UpDATE Magazine Online
 http://update.se-ed.com     หน้าแรก    ฉบับก่อน      แนะนำ     ติดต่อเรา     สมาชิก     ซีเอ็ด      

ฉบับ 211 เมษายน 2548

ปกเล่ม 211

ประจำฉบับ

บอกรับจดหมายข่าว

โปรดแจ้ง
E-Mail ของคุณ



Subscribe    
Unsubscribe

  Powered by
YourMailinglist Provider.com

  
ดูจดหมายข่าวเก่า

             สารคดีวิทยาศาสตร์ #211              

  ปริศนามณฑลแห่งการรับรู้  

สีแดงที่เราเห็น จะเป็นแดงเดียวกับที่คนอื่นเห็นหรือเปล่า? กลิ่นที่เราได้ดอมดม คนอื่นจะได้กลิ่นเหมือนกับเราไหม? แล้วรสชาติต่างๆ ล่ะ เราขมจะตาย ทำไมบางคนไม่? ...คำถามเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนาที่รอการไขคำตอบ และตอนนี้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า พวกเขาเข้าใกล้คำเฉลยของมันแล้ว

         “โลกของผมต่างจากโลกของคุณอย่างไร” นี่เป็นปริศนาเชิงปรัชญาที่รู้จักกันมานานนัก ลองใช้กุหลาบแดงเป็นตัวอย่างดูนะครับ เราน่าจะเห็นพ้องต้องกันว่า กุหลาบนี้มีสีแดงไม่ใช่สีฟ้า  แต่จริงๆ แล้ว “สีแดง” คืออะไร กันแน่ และสีแดงที่ผมเห็นเป็นสีแดงอันเดียวกับที่คุณเห็นหรือเปล่า แล้วยังกลิ่นที่มีลักษณะเฉพาะอีกล่ะ การรับรู้กลิ่นที่ประกอบขึ้นเป็นกลิ่นของกุหลาบที่ผมได้กลิ่นนั้น จะเป็นกลิ่นเดียวกับที่คุณได้กลิ่นหรือเปล่า
        นักปรัชญาได้โรมรันกับคำถามนี้มาเป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว และนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาด้านการรับความรู้สึกก็เช่นกัน พวกเขาสนใจว่า ทำไมคนเราจึงมีความเห็นที่แตกต่างกัน ทั้งๆ ที่ได้ดมกลิ่นหรือลิ้มรสของสิ่งเดียวกัน มันเป็นเรื่องของความรู้สึกส่วนบุคคลแท้ๆ หรือขึ้นอยู่กับความแตกต่างด้านรสนิยม ตามประสบการณ์การรับความรู้สึกของแต่ละคนกันแน่
       พอล เบรสลิน นักประสาทวิทยาศาสตร์ที่ศูนย์วิจัยการรับรู้ทางเคมี มอเนลล์ (Monell Chemical Senses Center) ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย บอกว่า “จะไม่มีคนสองคนที่อาศัยอยู่ในโลกแห่งการรับรู้ใบเดียวกันได้ โลกที่คุณมองเห็น อาหารที่คุณได้ลิ้มรส กลิ่นที่คุณดอมดม ล้วนแล้วแต่เกิดจากการรับรู้ด้วยวิธีที่เฉพาะเจาะจงสำหรับคุณเท่านั้น”
        

