|
สารคดีวิทยาศาสตร์
#210
เอชไอวี
อีกกี่ปีจะสิ้นชื่อ ?
|
20 ปีหลังจากการค้นพบเชื้อเอชไอวี
เราก็ได้ทราบว่าเอชไอวีนี้มีศิลปะชั้นสูงในการหลบหลีกการไล่ล่าจากยาต้านไวรัส
ทำให้โรคเอดส์กลายเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็กำลังมองหาทางที่จะกำจัดไวรัสที่หลบซ่อนอยู่ชนิดตัวต่อตัวเลย
และความพยายามนี้จะเป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหน เราจะตามไปดูกัน
|
ตลอดระยะเวลากว่า
20 ปีที่ผ่านมา แม้เรายังคงไม่สามารถรักษาโรคเอดส์ให้หายขาดไปได้ แต่ก็คงต้อง
ขอบคุณความพยายามของเหล่านักวิจัยที่ทุ่มเท ซึ่งได้ทำให้โรคเอดส์เปลี่ยนโฉมหน้าไปเป็นโรคเรื้อรังที่สามารถควบคุมได้
อย่างน้อยที่สุดก็สำหรับผู้มีกำลังทรัพย์มากพอที่จะจ่ายค่ายาที่มีราคาค่อนข้างสูง
แต่เชื้อเอชไอวีก็เป็นศัตรูที่เลี้ยวลด มันสามารถซ่อนตัวจากยาต้านไวรัสได้ด้วยหลากวิธีการ
เช่น หลบอยู่ในเซลล์ภูมิคุ้มกันบางชนิดที่อยู่ในเลือด ในอวัยวะบางแห่ง
หรือแม้แต่ซ่อนอยู่ในดีเอ็นเอของเรา ความรู้ปัจจุบันเชื่อว่า เราไม่สามารถกำจัดไวรัสให้หมดสิ้นไปจากที่หลบซ่อนเหล่านี้
ดังนั้น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี จึงยังคงต้องกินยาต้านไวรัสไปตลอดชีวิต
แต่ก็มีนักวิจัยบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้
โรเจอร์ โพเมอแรนตซ์ แห่งมหาวิทยาลัยโทมัสเจฟเฟอร์สันที่ฟิลาเดลเฟียก็เป็นคนหนึ่งละ
เขาให้ความเห็นว่า ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมามีความก้าวหน้าอย่างมากในการทำความเข้าใจว่าเชื้อเอชไอวีซ่อนตัวจากยาต้านไวรัสได้อย่างไร
ขณะนี้มีการพัฒนายาใหม่ๆ ที่จะไล่ล่า และทำลายไวรัส รวมทั้งมีกลยุทธ์ใหม่ๆ
ที่จะช่วยค้นหาพวกมันในดีเอ็นเอของผู้ติดเชื้อ โพเมอแรนตซ์บอกว่า
ตอนนี้เรามีข้อมูลมากพอ และเราก็คิดว่าเรารู้จัก ศัตรูของเราเป็นอย่างดีแล้ว
นี่เป็นเรื่องใหญ่ และไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นปุบปับแบบพลิกฝ่ามือ แต่เราก็รุกคืบเข้าไปในทุก
ด้านแล้ว ยี่สิบปีก่อน
เมื่อมีการยืนยันว่าเชื้อไวรัสเอชไอวี คือตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคเอดส์
เราก็ไม่ได้ทราบในทันทีว่าเจ้าไวรัสชนิดนี้เป็นนักซ่อนแอบตัวฉกาจ เราทราบเพียงแต่ว่าคงกำจัดเอชไอวีให้สิ้นซากไม่งายนัก
เอชไอวีบุกรุกเข้าไปในทีเซลล์ชนิดซีดี 4 ซึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่กำจัดไวรัส
และทำลายมัน แต่บางครั้งการทำลายล้างนี้ก็ฟักตัวเงียบอยู่เป็นปี
ในผู้ติดเชื้อที่ไม่ได้รับยาใดๆ เมื่อไวรัสมีจำนวนมากพอ ก็จะเกิดอาการของภูมิคุ้มกันบกพร่อง
และผู้ป่วยก็เป็นตัวแพร่กระจายเชื้อต่อไป อาวุธชนิดแรกที่มาต่อกรกับเอชไอวีเกิดขึ้นเมื่อ
