|
ฉบับ 211 เมษายน
2548
|
| 
|
|
ประจำฉบับ
|
|
|
Powered by
YourMailinglist Provider.com ดูจดหมายข่าวเก่า
|
สารคดีวิทยาศาสตร์
#211
ปริศนามณฑลแห่งการรับรู้
|
สีแดงที่เราเห็น จะเป็นแดงเดียวกับที่คนอื่นเห็นหรือเปล่า?
กลิ่นที่เราได้ดอมดม คนอื่นจะได้กลิ่นเหมือนกับเราไหม?
แล้วรสชาติต่างๆ ล่ะ เราขมจะตาย ทำไมบางคนไม่? ...คำถามเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนาที่รอการไขคำตอบ
และตอนนี้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า พวกเขาเข้าใกล้คำเฉลยของมันแล้ว
|
โลกของผมต่างจากโลกของคุณอย่างไร
นี่เป็นปริศนาเชิงปรัชญาที่รู้จักกันมานานนัก ลองใช้กุหลาบแดงเป็นตัวอย่างดูนะครับ
เราน่าจะเห็นพ้องต้องกันว่า กุหลาบนี้มีสีแดงไม่ใช่สีฟ้า แต่จริงๆ
แล้ว สีแดง คืออะไร กันแน่ และสีแดงที่ผมเห็นเป็นสีแดงอันเดียวกับที่คุณเห็นหรือเปล่า
แล้วยังกลิ่นที่มีลักษณะเฉพาะอีกล่ะ การรับรู้กลิ่นที่ประกอบขึ้นเป็นกลิ่นของกุหลาบที่ผมได้กลิ่นนั้น
จะเป็นกลิ่นเดียวกับที่คุณได้กลิ่นหรือเปล่า นักปรัชญาได้โรมรันกับคำถามนี้มาเป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว
และนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาด้านการรับความรู้สึกก็เช่นกัน พวกเขาสนใจว่า
ทำไมคนเราจึงมีความเห็นที่แตกต่างกัน ทั้งๆ ที่ได้ดมกลิ่นหรือลิ้มรสของสิ่งเดียวกัน
มันเป็นเรื่องของความรู้สึกส่วนบุคคลแท้ๆ หรือขึ้นอยู่กับความแตกต่างด้านรสนิยม
ตามประสบการณ์การรับความรู้สึกของแต่ละคนกันแน่ พอล
เบรสลิน นักประสาทวิทยาศาสตร์ที่ศูนย์วิจัยการรับรู้ทางเคมี มอเนลล์
(Monell Chemical Senses Center) ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย บอกว่า จะไม่มีคนสองคนที่อาศัยอยู่ในโลกแห่งการรับรู้ใบเดียวกันได้
โลกที่คุณมองเห็น อาหารที่คุณได้ลิ้มรส กลิ่นที่คุณดอมดม ล้วนแล้วแต่เกิดจากการรับรู้ด้วยวิธีที่เฉพาะเจาะจงสำหรับคุณเท่านั้น
|

|
เรื่องนี้มันอยู่ลึกลงไปถึงระดับดีเอ็นเอของเรา ในช่วงสองสามปีมานี้
นักพันธุศาสตร์ได้ค้นพบยีนจำนวนมากที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับรู้รสชาติ
กลิ่น สัมผัสและการมองเห็น ยกตัวอย่าง เช่น ยีนที่เกี่ยวกับการรับกลิ่นจะมีอยู่
3 เปอร์เซ็นต์ของยีนทั้งหมด และไม่เพียงแต่ยีนการรับรู้จะมีอยู่มากมายเท่านั้น
ยีนเหล่านี้ยังมีความผันแปรอย่างมากด้วย นี่ย่อมหมายความว่า
จะเป็นเรื่องยากเข้าไปอีกที่คนแต่ละคนจะมีชุดของยีนการรับรู้ที่เหมือนกันเปี๊ยบ
และที่สำคัญมากก็คือ คลังยีนของแต่ละคนจะสามารถเชื่อมโยงความแตกต่างจากวิธีที่คนเรามีประสบการณ์จากโลกภายนอก