 การรับรู้

เรื่องนี้มันอยู่ลึกลงไปถึงระดับดีเอ็นเอของเรา ในช่วงสองสามปีมานี้ นักพันธุศาสตร์ได้ค้นพบยีนจำนวนมากที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับรู้รสชาติ กลิ่น สัมผัสและการมองเห็น ยกตัวอย่าง เช่น ยีนที่เกี่ยวกับการรับกลิ่นจะมีอยู่ 3 เปอร์เซ็นต์ของยีนทั้งหมด และไม่เพียงแต่ยีนการรับรู้จะมีอยู่มากมายเท่านั้น  ยีนเหล่านี้ยังมีความผันแปรอย่างมากด้วย นี่ย่อมหมายความว่า จะเป็นเรื่องยากเข้าไปอีกที่คนแต่ละคนจะมีชุดของยีนการรับรู้ที่เหมือนกันเปี๊ยบ และที่สำคัญมากก็คือ คลังยีนของแต่ละคนจะสามารถเชื่อมโยงความแตกต่างจากวิธีที่คนเรามีประสบการณ์จากโลกภายนอก นักวิทยาศาสตร์บางคนถึงกับคิดว่า ชุดของตัวรับรู้ที่คุณได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมนั้นจะมีผลอย่างลึกซึ้งต่อชีวิตและบุคลิกภาพของคุณ
       ถ้าข้อความข้างต้นทำให้คุณผู้อ่านไม่เข้าใจละก็ ขอให้ลองนั่งลงแล้วดื่มอะไรสักแก้ว นี่จะเป็นตัวอย่างที่ดีอันหนึ่งเชียวล่ะ
       เดนนิส เดรย์นา นักพันธุศาสตร์ประกาศว่า “ผมชอบยินกับโทนิค” เขาเอาเหล้าชนิดโปรดมาใช้อธิบายงานวิจัยของเขา เขาทำงานที่สถาบันหูหนวกและความผิดปกติทางการสื่อสารแห่งชาติ (National Institute on Deafness and Other Communication Disorders) ที่รอควิลล์ แมรี่แลนด์ และความชำนาญพิเศษของเขาก็คือ “การชิมสารที่มีรสขม” เขากล่าวว่า “จะให้ผมดื่มโทนิคโดยไม่มียินก็ได้ ผมชอบรสขมมาก”
       แต่ใช่ว่าทุกคนจะมีความสามารถเช่นเขา ลองให้คนกลุ่มหนึ่งชิมเครื่องดื่มขมๆ อย่างโทนิคที่มีส่วนผสมของควินิน คนเหล่านั้นจะแสดงการตอบสนองที่ ต่างกันอย่างชัดเจน คนส่วนใหญ่จะบอกว่า รสชาติขมพอประมาณ บ้างจะบอกว่าไม่ขมเลย แต่บางส่วนจะโวยเลยว่าคุณน่ะกำลังพยายามจะวางยาพวกเขา
        ขณะนี้นักวิจัยเริ่มทำการเชื่อมโยงความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับการรับรสเข้ากับยีนที่เกี่ยวข้อง พวกเขาทดลองใช้สารที่  รู้จักกันดีว่าน่าจะขมที่สุดในโลกนั่นคือ  ฟีนิลไทโอคาร์บาไมด์ หรือ พีทีซี (Phenyl Thiocarbamide, PTC แต่บางคนกลับไม่รู้สึกถึงความขมของสารนี้เลย
        แต่ก่อนนั้นนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าความสามารถในการรับรู้รสชาติของพีทีซีนั้นเป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบธรรมดา นั่นคือ คนที่มียีนด้อยที่เป็นชนิด “ไม่รู้รส” ทั้งสองชุด จะไม่สามารถรับรู้รสชาติของพีทีซี ขณะที่คนอื่นๆ จะรู้รสได้ แต่การสรุปความโดดเด่นเช่นนี้ดูจะง่ายเกินไป เนื่องจากภายในแต่ละกลุ่มก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่อีกมาก เช่นว่าถ้าพีทีซีมีความเข้มข้นมากพอ (ประมาณ 360 ส่วนในล้านส่วน) ใครๆ ก็รับรู้รสได้ แต่ก็มีนักชิมบางคนสามารถรับรู้รสชาติพีทีซีปริมาณความเข้มข้นน้อยมากขนาดเพียง 18 ส่วนในล้านส่วนได้  เหมือนกัน
