตรอนตรวจจับไฮโดรเจนและใช้สเปกโทรมิเตอร์รังสีอัลตราไวโอเลตและสเปกโทรมิเตอร์อนุภาคพลังงานตรวจจับกำมะถันจากไอของก๊าซเหนือหลุมอุกกาบาต
การ ศึกษาวัตถุบริเวณนี้จะทำให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจถึงการระเหยของของวัตถุในระบบสุริยะด้านใน
6.
การระเหยของก๊าซมีความสำคัญอย่างไร ดาวพุธมีก๊าซที่เบาบางล้อมรอบ
ต่างจากบรรยากาศของโลก ดาวศุกร์และดาวอังคาร ทำให้โมเลกุลในชั้นบรรยากาศไม่ได้ชนกัน
ทว่ามันจะกระเด้งไปมาคล้ายกับลูกบอลยางเด้งบนพื้น นักวิทยาศาสตร์เรียกบรรยากาศของดาวพุธว่า
เอกโซสเฟียร์ (exosphere) ซึ่งมีธาตุหกชนิด คือ ไฮโดรเจน ฮีเลียม ออกซิเจน
โซเดียม โพแทสเซียม และแคลเซียม ไฮโดรเจนและฮีเลียมมาจากลมสุริยะ ไฮโดรเจนและออกซิเจนบางส่วนมาจากน้ำแข็งของดาวหางและอุกกาบาต
โซเดียม โพแทสเซียม และออกซิเจนบางส่วนมาจากหินบนพื้นผิว นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามีกระบวนการที่มีความแตกต่างกันหลายกระบวนการที่ทำให้เกิดธาตุเหล่านี้ในบรรยากาศของดาวพุธ
เมสเซนเจอร์จะหาองค์ประกอบของบรรยากาศโดยใช้สเปกโทรมิเตอร์อัลตราไวโอเลตและสเปกโทรมิเตอร์อนุภาคพลังงาน
และจะนำข้อมูลไปเปรียบเทียบกับองค์ประกอบของหินซึ่งตรวจวัดโดยสเปกโทรมิเตอร์รังสีเอกซ์และรังสีแกมมาเพื่อหาข้อสรุปของ
กระบวนการของการเกิดโมเลกุลต่างๆ ในบรรยากาศ ยานเมสเซนเจอร์เป็นสุดยอดแห่งนวัตกรรมทางวิศวกรรม
นักวิทยาศาสตร์เปรียบเทียบว่าการส่งยานเข้าใกล้ดาวพุธก็เหมือนกับการเดินทางเข้าไปในเตาอบ
เนื่องจากมันจะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มาก ไม่เหมือนยานสำรวจดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี
หรือดาวเสาร์ซึ่งเดินทางไปในจุดที่หนาวเย็น ดังนั้นความยากยิ่งของภารกิจคือการสร้างยานที่ไม่ได้รับความเสียหายจากความร้อนและรังสีของดวงอาทิตย์วิศวกรจึงออกแบบโล่หรือเกราะป้องกันความร้อนซึ่งทำจากเซรามิกไว้หลายชั้นเพื่อป้องกันเครื่องมือวิทยาศาสตร์ต่างๆ
เมสเซนเจอร์มีเครื่องมือวิทยาศาสตร์หลักในการศึกษาดาวพุธเจ็ดชนิดคือ
1.กล้องถ่ายภาพ
(Mercury Dual Imaging System) หรือ MDIS ประกอบด้วยกล้องสองตัว ตัวแรกถ่ายภาพในมุมกว้าง
ตัวที่สองถ่ายภาพในมุมแคบ ซึ่งจะช่วยให้สามารถถ่ายภาพพื้นผิวในทุกทิศทาง
กล้องถ่ายภาพของยานมีประสิทธิภาพสูงกว่าของยานมาริเนอร์ 5-10 เท่า
2.เครื่องวัดระยะด้วยเลเซอร์
(The Mercury Laser Altimeter) หรือ MLA ใช้วัดระยะทางจากพื้นผิวถึงตัวยานในตำแหน่งต่างๆ
และตรวจหาของเหลวบริเวณด้านนอกของแก่นดาวพุธ 3.สเปกโทรมิเตอร์รังสีเอกซ์
(The X-ray Spectrometer) หรือ XRS จะตรวจจับรังสีเอกซ์ซึ่งแผ่มาจากธาตุบริเวณเปลือกของดาวพุธ
4.สเปกโทรมิเตอร์รังสีแกมมาและนิวตรอน
(The Gamma Ray and Neutron Spectrometer) หรือ GRNS จะตรวจจับรังสีแกมมาและนิวตรอนบนพื้นผิวและตรวจหาน้ำแข็งบริเวณขั้วเหนือและขั้วใต้
5.สเปกโทรมิเตอร์ตรวจจับก๊าซและแร่ธาตุ
(The Mercury Atmospheric and Surface Composition Spectrometer)
หรือ MASCS จะตรวจหาก๊าซในบรรยากาศและแร่ธาตุบริเวณพื้นผิวในช่วงคลื่นอินฟราเรดถึงอัลตราไวโอเลต
6.สเปกโทรมิเตอร์ตรวจจับอนุภาคพลังงานและพลาสมา
(Energetic Particle and Plasma Spectrometer) หรือ EPPS จะ
ตรวจวัดองค์ประกอบ การกระจายตัวของพลังงานของอิเล็กตรอนและไอออนในสนามแม่เหล็กที่ล้อมรอบดาวพุธ
7.เครื่องมือวัดสภาพแม่เหล็ก
(Magnetometer) หรือ MAG จะทำแผนที่สนามแม่เหล็กและค้นหาหินแม่เหล็กที่เปลือกของดาวพุธ
แม้ว่าดาวพุธจะอยู่ใกล้เพียง
92 ล้านกิโลเมตร แต่ยานเมสเซนเจอร์จะต้องเดินทางไกลเกือบแปดพันล้านกิโลเมตร
มันไม่ได้เดินทางไปยังดาวพุธโดยตรง แต่จะโคจรรอบดวงอาทิตย์ 15 รอบ
บินผ่านโลกหนึ่งครั้ง บินผ่านดาวศุกร์สองครั้งในเดือนตุลาคม
พ.ศ. 2549 และมิถุนายน พ.ศ. 2550 เพื่ออาศัยแรงโน้มถ่วงของดาวศุกร์เหวี่ยงยานไปยังดาวพุธ
และบินผ่านดาวพุธสามครั้ง ครั้งแรกในเดือนมกราคม พ.ศ. 2551 ครั้งที่สองในเดือนตุลาคม
พ.ศ. 2551 และครั้งที่สามในเดือน กันยายน พ.ศ. 2552 หลังจากนั้นจะโคจรรอบดาวพุธตั้งแต่เดือนมีนาคม
พ.ศ. 2554 ไม่ต้องสงสัยเลยว่า
ตลอดเวลาหนึ่งปีที่เมสเซนเจอร์โคจรรอบดาวพุธนั้น มันจะต้องค้นพบสิ่งซึ่งนำความตื่นเต้นมาให้กับทีมนักวิทยาศาสตร์ของนาซาอย่างแน่นอน
โดย... บัณฑิต
คงอิทนร์
พบกับเรื่องนี้ได้ที่ : http://update.se-ed.com/212/messenger.htm

UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ
75 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 825 บาท จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0 2739 8111 โทรสาร 0 2739 8228
E-mail : update@se-ed.com
|