พ.ศ. 2529 ซึ่งก็คือ ยาต้านไวรัสซิโดวูดีน หรือ เอแซดที และตามมาด้วย
ยาต้านไวรัสชนิดยับยั้งเอนไซม์โปรติเอส (โปรติเอส อินฮิบิเทอร์) ในช่วงต้นทศวรรษ
1990 (พ.ศ. 2533) ช่วงกลางทศวรรษเดียวกัน (ประมาณ พ.ศ. 2538) ก็มีการใช้ยาทั้งสองแบบรวมกัน
เรียกกันในชื่อว่า การรักษาแบบ HAART (Highly Active Anti-Retroviral
Therapy) ซึ่งทำให้จำนวนผู้ป่วยโรคเอดส์ในประเทศตะวันตกลดลงอย่างมาก
แม้ว่าวิธีการรักษาแบบ
HAART จะทำให้จำนวนไวรัสในเลือดของผู้ป่วยลดลง จนถึงระดับที่ไม่สามารถตรวจพบได้ในกระแสเลือด
แต่นักวิจัยก็รู้ดีว่า ยังคงมีไวรัสตกค้างอยู่ในร่างกาย เมื่อเอชไอวีเข้าไปในเซลล์
มันจะรวมสารพันธุกรรมทั้งหมดของมันเข้ากับ ดีเอ็นเอของเซลล์ และเริ่มจำลองแบบตัวมันเองเพื่อเพิ่มจำนวนทันที
แต่ในเซลล์บางชนิดอย่าง เมโมรีทีเซลล์ สารพันธุกรรมของไวรัสจะเข้าไปแล้ว
จำศีล อยู่ก่อนสักพัก ต่อมาภายหลัง เช่น ในช่วงที่เมโมรีทีเซลล์ถูกกระตุ้นโดยตัวกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
เจ้าไวรัสก็จะตื่นและเริ่มต้นแบ่งตัวตามไปด้วย แต่เมื่อ
พ.ศ. 2540 คณะวิจัยที่นำทีมโดย เดวิด โฮ จากศูนย์วิจัยโรคเอดส์แอรอนไดมอนด์แห่งนิวยอร์ก
ได้ประกาศแนวคิดว่า ถ้าหากผู้ติดเชื้อได้รับยาแบบ HAART เป็นระยะเวลานานพอ
บางทีพวกเขาอาจหายขาดจากโรคเอดส์เลยก็เป็นได้ ซึ่งจากการคำนวณแล้วคิดว่าคงต้องใช้เวลาประมาณสองถึงสามปี
แต่สังคมก็ชื่นมื่นกับความหวังใหม่นี้ได้ไม่ทันข้ามปี
ก่อนที่จะพบว่าความเชื่อของโฮนั้นผิด มีผู้ป่วยบางรายที่รักษาตัวโดยวิธี
HAART มามากกว่าสามปีแล้วหยุดยา ปรากฏว่าปริมาณเชื้อเอชไอวีในร่างกายก็กลับสูงขึ้นมาอีก
นี่เป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่า ทีมของโฮนั้นประเมินอายุของเซลล์แฝงไวรัสต่ำเกินไป
ดูเหมือนว่าพวกมันจะมีชีวิตอมตะ ทำให้ความหวังที่จะรักษาโรคเอดส์ให้หายนั้นลางเลือนออกไปทุกที
เรื่องนี้สอดคล้องกับสิ่งที่โพเมอแรนตซ์ค้นพบ
กล่าวคือ แม้คนไข้จะได้รับการรักษาโดยวิธี HAART อย่างดี ขนาดไหนก็ตาม
แพทย์ก็ยังคงสามารถตรวจพบร่องรอยของเอชไอวีได้อยู่ดี โดยเฉลี่ยแล้วพบไวรัสในเลือดในระดับ
17 ตัวต่อมิลลิลิตร (ตามปกติถ้ามีไวรัส 50 ตัวต่อมิลลิลิตร ผู้ป่วยก็ไม่มีอาการของโรคให้เห็นแล้ว)
โพเมอแรนตซ์บอกว่า การรักษาแบบ HAART นั้นไม่ได้ล้อมกรอบให้เอชไอวีเหลือกำลังพลน้อยลงแต่อย่างใด
แม้ในคนไข้ที่รักษาตัวอย่างเคร่งครัดที่สุด เจ้าไวรัสก็ยังคงสามารถผลิตลูกหลานได้อยู่นั่นเอง
โดยฝังตัวจำศีลอยู่ในเมโมรีทีเซลล์ พัฒนาตัวเองไปจนสามารถดื้อต่อยา
และยังคงทำลายล้างระบบภูมิคุ้มกันของผู้ติดเชื้อต่อไป ถ้าจะถามว่าไวรัสมาจากไหน?