นักวิทยาศาสตร์บางคนถึงกับคิดว่า ชุดของตัวรับรู้ที่คุณได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมนั้นจะมีผลอย่างลึกซึ้งต่อชีวิตและบุคลิกภาพของคุณ
ถ้าข้อความข้างต้นทำให้คุณผู้อ่านไม่เข้าใจละก็
ขอให้ลองนั่งลงแล้วดื่มอะไรสักแก้ว นี่จะเป็นตัวอย่างที่ดีอันหนึ่งเชียวล่ะ
เดนนิส เดรย์นา นักพันธุศาสตร์ประกาศว่า
ผมชอบยินกับโทนิค เขาเอาเหล้าชนิดโปรดมาใช้อธิบายงานวิจัยของเขา
เขาทำงานที่สถาบันหูหนวกและความผิดปกติทางการสื่อสารแห่งชาติ (National
Institute on Deafness and Other Communication Disorders) ที่รอควิลล์
แมรี่แลนด์ และความชำนาญพิเศษของเขาก็คือ การชิมสารที่มีรสขม เขากล่าวว่า
จะให้ผมดื่มโทนิคโดยไม่มียินก็ได้ ผมชอบรสขมมาก แต่ใช่ว่าทุกคนจะมีความสามารถเช่นเขา
ลองให้คนกลุ่มหนึ่งชิมเครื่องดื่มขมๆ อย่างโทนิคที่มีส่วนผสมของควินิน
คนเหล่านั้นจะแสดงการตอบสนองที่ ต่างกันอย่างชัดเจน คนส่วนใหญ่จะบอกว่า
รสชาติขมพอประมาณ บ้างจะบอกว่าไม่ขมเลย แต่บางส่วนจะโวยเลยว่าคุณน่ะกำลังพยายามจะวางยาพวกเขา
ขณะนี้นักวิจัยเริ่มทำการเชื่อมโยงความรู้ต่างๆ
เกี่ยวกับการรับรสเข้ากับยีนที่เกี่ยวข้อง พวกเขาทดลองใช้สารที่ รู้จักกันดีว่าน่าจะขมที่สุดในโลกนั่นคือ
ฟีนิลไทโอคาร์บาไมด์ หรือ พีทีซี (Phenyl Thiocarbamide, PTC
แต่บางคนกลับไม่รู้สึกถึงความขมของสารนี้เลย แต่ก่อนนั้นนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าความสามารถในการรับรู้รสชาติของพีทีซีนั้นเป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบธรรมดา
นั่นคือ คนที่มียีนด้อยที่เป็นชนิด ไม่รู้รส ทั้งสองชุด จะไม่สามารถรับรู้รสชาติของพีทีซี
ขณะที่คนอื่นๆ จะรู้รสได้ แต่การสรุปความโดดเด่นเช่นนี้ดูจะง่ายเกินไป
เนื่องจากภายในแต่ละกลุ่มก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่อีกมาก เช่นว่าถ้าพีทีซีมีความเข้มข้นมากพอ
(ประมาณ 360 ส่วนในล้านส่วน) ใครๆ ก็รับรู้รสได้ แต่ก็มีนักชิมบางคนสามารถรับรู้รสชาติพีทีซีปริมาณความเข้มข้นน้อยมากขนาดเพียง
18 ส่วนในล้านส่วนได้ เหมือนกัน เดรย์นาเริ่มดำเนินการค้นหาต้นตอพันธุกรรมของความผันแปรนี้
โดยขอให้อาสาสมัคร 267 คน ซึ่งได้รับการทดสอบหาลำดับยีนทั้งหมดแล้วมาทดสอบการ
รับรู้รส โดยพวกเขาต้องชิมน้ำหกถ้วย แล้วแยกประเภท โดยที่สามถ้วยจะมีพีทีซี
ที่มีความเข้มข้นแน่นอนอยู่ด้วย ส่วนอีกสามถ้วยไม่มีพีทีซี เขาได้ทดลองซ้ำอีกโดยใช้ความเข้มข้นที่แตกต่างกันเพื่อหาระดับขั้นของการรับรู้ของแต่ละคน