       เดรย์นาเริ่มดำเนินการค้นหาต้นตอพันธุกรรมของความผันแปรนี้ โดยขอให้อาสาสมัคร 267 คน ซึ่งได้รับการทดสอบหาลำดับยีนทั้งหมดแล้วมาทดสอบการ รับรู้รส โดยพวกเขาต้องชิมน้ำหกถ้วย แล้วแยกประเภท โดยที่สามถ้วยจะมีพีทีซี ที่มีความเข้มข้นแน่นอนอยู่ด้วย ส่วนอีกสามถ้วยไม่มีพีทีซี เขาได้ทดลองซ้ำอีกโดยใช้ความเข้มข้นที่แตกต่างกันเพื่อหาระดับขั้นของการรับรู้ของแต่ละคน จากนั้นจึงเปรียบเทียบผลกับลำดับของเบสที่บริเวณหนึ่งของโครโมโซมที่ 7 ซึ่งเป็นที่ตั้งของยีนที่ถอดรหัสเป็นตัวรับความขม ผลที่ได้ก็คือ ทีมนักวิจัยค้นพบยีน ควบคุมตัวรับพีทีซี และยังพบว่ายีนนี้ควบคุมรสที่ต่างกันถึงห้ารส ซึ่งแตกต่างจากกันเพียงแค่หนึ่งคู่เบส ความผันแปรเช่นนี้มากเพียงพอที่จะใช้อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างระดับขั้นการรับรู้รสของอาสาสมัคร
      การรับรู้กลิ่นก็เช่นเดียวกันมนุษย์  เราสามารถจะแยกกลิ่นที่ต่างกันได้ตั้ง 10,000 กลิ่นด้วยการใช้โปรตีนตัวรับ (receptor protein)400 ตัวที่อยู่ที่เยื่อบุโพรงจมูก แต่ก็เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่ามิใช่ว่าคนทุกคนจะรับรู้กลิ่นเดียวกันได้เหมือนกัน และตอนนี้นักพันธุศาสตร์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่านี่อาจจะเนื่องมาจากว่า แต่ละคนก็จะมีชุดของตัวรับที่ต่างกันไป
        ยีนตัวรับการดมกลิ่นนั้นจะเด่น-ชัดและสามารถจะพบมันบนดีเอ็นเอ ได้โดยง่าย ยีนเหล่านี้มีอยู่ประมาณ 1,000 ยีน แล้วจำนวนยีนเช่นนี้ไปสอดคล้องกับโปรตีนตัวรับที่รู้จักดี 400 ตัวนี้ได้อย่างไร ความจริงก็คือ มียีนอยู่ 600 ยีนที่เป็น “ยีนเทียม” (pseudogene) ซึ่งดูแล้วก็จะคล้ายๆ กับยีนและถ่ายทอดไปได้เหมือนกับยีน แต่ไม่สามารถทำงานได้ เรื่องนี้เป็นการค้นพบที่ไม่ธรรมดาเชียวล่ะ ทั้งนี้เพราะว่า ยีนเทียมนั้นเพิ่งจะสูญเสียความสามารถในการทำงานไปเมื่อเร็วๆ นี้เอง ด้วยเหตุนี้ทีมนักวิจัยที่สถาบันไวซ์แมน ที่เมืองรีโฮวอต ประ--เทศอิสราเอล จึงสงสัยว่า ยังมียีนเทียมของการดมกลิ่นที่ยังคงทำหน้าที่อยู่ในคนบางคนหรือไม่ และเรื่องนี้สอดคล้องกับความแตกต่างกับความสามารถที่ คนเหล่านั้นดมกลิ่นได้หรือเปล่า
        จากผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ เจเนติกส์ ฉบับที่ 34 หน้า 143 นั้น ผู้วิจัยได้แสดงให้เห็นว่ายังมียีนเทียมอย่างน้อย 51 ยีนที่ยังทำงานได้ในคนบางคน พวกเขาได้นำอาสาสมัครต่างเชื้อชาติมา 189 คน แล้วศึกษายีนตัวรับการดมกลิ่นของคนเหล่านั้น นักวิจัยพบว่า ในแต่ละคนยีนเทียมจะร่วมกันทำงานในรูปแบบไม่ซ้ำกันกับใคร ซึ่งทำให้พวกเขามีองค์ประกอบเฉพาะตัวสำหรับเป็นตัวรับการดมกลิ่น
