|
เรื่องจากปก
#211
ม้าน้ำ
จากงานวิจัย สู่การเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ ม้าน้ำเป็นปลาที่มีรูปร่างไม่เหมือนปลาทั่วไป
ทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่าม้าน้ำไม่ใช่ปลา แต่เป็นสัตว์น้ำชนิดหนึ่งที่มีรูปร่างส่วนหัวคล้ายกับม้าแต่อาศัยอยู่ในน้ำ
จึงพากันเรียกว่าม้าน้ำ หรือ Seahorse แม้ในปัจจุบันจะเริ่มมีหลายๆ
คนรู้ว่าม้าน้ำเป็นปลาแต่ก็ยังมีคำถามว่า ทำไมจึงจัดว่าม้าน้ำเป็นปลา
ในทางวิชาการนั้น ม้าน้ำเป็นสัตว์น้ำที่หายใจด้วยเหงือกและเคลื่อนที่ไปมาในน้ำด้วยครีบ
ซึ่งถ้าลองสังเกตจะมองเห็นครีบหลังและครีบหูโบกพัดอยู่ตลอดเวลาซึ่งเป็นลักษณะของปลา
ส่วนลำตัวบริเวณส่วนล่างจะมีการวิวัฒนาการให้เป็นลักษณะเหมือนหางที่ม้วนงอ
เพื่อเกาะกับวัสดุหรือสาหร่ายรวมทั้งเป็นส่วนที่ใช้สำหรับทรงตัวและบังคับทิศทางในการเคลื่อนที่ในน้ำ
ชนิดของม้าน้ำ ม้าน้ำทั่วโลกที่นักวิจัยจัดจำแนกไว้มีประมาณ
32 ชนิด แต่สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน จากการสำรวจในปี 2546-2547 ของโครงการธุรกิจปลาสวยงามในประเทศไทยและการอนุกรมวิธานม้าน้ำของประเทศไทย
ของสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบรูพา พบว่ามีหกชนิด ได้แก่
ม้าน้ำดำ (Hippocampus kuda)
จัดเป็นพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่ สุดในน่านน้ำไทย ปัจจุบันพบตัวที่ใหญ่ที่สุดยาวเท่าฝ่ามือเท่านั้น
ลำตัวสีดำสนิท ผิวค่อนข้างเรียบ ไม่มีหนามยาวแหลม อาศัยตามชายฝั่งบริเวณที่มีน้ำค่อนข้างขุ่น
เมื่อนำมาเลี้ยงสามารถเปลี่ยนสีได้ ส่วนใหญ่มักเป็นสีครีม สีเหลือง
และน้ำตาลแดง ม้าน้ำหนาม (H.
spinosisimus) อาศัยอยู่ในบริเวณน้ำค่อนข้างลึก ใสสะอาด
เป็นม้าน้ำที่มีสีสันสวยงาม สีออกน้ำตาลแดง มีลายจุดสีออกขาวเป็นแถบกว้างคาดบริเวณลำตัวมีหนามมากค่อนข้างแหลมและยาว
เป็นที่ชื่นชอบของนัก ดำน้ำและนักสะสมของที่ระลึก ม้าน้ำสามจุด
(H. trimaculatus) พบได้ตามเขตชายฝั่ง โดยพวกมันจะอพยพเข้ามาในตอนฤดูหนาว
บริเวณส่วนบนของลำตัวม้าน้ำพันธุ์นี้ จะปรากฏเป็น จุดดำประมาณสามจุด
ม้าน้ำแคระ (H. mohnikei) มีขนาดเล็กที่สุดพบเห็นไม่บ่อยนัก
ตัวสีดำ อาศัยอยู่บริเวณ ชายฝั่ง เกาะอยู่ตามสาหร่าย บริเวณที่เป็นพื้นทราย
ส่วนม้าน้ำอีกสองชนิด คือ ม้าน้ำหนามขอ
(H. histrix) และม้าน้ำยักษ์ (H. kelloggi) เราสามารถพบได้ทั่วไปตามบริเวณชายฝั่งทะเลทั้งทางด้านฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน
และมีอยู่สองชนิดที่พบในทุกๆ ที่ที่ไปสำรวจ ได้แก่ ม้าน้ำหนามและม้าน้ำสามจุด
ส่วนชนิดอื่นจะพบในบางแห่งเท่านั้น
|

|
คุณประโยชน์ ม้าน้ำเป็นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง
มีการนำมาใช้ประโยชน์อย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบเอเชีย ซึ่งเชื่อกันว่าม้าน้ำมีคุณสมบัติเป็นยา
จึงนำมาใช้เป็นองค์ประกอบของยาในการรักษาโรคต่างๆ เช่น โรคหืด เส้นโลหิตแดงตีบ
กระดูกแตกหัก คอพอก ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โรคเสมหะในจมูกหรือทางเดินอาหาร
โรคสะเก็ดเงิน และรักษาสุขภาพทั่วๆ ไป นอกจากการนำม้าน้ำมาใช้ปรtโยชน์ในแง่ของยาและอาหารแล้ว
ยังมีการนำม้าน้ำมาเลี้ยงเป็นปลาตู้น้ำเค็มด้วย
สู่ความคุ้มครอง ในปัจจุบันม้าน้ำที่มีการซื้อขายกันทั้งเพื่อใช้เป็นยา
และเพื่อใช้ในธุรกิจปลาตู้สวยงามน้ำเค็ม เป็นม้าน้ำที่ได้จากธรรมชาติเกือบทั้งหมด
และเนื่องจากความต้องการใช้ประโยชน์ม้าน้ำเพิ่มขึ้น ทำให้ประเทศต่างๆ
ทั่วโลกมีความวิตกว่าม้าน้ำอาจจะสูญพันธุ์ได้ จึงได้มีการทำข้อตกลงระหว่างประเทศจัดม้าน้ำเข้าสู่อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์
หรือไซเตส (Convention on lnternational Trade in Endangered Species