ก็คงจะได้คำตอบว่า แหล่งใหญ่ของไวรัสก็คือเซลล์ภูมิคุ้มกันที่อยู่ในเลือดของผู้ติดเชื้อนั่นเอง
ยาต้านไวรัสนั้นพัฒนาขึ้นจากแนวคิดที่ว่า ยาจะจับกับเซลล์ที่มีการแบ่งตัวเท่านั้น
ทั้งนี้เนื่องจากยาหลายๆ ชนิดไม่สามารถผ่านเข้าสู่ภายในเซลล์ได้ พวกมันต้องอาศัยเอนไซม์ที่อยู่ในเซลล์
ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของยาให้พร้อมที่จะ ทำงาน ซึ่งในบางครั้งก็ต้องการกระบวนการกระตุ้นยามากกว่าหนึ่งขั้นตอน
ด้วยซ้ำ แต่ทีเซลล์ชนิดซีดี
4 นั้นสามารถอยู่ในภาวะหยุดนิ่ง ไม่มีการแบ่งตัวได้ และเมื่อไม่มีการแบ่งตัว
ไวรัสที่อยู่ข้างในเซลล์เหล่านี้ก็จะยังคงหลับสบายไม่ถูกกำจัดไปด้วยเช่นกัน
จากการทดลองกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มจำนวนของ เอชไอวีอย่างรวดเร็วก็พบว่า
มีทีเซลล์มากถึง 85 เปอร์เซ็นต์ทีเดียวที่ไม่แบ่งตัว ทำให้มีการตั้งสมมติฐานว่า
ทีเซลล์ที่ไม่มีการแบ่งตัวเหล่านี้ มีระดับเอนไซม์ที่ใช้ในการกระตุ้นยาอยู่ต่ำกว่าปกติ
ทำให้ทีเซลล์เหล่านี้กลายเป็นสวรรค์สำหรับเอชไอวีไปโดยปริยาย ถ้ามองในแง่ดี
จากข้อเท็จจริงที่ว่า การรักษาแบบ HAART ไม่สามารถที่จะกำจัดเอชไอวีให้หมดไปได้จริง
ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ดีก็ได้ ที่บรรดานักวิจัยทั้งหลายจะต้องมาทบทวนถึงวิธีการกำจัดเอชไอวีกันใหม่
ซึ่งอาจทำให้เกิดการพัฒนายาตัวใหม่ๆ อย่างในตอนนี้ที่บรรดาบริษัทยาทั้งหลาย
กำลังมุ่งเป้าพัฒนายาต้านไวรัสชนิดใหม่ที่สามารถผ่านเข้าสู่เซลล์ได้ง่ายขึ้น
ลดขั้นตอนการกระตุ้นจากเอนไซม์ในเซลล์ หรือหันไปโจมที่จุดอื่นๆ ในกระบวนการแบ่งตัวของไวรัส
และแม้ว่าการสร้างยาเหล่านี้จะเป็นเพียงตัวเลือกใหม่ๆ ให้แก่ผู้ป่วยที่ไวรัสดื้อยาไปแล้ว
แต่มันก็อาจกลายมาเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการรักษาแบบ HAART ในอนาคต
ที่สามารถกำจัดเอชไอวีได้สิ้นซากจริงๆ ยาตัวแรกที่คิดว่าน่าจะใช้ได้
เช่น ยาฟิวซ์ออน (Fuzeon) ซึ่งเป็นยับยั้งไม่ให้เอชไอวีเข้าไปในเซลล์
ยานี้จะมีผลที่ผิวด้านนอกเซลล์ ทำให้เอชไอวีไม่สามารถเจาะเข้าไปในเซลล์ใหม่
วิธีนี้จะแก้ปัญหาเซลล์มีเอนไซม์ต่ำให้หมดไปได้ นอกจากในเซลล์ภูมิคุ้มกันแล้ว
ที่หลบภัยอันอบอุ่นของเชื้อเอชไอวีอยู่ในเซลล์อื่นๆ อีก เช่น เซลล์ไมโครไกลอัลของสมอง
(microglial cell) อันเป็นเซลล์ที่เส้นเลือดไปหล่อเลี้ยงไม่ถึง กลายเป็นกำแพงกั้นหลอดเลือดในสมองไปโดยปริยาย