จากนั้นจึงเปรียบเทียบผลกับลำดับของเบสที่บริเวณหนึ่งของโครโมโซมที่
7 ซึ่งเป็นที่ตั้งของยีนที่ถอดรหัสเป็นตัวรับความขม ผลที่ได้ก็คือ
ทีมนักวิจัยค้นพบยีน ควบคุมตัวรับพีทีซี และยังพบว่ายีนนี้ควบคุมรสที่ต่างกันถึงห้ารส
ซึ่งแตกต่างจากกันเพียงแค่หนึ่งคู่เบส ความผันแปรเช่นนี้มากเพียงพอที่จะใช้อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างระดับขั้นการรับรู้รสของอาสาสมัคร
การรับรู้กลิ่นก็เช่นเดียวกันมนุษย์
เราสามารถจะแยกกลิ่นที่ต่างกันได้ตั้ง 10,000 กลิ่นด้วยการใช้โปรตีนตัวรับ
(receptor protein)400 ตัวที่อยู่ที่เยื่อบุโพรงจมูก แต่ก็เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่ามิใช่ว่าคนทุกคนจะรับรู้กลิ่นเดียวกันได้เหมือนกัน
และตอนนี้นักพันธุศาสตร์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่านี่อาจจะเนื่องมาจากว่า
แต่ละคนก็จะมีชุดของตัวรับที่ต่างกันไป ยีนตัวรับการดมกลิ่นนั้นจะเด่น-ชัดและสามารถจะพบมันบนดีเอ็นเอ
ได้โดยง่าย ยีนเหล่านี้มีอยู่ประมาณ 1,000 ยีน แล้วจำนวนยีนเช่นนี้ไปสอดคล้องกับโปรตีนตัวรับที่รู้จักดี
400 ตัวนี้ได้อย่างไร ความจริงก็คือ มียีนอยู่ 600 ยีนที่เป็น ยีนเทียม
(pseudogene) ซึ่งดูแล้วก็จะคล้ายๆ กับยีนและถ่ายทอดไปได้เหมือนกับยีน
แต่ไม่สามารถทำงานได้ เรื่องนี้เป็นการค้นพบที่ไม่ธรรมดาเชียวล่ะ ทั้งนี้เพราะว่า
ยีนเทียมนั้นเพิ่งจะสูญเสียความสามารถในการทำงานไปเมื่อเร็วๆ นี้เอง
ด้วยเหตุนี้ทีมนักวิจัยที่สถาบันไวซ์แมน ที่เมืองรีโฮวอต ประ--เทศอิสราเอล
จึงสงสัยว่า ยังมียีนเทียมของการดมกลิ่นที่ยังคงทำหน้าที่อยู่ในคนบางคนหรือไม่
และเรื่องนี้สอดคล้องกับความแตกต่างกับความสามารถที่ คนเหล่านั้นดมกลิ่นได้หรือเปล่า
จากผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์
เจเนติกส์ ฉบับที่ 34 หน้า 143 นั้น ผู้วิจัยได้แสดงให้เห็นว่ายังมียีนเทียมอย่างน้อย
51 ยีนที่ยังทำงานได้ในคนบางคน พวกเขาได้นำอาสาสมัครต่างเชื้อชาติมา
189 คน แล้วศึกษายีนตัวรับการดมกลิ่นของคนเหล่านั้น นักวิจัยพบว่า
ในแต่ละคนยีนเทียมจะร่วมกันทำงานในรูปแบบไม่ซ้ำกันกับใคร ซึ่งทำให้พวกเขามีองค์ประกอบเฉพาะตัวสำหรับเป็นตัวรับการดมกลิ่น
แน่ล่ะ ความรังเกียจรสขมที่มีมาตั้งแต่เกิดหรือการมีความสามารถพิเศษในการดมกลิ่นกุหลาบ
อาจจะไม่มีผลกระทบสำคัญอันใดต่อชีวิตเราๆ ท่านๆ อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างทางด้านการรับความรู้สึกอื่นๆ
นั้น อาจจะมีความสำคัญกว่าก็ได้ ในคนเรานั้นมีการรับความรู้สึกอย่างหนึ่ง
