|
สารคดีวิทยาศาสตร์
#207
ประสบการณ์เยาวชนไทยในเวทีวิทยาศาสตร์นานาชาติ
|
ประสบการณ์ของสองเยาวชนไทย ในเวทีประชุมยุวชนวิทยาศาสตร์นานาชาติที่ลอนดอน
ประเทศอังกฤษ
|
ช่วงเวลาระหว่างวันที่
28 กรกฎาคมถึง 11 สิงหาคม 2547 ที่ผ่านมา ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
มีการจัดงาน London International Youth Science
Forum 2004 (LIYSF 2004) โดยในงานนี้ มีเยาวชนเข้าร่วม 250
คน จากเกือบ 60 ประเทศทั่วโลก และสองคนในจำนวนนี้เป็นเยาวชนจากประเทศไทย
กิจกรรมในการประชุมนี้ประกอบด้วยการบรรยายโดยนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำการสัมมนาและอภิปรายในประเด็นทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่สนใจ
การเยี่ยมชมบริษัทวิจัยและอุตสาหกรรม การเยี่ยมชมหน่วยงานด้านวิจัย
การเยี่ยมชมศูนย์วิจัยของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และเคมบริดจ์ การเยี่ยมชมพิพิภัณฑ์วิทยาศาสตร์
พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาและ การเยี่ยมชมสถานที่สำคัญบางแห่ง เช่น สโตนเฮนจ์
ซาลิสบิวรี พระราชวังวินด์เซอร์ แฮมตันคอร์ต รวมทั้งมีกิจกรรม สร้างความสัมพันธ์
และการร้องเพลงเป็นภาษาประจำชาติ ระยะเวลาสองสัปดาห์ที่เยาวชนจากทั่วโลกได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
เหมือนกับเป็นชุมชนนานาชาติ เป็นโอกาสให้มีการสร้างความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์
ความคิด ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของผู้จัด ที่ต้องการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้รับความรู้และได้สัมผัสกับโลกวิทยาศาสตร์อย่างใกล้ชิดและเห็นประโยชน์ของ
วิทยาศาสตร์ ที่มีต่อมวลมนุษยชาติ
|
 นาย
ภูวดล ธนเกียรติไกร และ
นางสาว พีร์ดา จิตนุยานนท์
|
สำหรับผู้แทนเยาวชนไทยสอง
คน ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ได้แก่ นาย
ภูวดล ธนเกียรติไกร และ นางสาว พีร์ดา
จิตนุยานนท์ ซึ่งผ่าน การ คัดเลือกจากเวที Young
Thai Science Ambassador Award ที่บริติชเคานซิล ประเทศไทย
เป็นผู้ให้การสนับสนุน ทีมงาน Update มีโอกาส ได้พูดคุยกับเยาวชนทั้งสอง
และขอนำประสบการณ์ของทั้งคู่ถ่ายทอดไว้ ณ ที่นี้ เริ่มต้นกันที่เหตุจูงใจที่ทำให้เยาวชนทั้งสองสมัครเข้าร่วมโครงการ
Young Thai Science Ambassador Award ภูวดล หรือ ไอซ์ บอกว่า ผมทำกิจกรรมคณะครับ
ก็ สนิทกับพี่ที่ออฟฟิศคณะ เขาก็ชวนให้สมัคร เราก็ เอ้า! ลองดู ตอนที่สมัครก็ไม่คิดว่าจะได้
ปรากฏว่าได้ขึ้นมา ก็เออ! ได้ไปอังกฤษด้วย ส่วนพีร์ดา หรือ พี บอกว่า
ตอนแรกก็ไม่ทราบหรอกค่ะ น้าโทรมาบอกให้สมัคร แล้วตัวเองก็ชอบภาษาอังกฤษอยู่แล้ว
ก็เลยสมัครมา ลองดูค่ะ ไม่หวังว่าจะได้ไป แต่ก็คิดว่าอย่างน้อยเราก็ได้ไปร่วม
กิจกรรมกับคนเยอะๆ มีความรู้ มีหลายทัศนะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
เจอคนมากขึ้น ก็คิดแค่นี้ และเมื่อได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนเยาวชนไทยไปลอนดอนขึ้นมาจริงๆ
ภูวดลบอกว่า ไม่ได้เตรียมตัวอะไร มากนัก เนื่องจากต้องสอบปลายภาค เขาบอกว่า
เขาก็ไม่ได้บอกว่าเราจะต้องไปทำอะไรก็คิดว่าความรู้เราก็คงโอเค ตอนอ่านโบรชัวร์ก็คิดว่าน่าจะ
ซีเรียสนิดหน่อย เพราะเห็นมีทั้งบรรยาย มีทั้งเยี่ยมชม แต่ปรากฏว่าไปแล้วก็
สบายใจ ส่วน พีร์ดานั้นเตรียมตัวพอสมควร ก็พยายาม อ่านเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ค่ะ