ทำให้ยาไม่สามารถ เข้าไปยังเนื้อเยื่อในบริเวณนี้ได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยเอดส์บางรายมีอาการทางระบบประสาท
ซึ่งอาการนี้อาจเกิดขึ้นได้แม้ว่าจะมีไวรัสในเลือดเพียงเล็กน้อย ทำให้เซลล์สมองชนิดนี้ก็เป็นแหล่งพักพิงอันปลอดภัยอีกแหล่งของเอชไอวี
แต่เราก็คงจะสบายใจขึ้นหากทราบว่า
ตอนนี้นักวิจัยด้านระบบประสาทก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขากำลังพยายามหาทางทำให้ยาผ่านกำแพงกั้นหลอดเลือดในสมองไปให้ได้
ซึ่งคาดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้คงจะเกิดความคืบหน้าขึ้นในอีกหลายๆ
ด้าน วิธีการอันหนึ่งที่คาดว่าน่าจะได้ผลก็คือ
บรรจุยาเข้าไปในไลโพโซม ซึ่งมีลักษณะเป็นทรงกลมจิ๋ว จากนั้นจะติดไลโพโซมเข้ากับแอนติบอดี
ซึ่งเป็นแอนติบอดีที่สามารถจับกับเซลล์เยื่อ บุโพรงที่ประกอบกันเป็นหลอดเลือดสมอง
การเกาะติดนี้จะทำให้เกิดการถ่ายเทยาจากไลโพโซมเข้าสู่เซลล์สมองได้ง่ายขึ้น
แหล่งหลบภัยของเอชไอวีอีกแหล่งหนึ่งคือในระบบสืบพันธุ์ของเพศชาย
จากการรักษาด้วยวิธี HAART นั้นพบว่า ยังคงตรวจพบเอชไอวีใน น้ำกามของผู้ป่วย
แม้ว่าจะไม่พบเชื้อในเลือดแล้วก็ตาม ตอนนี้เรายังไม่ทราบแหล่งกบดานที่แน่นอนของเอชไอวีในส่วนนี้
แต่อีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราคงได้ คำตอบจากงานวิจัยของ แอนเจลา คาชูบา
แห่งมาหาวิทยานอร์ทแคโรไลนา ที่ชาเพลฮิลล์ ที่จะทำให้ทราบว่า ยาต้านไวรัสตัวใดที่ช่วยลดปริมาณไวรัสใน
น้ำกามได้ดีที่สุด ขณะนี้เธอพบว่าใน น้ำกามมียาต้านไวรัสบางชนิดอยู่ในปริมาณสูง
ซึ่งหมายความว่า เซลล์ภูมิคุ้มกันในระบบสืบพันธุ์กระตุ้นการทำงานของยานั้นได้ไม่ดีนัก
ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการขาดเอนไซม์ที่จำเป็นก็เป็นได้ และไม่ใช่แค่สมองและระบบสืบพันธุ์
ของผู้ชายเท่านั้นที่จะเป็นที่กำบังอันปลอดภัยของเอชไอวี ระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง
และต่อมน้ำเหลืองก็ไม่น้อยหน้า แต่ตอนนี้ก็มีการพัฒนายาที่จะใช้กับบริเวณเหล่านี้แล้วเช่นกัน
แม้ว่านักวิจัยจะยังคงไม่คาดหวังว่าจะกำจัด เอชไอวีได้หมด แต่พวกเขาก็คงจะได้ความรู้มากขึ้นเกี่ยวกับการกำจัดไวรัส
เอชไอวีจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย
เอกซเรย์ทุกตารางนิ้ว
ขจัดสิ้น เอชไอวี ถ้าเราสมมุติว่า
ไวรัสเดนตายที่จะเหลือรอดเป็นกลุ่มสุดท้ายก็คือ ไวรัสที่อยู่ในเมโมรีทีเซลล์
ถึงตอนนี้บรรดานักวิจัยก็ไม่ต้องการรอให้เซลล์เหล่านั้นแก่ตายไปเอง