        แน่ล่ะ ความรังเกียจรสขมที่มีมาตั้งแต่เกิดหรือการมีความสามารถพิเศษในการดมกลิ่นกุหลาบ อาจจะไม่มีผลกระทบสำคัญอันใดต่อชีวิตเราๆ ท่านๆ อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างทางด้านการรับความรู้สึกอื่นๆ นั้น อาจจะมีความสำคัญกว่าก็ได้
        ในคนเรานั้นมีการรับความรู้สึกอย่างหนึ่ง ที่เราเชื่อถือมากกว่าการรับความรู้สึกแบบอื่นๆ นั่นคือ การรับรู้ด้วยการมองเห็น แต่ทว่าในแต่ละคนนั้น การรับรู้แสงและการมองเห็นสีอาจจะต่างกันอย่างสิ้นเชิง และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่มันเป็นเรื่องที่ลึกลงไปในระดับยีน สตีเฟน ซัง แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่นครนิวยอร์ก ได้ศึกษาพันธุศาสตร์ของการตอบสนองต่อความเข้มของแสง เขา ค้นพบว่ามียีนหลายยีนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับความรู้สึกเกี่ยวกับแสง และจะมีอยู่ด้วยกันหลายรูปแบบ และนี่คือที่มาของความผันแปรของการรับรู้แสงอย่างมากในแต่ละคน ซังบอกว่า “พวกเราส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่กับความสว่างไสวของแสงสีในเมือง จะไม่ได้ตระหนักถึงว่าเราเองนั้นก็อาจจะสูญเสียการมองเห็นอยู่บ้างเช่นกัน”
        การมองเห็นสีก็แสนจะแปรผัน มากมายเช่นกัน และก็มิใช่เพียงแค่ ประชาชนเพียง 8 เปอร์เซ็นต์ (ซึ่งส่วนมากเป็นสุภาพบุรุษซะด้วย) ที่จะมีอาการตาบอดสีมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่บุคคลนักพันธุศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ที่ซีแอตเทิล นามว่า ซามีร์ ทีป ซึ่งศึกษาเรื่องตาบอดสีก็พบว่า “แม้แต่ในกลุ่มผู้ที่มีการมองเห็นปกติ เมื่อได้ทดสอบการมองเห็นสีก็พบว่า ต่างมีความผันแปรของความสามารถในการมองเห็นสีเป็นอย่างมาก และความแตกต่างเช่นนี้มีพื้นฐานจากพันธุกรรม”
        สีต่างๆ นั้นถูกตรวจจับได้โดยเซลล์โคน (cone cell) นับล้านๆ เซลล์ภายในจอตา และในคนปกติจะมีเซลล์โคน อยู่สามประเภท ซึ่งรับแสง สีแดง เขียว และน้ำเงิน นี่แหละที่ทำให้คนเรามองเห็น สีได้สามสี (Trichromatic) และในทางทฤษฎีนั้นเราจะสามารถแยกแยะความแตกต่างของสี ได้ถึงมากกว่าสองล้านสี เซลล์โคน  รับสีน้ำเงินนั้นค่อนข้างจะมีรูปแบบ แน่นอนมาก แต่ทว่าก็ยังมียีนอยู่อย่างน้อยตั้งสี่ชุดที่ถอดรหัสออกมาได้เป็นเม็ดสีของการมองเห็น (visual pig- ment) สำหรับสีแดง และอีกสี่ชุดสำหรับสีเขียว และเนื่องจากยีนที่ว่านี้อยู่บนโครโมโซมเอกซ์ และผู้ชายก็มีโครโมโซมเอกซ์อยู่แท่งเดียว ยีนที่มี ความผันแปรเช่นนี้จึงแสดงออกได้ดีในผู้ชาย และมักจะก่อให้เกิดความบกพร่องของการมองเห็นสีได้ง่ายกว่า