ที่เราเชื่อถือมากกว่าการรับความรู้สึกแบบอื่นๆ นั่นคือ การรับรู้ด้วยการมองเห็น
แต่ทว่าในแต่ละคนนั้น การรับรู้แสงและการมองเห็นสีอาจจะต่างกันอย่างสิ้นเชิง
และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่มันเป็นเรื่องที่ลึกลงไปในระดับยีน สตีเฟน
ซัง แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่นครนิวยอร์ก ได้ศึกษาพันธุศาสตร์ของการตอบสนองต่อความเข้มของแสง
เขา ค้นพบว่ามียีนหลายยีนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับความรู้สึกเกี่ยวกับแสง
และจะมีอยู่ด้วยกันหลายรูปแบบ และนี่คือที่มาของความผันแปรของการรับรู้แสงอย่างมากในแต่ละคน
ซังบอกว่า พวกเราส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่กับความสว่างไสวของแสงสีในเมือง
จะไม่ได้ตระหนักถึงว่าเราเองนั้นก็อาจจะสูญเสียการมองเห็นอยู่บ้างเช่นกัน
การมองเห็นสีก็แสนจะแปรผัน
มากมายเช่นกัน และก็มิใช่เพียงแค่ ประชาชนเพียง 8 เปอร์เซ็นต์ (ซึ่งส่วนมากเป็นสุภาพบุรุษซะด้วย)
ที่จะมีอาการตาบอดสีมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่บุคคลนักพันธุศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน
ที่ซีแอตเทิล นามว่า ซามีร์ ทีป ซึ่งศึกษาเรื่องตาบอดสีก็พบว่า แม้แต่ในกลุ่มผู้ที่มีการมองเห็นปกติ
เมื่อได้ทดสอบการมองเห็นสีก็พบว่า ต่างมีความผันแปรของความสามารถในการมองเห็นสีเป็นอย่างมาก
และความแตกต่างเช่นนี้มีพื้นฐานจากพันธุกรรม สีต่างๆ
นั้นถูกตรวจจับได้โดยเซลล์โคน (cone cell) นับล้านๆ เซลล์ภายในจอตา
และในคนปกติจะมีเซลล์โคน อยู่สามประเภท ซึ่งรับแสง สีแดง เขียว และน้ำเงิน
นี่แหละที่ทำให้คนเรามองเห็น สีได้สามสี (Trichromatic) และในทางทฤษฎีนั้นเราจะสามารถแยกแยะความแตกต่างของสี
ได้ถึงมากกว่าสองล้านสี เซลล์โคน รับสีน้ำเงินนั้นค่อนข้างจะมีรูปแบบ
แน่นอนมาก แต่ทว่าก็ยังมียีนอยู่อย่างน้อยตั้งสี่ชุดที่ถอดรหัสออกมาได้เป็นเม็ดสีของการมองเห็น
(visual pig- ment) สำหรับสีแดง และอีกสี่ชุดสำหรับสีเขียว และเนื่องจากยีนที่ว่านี้อยู่บนโครโมโซมเอกซ์
และผู้ชายก็มีโครโมโซมเอกซ์อยู่แท่งเดียว ยีนที่มี ความผันแปรเช่นนี้จึงแสดงออกได้ดีในผู้ชาย
และมักจะก่อให้เกิดความบกพร่องของการมองเห็นสีได้ง่ายกว่า แต่ความผันแปรเช่นนี้ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเสียหายเท่านั้น
มันอาจจะทำให้สตรีบางคนมองเห็นสีได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะว่าผู้หญิงมีโครโมโซมเอกซ์สองอัน
ดังนั้นก็เป็นไปได้ที่โครโมโซมเอกซ์อันหนึ่งจะมียีนปกติ ขณะที่โครโมโซมอีกข้างหนึ่งจะมียีนที่มีความผันแปรแบบใดแบบหนึ่ง