ขณะนี้มีหน่วยวิจัยหลายหน่วยที่กำลังทำงานเพื่อหาทางทำลายเซลล์ที่กำลังจำศีลเหล่านี้อยู่ยุทธศาสตร์หนึ่งที่คิดกันก็คือ
ใช้สารเคมีปลุกให้เซลล์ตื่นขึ้น เหนี่ยวนำให้มีการแบ่งตัว แล้วฆ่ามันซะ
จากการศึกษาในสัตว์ทดลองที่ตัดต่อยีนภูมิ คุ้มกันของมนุษย์เข้าไปก็พบว่า
มีสารที่เกี่ยวข้องกับการเติบโต (growth facter) ที่สกัดมาจากพืชที่ชื่อ
โพรสเตรทิน (prostratin) สามารถปลุก เมโมรีทีเซลล์ให้ตื่นได้ นอกจากนี้นักวิจัยยังสร้างสารพิษที่สามารถหาตำแหน่ง
และทำลายเซลล์ที่ถูกกระตุ้นขึ้นมาได้ จากรายงานนั้นระบุว่าสามารถทำลาย
เมโมรีทีเซลล์ได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ นี่อาจนำไปสู่การกำจัดไวรัสให้ได้ทั้งหมด
ซึ่งแม้ว่ากระบวนการเหล่านี้จะค่อนข้างซับซ้อน แต่มันก็ใกล้ที่จะเป็นความจริงเข้ามาทุกขณะ
แต่ถึงแม้ว่าจะมีช่องทางในการกำจัดไวรัสอยู่หลายช่องทางให้พัฒนาต่อไป
แต่นักวิจัยบางส่วนก็ยังคงสงสัยว่า มันจะนำไปสู่การรักษาโรคเอดส์ในภายภาคหน้าได้จริงหรือ?
โรเบิร์ต แกลโล นักวิจัยคนดังผู้คร่ำหวอดกับ เอชไอวีมาตั้งแต่ต้นบอกว่า
เขาคงไม่ได้เห็นผลสำเร็จของการรักษาโรคเอดส์ในช่วงชีวิตของเขาเป็นแน่
ส่วนเดวิด โฮ นั้นก็ให้ความเห็นอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ว่า มันไม่ถูกต้องแน่ๆ
ครับ ที่จะมองโลกในแง่บวกอย่างเก๊ๆ แล้วสร้างความหวังขึ้นมา แต่มันก็ไม่ถูกอีกเหมือนกัน
ที่จะมองโลกในแง่ลบจนเกินไป แต่โพเมอแรนตซ์คิดว่าเขามาถูกทางแล้ว
เขายังคงเดินหน้ารักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการ HAART ต่อไปเพื่อกำจัดไวรัสในเลือด
รวมทั้งให้ยาที่สามารถเข้าไปยังที่หลบซ่อนไวรัส และให้ยาที่กระตุ้นและทำลายไวรัสในดีเอ็นเอของผู้ป่วย
เขากล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า วงการแพทย์นั้นหาวิธีรักษาโรคหัวใจมาเป็นเวลากว่าร้อยปีแล้ว
และไม่เห็นมีใครมาบอกให้เลิก แล้วทำไมเราต้องเลิกหาทางรักษาโรคร้ายที่เกิดจากไวรัสเอชไอวีด้วยล่ะ
แปลและเรียบเรียงจาก Nowhere to hide, New Scientist, 3 April 2004
โดย... คาลลิสโต
พบกับเรื่องนี้ได้ที่ : http://update.se-ed.com/210/hiv.htm

UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 60 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 720 บาท จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0 2739 8111 โทรสาร 0 2751 5059
E-mail : update@se-ed.com
|