        แต่ความผันแปรเช่นนี้ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเสียหายเท่านั้น มันอาจจะทำให้สตรีบางคนมองเห็นสีได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะว่าผู้หญิงมีโครโมโซมเอกซ์สองอัน ดังนั้นก็เป็นไปได้ที่โครโมโซมเอกซ์อันหนึ่งจะมียีนปกติ ขณะที่โครโมโซมอีกข้างหนึ่งจะมียีนที่มีความผันแปรแบบใดแบบหนึ่ง  เช่น สตรีบางคนจะมีเซลล์โคน   แบบพิเศษ ทำให้พวกเธอมองเห็นสี ได้สี่สี (Tetrachromatic) ได้ ตอนนี้ทีปได้เริ่มวิจัยเรื่องหญิงสายตาพิเศษ (super-sighted women) เหล่านี้ และบอกว่าปรากฏการณ์เช่นนี้อาจจะ  ไม่ใช่เรื่องผิดธรรมดาก็ได้ เขาบอกว่า “ผู้หญิงประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์จะเป็นพาหะของความบกพร่องการมองเห็นสี เมื่อดูผู้หญิงที่มีความบกพร่องนี้จำนวน 43 คน ก็พบว่ามีสองคนที่สามารถมองเห็นสี่สี”
        แล้วสตรีที่มองเห็นสี่สีนั้นจะมองเห็นอะไรที่พวกเราที่เหลือมองไม่เห็นบ้างล่ะ ทีปพูดพลางหัวเราะว่า “ผมอยากจะบอกพวกคุณได้จังเลย” แม้ว่าเขาจะพูดทำนองว่าเป็นไปได้ที่สตรีเหล่านั้นอาจจะแยกแยะสีบางสีที่พวกมองเห็นสามสีไม่สามารถจะแยกแยะได้ ยกตัวอย่างเช่น คนเหล่านี้สามารถจะบอกความแตกต่างระหว่างสีโทนสีเขียว ซึ่งดูแล้วจะเหมือนกันจนแยกความแตกต่างแทบไม่ได้  โชคไม่ดีที่พวกเราที่เหลือไม่มีโอกาสได้ รู้ว่าเราได้เสียอะไรไป
        ขณะเดียวกันนั้น ที่มหาวิทยาลัยแมคกิล เมืองมอนทรีอัล ประเทศแคนาดา ก็มีหนูทดลองโชคร้ายที่ถูกเอาหางจุ่มลงในน้ำร้อนเพื่อศึกษาปฏิกิริยาของพวกมันที่มีต่อความเจ็บปวด ทีม วิจัยของ เจฟฟรีย์ โมกิล ได้ทดสอบหนูทดลองถึง 12 สายพันธุ์ และพบว่าบางสายพันธุ์จะรีบกระตุกหางออกจาก น้ำร้อนภายใน 2 วินาที ขณะที่บางสายพันธุ์จะทนร้อนรออยู่จนถึง 6 วินาที จากผลการทดลองอีกมากมายทำให้เขาสรุปได้ว่า ความผันแปรในการรับรู้ความเจ็บปวดเช่นนี้จะต้องเป็นผลทางพันธุกรรมแน่ และขณะนี้เขาก็ได้เริ่มศึกษาหาต้นเหตุแล้ว
        หลักฐานเมื่อเร็วๆ นี้ก็แสดงให้เห็นว่าคนก็มีความสามารถในการรับรู้ความเจ็บปวดแตกต่างกันไปเช่นกัน และความแตกต่างเหล่านั้นก็มีต้นกำเนิดทางชีววิทยาอยู่ด้วย บ็อบ ค็อกฮิลล์ แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวคฟอเรสต์ ที่เมืองวินสตันซาเล็ม  รัฐนอร์ท-แคโรไลนา หาอาสาสมัครมา 17 คน แล้วให้ความร้อนไปที่น่องของอาสาสมัคร ค็อกฮิลล์ค่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิเป็นระยะๆ จนกระทั่งถึง 49 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ผิวหนังคนส่วนใหญ่จะรับได้โดยไม่ถึงกับไหม้ แล้วเขาก็ขอให้อาสาสมัครลองให้คะแนนปริมาณความร้อนตั้งแต่ระดับ 1 (ไม่ปวดแสบปวดร้อนเลย) ไปจนถึงระดับ 10 (เจ็บปวดอย่างมาก) ความผันแปรของการตอบสนองของอาสาสมัครนี้แสนจะเด่นชัด บางคนก็ทนไม่ได้เมื่อความร้อนเพิ่มเพียงนิดเดียว ขณะที่บางคนยังไม่รู้สึกอะไรเลย