เช่น สตรีบางคนจะมีเซลล์โคน แบบพิเศษ ทำให้พวกเธอมองเห็นสี
ได้สี่สี (Tetrachromatic) ได้ ตอนนี้ทีปได้เริ่มวิจัยเรื่องหญิงสายตาพิเศษ
(super-sighted women) เหล่านี้ และบอกว่าปรากฏการณ์เช่นนี้อาจจะ ไม่ใช่เรื่องผิดธรรมดาก็ได้
เขาบอกว่า ผู้หญิงประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์จะเป็นพาหะของความบกพร่องการมองเห็นสี
เมื่อดูผู้หญิงที่มีความบกพร่องนี้จำนวน 43 คน ก็พบว่ามีสองคนที่สามารถมองเห็นสี่สี
แล้วสตรีที่มองเห็นสี่สีนั้นจะมองเห็นอะไรที่พวกเราที่เหลือมองไม่เห็นบ้างล่ะ
ทีปพูดพลางหัวเราะว่า ผมอยากจะบอกพวกคุณได้จังเลย แม้ว่าเขาจะพูดทำนองว่าเป็นไปได้ที่สตรีเหล่านั้นอาจจะแยกแยะสีบางสีที่พวกมองเห็นสามสีไม่สามารถจะแยกแยะได้
ยกตัวอย่างเช่น คนเหล่านี้สามารถจะบอกความแตกต่างระหว่างสีโทนสีเขียว
ซึ่งดูแล้วจะเหมือนกันจนแยกความแตกต่างแทบไม่ได้ โชคไม่ดีที่พวกเราที่เหลือไม่มีโอกาสได้
รู้ว่าเราได้เสียอะไรไป ขณะเดียวกันนั้น
ที่มหาวิทยาลัยแมคกิล เมืองมอนทรีอัล ประเทศแคนาดา ก็มีหนูทดลองโชคร้ายที่ถูกเอาหางจุ่มลงในน้ำร้อนเพื่อศึกษาปฏิกิริยาของพวกมันที่มีต่อความเจ็บปวด
ทีม วิจัยของ เจฟฟรีย์ โมกิล ได้ทดสอบหนูทดลองถึง 12 สายพันธุ์ และพบว่าบางสายพันธุ์จะรีบกระตุกหางออกจาก
น้ำร้อนภายใน 2 วินาที ขณะที่บางสายพันธุ์จะทนร้อนรออยู่จนถึง 6 วินาที
จากผลการทดลองอีกมากมายทำให้เขาสรุปได้ว่า ความผันแปรในการรับรู้ความเจ็บปวดเช่นนี้จะต้องเป็นผลทางพันธุกรรมแน่
และขณะนี้เขาก็ได้เริ่มศึกษาหาต้นเหตุแล้ว หลักฐานเมื่อเร็วๆ
นี้ก็แสดงให้เห็นว่าคนก็มีความสามารถในการรับรู้ความเจ็บปวดแตกต่างกันไปเช่นกัน
และความแตกต่างเหล่านั้นก็มีต้นกำเนิดทางชีววิทยาอยู่ด้วย บ็อบ ค็อกฮิลล์
แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวคฟอเรสต์ ที่เมืองวินสตันซาเล็ม รัฐนอร์ท-แคโรไลนา
หาอาสาสมัครมา 17 คน แล้วให้ความร้อนไปที่น่องของอาสาสมัคร ค็อกฮิลล์ค่อยๆ
เพิ่มอุณหภูมิเป็นระยะๆ จนกระทั่งถึง 49 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ผิวหนังคนส่วนใหญ่จะรับได้โดยไม่ถึงกับไหม้
แล้วเขาก็ขอให้อาสาสมัครลองให้คะแนนปริมาณความร้อนตั้งแต่ระดับ 1 (ไม่ปวดแสบปวดร้อนเลย)
ไปจนถึงระดับ 10 (เจ็บปวดอย่างมาก) ความผันแปรของการตอบสนองของอาสาสมัครนี้แสนจะเด่นชัด
บางคนก็ทนไม่ได้เมื่อความร้อนเพิ่มเพียงนิดเดียว ขณะที่บางคนยังไม่รู้สึกอะไรเลย
จากการที่ค็อกฮิลล์ได้ดำเนินการทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีกพร้อมกับสแกนสมองของอาสาสมัครด้วยเครื่องเอ็มอาร์ไอ