of Wild Fauna and Flora, CITES) บัญชี 2 (Appendix II) ที่ว่าด้วยชนิดพันธุ์ที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์
คือการทำการค้าต้องอยู่ในความควบคุมหรือจำกัดปริมาณ เพื่อไม่ให้มีผลเสียหายหรือจำนวนประชากรลดลงอย่างรวดเร็วจนใกล้สูญพันธุ์
การเพาะเลี้ยง ในด้านการเพาะเลี้ยงม้าน้ำได้มีหลายหน่วยงานในหลายประเทศทั่วโลก
เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และประเทศไทย
เป็นต้น พยายามที่จะทำการศึกษาและพัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยงม้าน้ำ ซึ่งมีหลายๆ
หน่วยงานสามารถทำได้ในระดับหนึ่ง และมีฟาร์มเกิดขึ้นในหลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นฟาร์มเพาะม้าน้ำสำหรับใช้ในธุรกิจปลาตู้สวยงามน้ำเค็ม
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ทุกฟาร์มจะมีลักษณะการทำฟาร์มที่เปิดให้คนเข้าชมกิจการและเก็บค่าธรรมเนียมเข้าชม
และมีการขายของที่ระลึกเหมือนกับเป็นสถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม แต่กลับมีเฉพาะม้าน้ำเท่านั้น
จึงเป็นที่น่าคิดว่ารายได้หลักของฟาร์มน่าจะได้มาจากการขายม้าน้ำหรือการท่องเที่ยวและขายของที่ระลึก
สำหรับการเพาะเลี้ยงม้าน้ำในประเทศไทย
สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา ได้มีการศึกษาวิจัยมาโดยตลอดตั้งแต่ปี
2526 ซึ่งเป็นการศึกษาเพื่อหาเทคนิคในการเพาะเลี้ยงม้าน้ำในระดับห้องปฏิบัติการ
ซึ่งในปัจจุบันสามารถทำการเพาะเลี้ยงได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังมีอัตราการรอดที่ไม่สูงเพียงพอที่จะนำมาใช้สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงม้าน้ำในเชิงพาณิชย์ได้
แต่อย่างไรก็ตาม ผลของการศึกษาวิจัยทำให้ทีมนักวิทยาศาสตร์มองเห็นปัญหาและแนวทางในการเพิ่มอัตราการรอดของลูกม้าน้ำ
ม้าน้ำที่ทำการเพาะเลี้ยงอยู่ที่สถาบันฯมีทั้งหมดสี่ชนิด
ได้แก่ ม้าน้ำหนาม ม้าน้ำดำ ม้าน้ำสามจุด และม้าน้ำ แคระ ซึ่งจากการศึกษาและสังเกตในห้องปฏิบัติการพบว่า
สามารถสืบพันธุ์ได้ตลอดปี แต่จะมีช่วงสูงสุดประมาณเดือนตุลาคมถึงมีนาคม
งานวิจัยในปัจจุบัน ในปัจจุบันหน่วยวิจัยเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา กำลังทำการวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงม้าน้ำ
โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
ให้ทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงม้าน้ำเป็นระยะเวลาสามปี
(ปี 2546-2548) เป็นจำนวนเงิน 5.8 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งหมดหกโครงการ
เพื่อศึกษาวิจัยทั้งในด้านชีววิทยาพื้นฐานและการเพาะเลี้ยงม้าน้ำ ได้แก่
- อนุกรมวิธานของม้าน้ำในน่านน้ำไทย
- การจำแนกชนิดของม้าน้ำสกุล Hippocampus ด้วยข้อมูลทางพันธุกรรมจากเครื่องหมายดีเอ็นเอ
- การอนุบาลและการเลี้ยงม้าน้ำด้วยอาร์ทีเมีย (Artemia salina)
และโรติเฟอร์ (Brachionus plicatilis) ที่เสริมด้วยสารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง
- การศึกษาพฤติกรรมการจับคู่ผสมพันธุ์ของม้าน้ำและระดับความลึกและอุณหภูมิที่มีผล
ต่อการผสมพันธุ์ของม้าน้ำ
- การตรวจแยกเชื้อแบคทีเรีย และปรสิตที่ก่อให้เกิดโรคในม้าน้ำ
- ลักษณะทางจุลกายวิภาค และจุลกายวิภาคของเนื้อเยื่อที่เป็นโรคของทางเดินอาหาร
ระบบสืบพันธุ์ และระบบขับถ่ายของม้าน้ำ
โดย...
ดร.เสาวภา สวัสดิ์พีระ
อ่านเรื่องราวของพะยูนทั้งหมด พร้อมภาพประกอบได้จากนิตยสาร
UpDATE ฉบับ 211 เมษายน 2548

UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 60 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 720 บาท จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0-2751-5800, 0-2751-4175 โทรสาร 0-2751-5059
E-mail : update@se-ed.com
|