        จากการที่ค็อกฮิลล์ได้ดำเนินการทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีกพร้อมกับสแกนสมองของอาสาสมัครด้วยเครื่องเอ็มอาร์ไอ (MRI-เครื่องถ่ายภาพสมองโดยใช้การสะท้อนของสนามแม่เหล็ก)  เขาก็ได้พบว่า มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างขนาดของความเจ็บปวดที่อาสาสมัครแจ้งให้ทราบกับปริมาณของการทำงานภายในสมองที่เกิดขึ้นที่เปลือกสมอง (cerebral cortex) คนที่รู้สึกเจ็บปวดมากที่สุดก็จะแสดงปฏิกิริยาทางสมองมากที่สุดด้วย
        เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับงานวิจัยเรื่องการจิตใต้สำนึกด้วย โลกแห่งกายภาพกลายมาเป็นประสบการณ์การรับรู้ส่วนตัวของเราได้อย่างไร สิ่งที่ นักปรัชญาเรียกว่า “เควเลีย” (Qualia) นั้นมักจะถือกันว่า เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เข้าใจจิตใต้สำนึก ดังนั้นถ้าเควเลียถูกสร้างขึ้นโดยผลผลิตจากจิตใต้สำนึก และคนเรารับรู้โลกกว้างโดยวิธีที่เราสามารถจะกำหนดได้อย่างมีเป้าหมายแล้ว นั่นจะช่วยให้เราเข้าใจประสบการณ์ใต้จิตสำนึกของแต่ละบุคคลได้หรือไม่
        โลกแห่งการรับรู้ที่เราอาศัยอยู่นี้ยังลึกลับซับซ้อนไปอีก ด้วยวิธีการที่สมองของเราตีความสิ่งที่การรับรู้ของเราแจ้งมายังสมอง แทนที่จะเพียงแค่รายงานง่ายๆ ที่มาจากการรับรู้มายังจิตใจของเรา สมองกลับมาปรุงแต่งเสียเองอีก ในการทดลองอันน่าทึ่งอันหนึ่ง แดเนียล ไซมอนส์ จากมหาวิทยาลัย ฮาร์เวิร์ดได้แสดงให้เห็นว่า เมื่อให้อาสาสมัครดูวิดีโอการแข่งขันกีฬาโยนลูกบอล และขอให้ตั้งอกตั้งใจดูทีมหนึ่งอย่างเต็มที่ หลังจากนั้นอีก 45 วินาที ก็ให้ผู้หญิงแต่งชุดกอริลลามายืนกั้นอยู่ที่หน้ากล้อง ปรากฏว่าผู้ชมประมาณครึ่งหนึ่งมองไม่เห็นกอริลลาเลย บรรดาเซลล์รูปแท่ง (rod cell) และเซลล์โคนในดวงตาคนเหล่านี้จับภาพหญิงสาวในชุดลิงกอริลลาได้ แต่สมองของพวกเขากลับเลือกที่จะไม่สนใจภาพนี้
        ด้วยเหตุนี้บางทีปัญหายาวนานนี้ ก็ยังคงยืดเยื้อต่อไปก็ได้ สีแดงที่ผมเห็นอาจจะต่างจากสีแดงที่คุณเห็น แต่เป็นไปได้ว่า ใจของเราก็จะยังคงตีความสิ่งที่เข้ามายังความรู้สึก เพื่อให้เราได้รับรู้สีแดงที่เหมือนกัน คุณน่าจะเห็นได้ว่า “สีแดง” คงจะยังเป็นเม็ดสีที่อยู่จินตนาการเสมอไป

แปลและเรียบเรียงจาก In the realm of your sense, NewScientist, 31 January 2004

                                               โดย... คาลลิสโต

พบกับเรื่องนี้ได้ที่ :
http://update.se-ed.com/211/senses.htm

กลับไปหน้าบทความ/สารคดี

 


Discovery ResearchPaper NASA
WhyFilesSavvySearch เชื่อมสู่สถาบันการศึกษา


UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 60 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 720 บาท
จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0 2739 8111 โทรสาร 0 2751 5059
E-mail : update@se-ed.com

SEED Update Magazine Microcomputer User Internet
เซมิคอนดัคเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ Industrial Hobby Mechanical