(MRI-เครื่องถ่ายภาพสมองโดยใช้การสะท้อนของสนามแม่เหล็ก) เขาก็ได้พบว่า
มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างขนาดของความเจ็บปวดที่อาสาสมัครแจ้งให้ทราบกับปริมาณของการทำงานภายในสมองที่เกิดขึ้นที่เปลือกสมอง
(cerebral cortex) คนที่รู้สึกเจ็บปวดมากที่สุดก็จะแสดงปฏิกิริยาทางสมองมากที่สุดด้วย
เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับงานวิจัยเรื่องการจิตใต้สำนึกด้วย
โลกแห่งกายภาพกลายมาเป็นประสบการณ์การรับรู้ส่วนตัวของเราได้อย่างไร
สิ่งที่ นักปรัชญาเรียกว่า เควเลีย (Qualia) นั้นมักจะถือกันว่า
เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เข้าใจจิตใต้สำนึก ดังนั้นถ้าเควเลียถูกสร้างขึ้นโดยผลผลิตจากจิตใต้สำนึก
และคนเรารับรู้โลกกว้างโดยวิธีที่เราสามารถจะกำหนดได้อย่างมีเป้าหมายแล้ว
นั่นจะช่วยให้เราเข้าใจประสบการณ์ใต้จิตสำนึกของแต่ละบุคคลได้หรือไม่
โลกแห่งการรับรู้ที่เราอาศัยอยู่นี้ยังลึกลับซับซ้อนไปอีก
ด้วยวิธีการที่สมองของเราตีความสิ่งที่การรับรู้ของเราแจ้งมายังสมอง
แทนที่จะเพียงแค่รายงานง่ายๆ ที่มาจากการรับรู้มายังจิตใจของเรา สมองกลับมาปรุงแต่งเสียเองอีก
ในการทดลองอันน่าทึ่งอันหนึ่ง แดเนียล ไซมอนส์ จากมหาวิทยาลัย
ฮาร์เวิร์ดได้แสดงให้เห็นว่า เมื่อให้อาสาสมัครดูวิดีโอการแข่งขันกีฬาโยนลูกบอล
และขอให้ตั้งอกตั้งใจดูทีมหนึ่งอย่างเต็มที่ หลังจากนั้นอีก 45 วินาที
ก็ให้ผู้หญิงแต่งชุดกอริลลามายืนกั้นอยู่ที่หน้ากล้อง ปรากฏว่าผู้ชมประมาณครึ่งหนึ่งมองไม่เห็นกอริลลาเลย
บรรดาเซลล์รูปแท่ง (rod cell) และเซลล์โคนในดวงตาคนเหล่านี้จับภาพหญิงสาวในชุดลิงกอริลลาได้
แต่สมองของพวกเขากลับเลือกที่จะไม่สนใจภาพนี้ ด้วยเหตุนี้บางทีปัญหายาวนานนี้
ก็ยังคงยืดเยื้อต่อไปก็ได้ สีแดงที่ผมเห็นอาจจะต่างจากสีแดงที่คุณเห็น
แต่เป็นไปได้ว่า ใจของเราก็จะยังคงตีความสิ่งที่เข้ามายังความรู้สึก
เพื่อให้เราได้รับรู้สีแดงที่เหมือนกัน คุณน่าจะเห็นได้ว่า สีแดง
คงจะยังเป็นเม็ดสีที่อยู่จินตนาการเสมอไป
แปลและเรียบเรียงจาก In the realm of your sense, NewScientist,
31 January 2004
โดย... คาลลิสโต
พบกับเรื่องนี้ได้ที่ : http://update.se-ed.com/211/senses.htm

UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 60 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 720 บาท จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0 2739 8111 โทรสาร 0 2751 5059
E-mail : update@se-ed.com
|