อ่าน Update แล้วก็ฝึกภาษาอังกฤษ แต่พอไปถึงจริงๆ เขาก็ไม่ได้เน้นอันนี้
พอไปถึงก็ไม่ใช่ว่าจะมานั่งล้อมวงแล้วก็พูดๆ นะคะ ส่วนใหญ่เขาจะให้เราฟังบรรยาย
พอจบสุดท้ายก็ยกมือถามนิดๆ หน่อยๆ ก็ผิดคาดเหมือนกันค่ะ
|

|
โดยหลักๆ แล้วกิจกรรมของ
LIYSF จะมีทั้งการบรรยาย การเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ และมีกิจกรรมสังสรรค์ระหว่างผู้เข้าร่วมการประชุมด้วยกัน
ซึ่งภูวดล ให้ความเห็นว่า ผมว่าเขาจัดกิจกรรมหลวมๆ อย่างบรรยายตอนเช้าจะเสร็จประมาณสิบเอ็ดโมงครึ่ง
ตอนบ่ายเริ่มประมาณบ่ายสองโมง ก็จะมีช่วงว่างเยอะ บางวันก็มีบรรยายแค่ช่วงเช้าเท่านั้น
ช่วงเย็นเรา ก็ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ โปรแกรมจะไม่แน่นมาก ก็มีเวลาว่างพอที่จะไปเที่ยวของเราเองได้ด้วย
สองสามวันแรกเป็นบรรยายแล้วก็จะเที่ยว สลับกันไปเรื่อย ผู้ที่มาบรรยายให้เยาวชนได้ฟัง
จะเป็นนักวิจัย หรือนักวิทยาศาสตร์คนดังๆ โดยมีหัวข้อหลักประมาณสิบเรื่อง
นอกนั้นเป็นบรรยายย่อยๆ ให้ เลือกฟังได้ตามความชอบของแต่ละ คน ภูวดลเสริมด้วยว่า
คนที่มาบรรยายบางคนก็เคยมาเข้าร่วมฟอรัมในปีก่อนๆ ทำให้เรารู้สึกว่า
เฮ้ย! อีก สัก 5 ปี เราก็อยากกลับไปเป็คนพูดเหมือนกันนะ (ยิ้ม)
มีคนนึง เขาเคยมาเมื่อปี 96 ตอนนี้ก็ทำวิจัยเกี่ยวกับปลูกถ่ายอวัยวะ
เมื่อก่อนเขาสนใจ มาฟอรัมนี้ พอจบมหาวิทยาลัยก็ทำปริญญาเอกด้านนี้ด้วย
ทางผู้จัดก็ไปเชิญเขามา ภูวดลเล่าให้ฟังต่ออีกว่า การบรรยายก็จะมีหลายด้าน
เช่น สิ่งแวดล้อมโลก เคมีและชีวิต ฟิสิกส์ ธุรกิจ คณิตศาสตร์
ก็แปลกใจเหมือนกันที่มีหัวข้อทางด้านธุรกิจด้วย ซึ่งจะเป็นหัวข้อ The
physics of making money เขาก็มาพูดเรื่องการทำเงินจากงานวิจัย อีกหัวข้อหนึ่งที่แปลกก็คือ
Serendipity เหมือนชื่อหนังเลย แปลว่า ความบังเอิญ ก็จะพูดในทำนองว่า
ความบังเอิญในชีวิตของนักวิจัยที่อาจทำให้เรากลายเป็นคนดัง และกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่
ประสบความสำเร็จ ก็ขึ้นกับความ บังเอิญด้วยครับ แล้วก็จะมีสองคืนที่
เป็นหัวข้อให้ผู้เข้าร่วมฟอรัมได้นำเสนอ ผลงาน ซึ่งก็แล้วแต่ว่า ใครจะพูดหรือ
ไม่ก็ได้ กิจกรรมฟังบรรยายหลักนั้น
ภูวดลกับพีร์ดาจะเข้าฟังเหมือนกัน ยกเว้นแต่ตอนหัวข้อย่อยที่ความสนใจ
ของสองเยาวชนไทยจะแตกต่าง ฝ่ายชายเลือกฟังหัวข้อด้านชีววิทยาเป็นหลัก
ในขณะที่ฝ่ายหญิงก็เลือกฟังเรื่องที่เธอสนใจ เช่น ผลิตภัณฑ์ยาจากใต้ทะเล
การทำเลสิก และเรื่องที่เกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์ เป็นต้น วัตถุประสงค์หลักของการประชุมที่จัดขึ้นนี้ก็เพื่อเป็นการเปิดโลก
ทัศน์แก่เยาวชนให้ได้มาสัมผัสถึงความก้าวหน้าในโลกวิทยาศาสตร์ ซึ่งประสบการณ์ตลอดสองสัปดาห์ที่เยาวชนไทยทั้งสองคนได้รับนั้นเป็นสิ่งที่มี
คุณค่าอย่างมาก สำหรับภูวดล เขาบอก ถึงสิ่งที่เขาประทับใจว่าประทับใจพี่ๆโครงการครับที่ช่วยเหลือทุกอย่างแล้วก็สนุกตรงได้เจอเพื่อนใหม่
การ บรรยายก็เหมือนเราเรียนแล้วได้ความรู้ แต่การ ที่เราจะได้เจอกับคนที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ของแต่ละประเทศ
ก็มีเรื่องคุยเยอะ เราก็ได้เรียนรู้สังคม ส่วน พีร์ดาบอกว่า ที่ประทับใจก็คือ
เขาสอนให้รู้จักช่วยตัวเองค่ะ ไปไหนเอง แสดงความคิดเห็นได้เต็มที่
อย่างบ้านเราถ้าเป็นเด็กมัธยมปลาย ก็จะต้องมีคนคุม คอยเช็ค อันนี้เขาก็ปล่อยเรา
เรื่องที่เขาคุยกันก็จะเป็นเรื่องใหม่ แปลกใหม่ ทัน สมัยมาก หรือบางเรื่องถึงแม้ว่าเราจะรู้อยู่แล้ว
เขาก็เสนอใน แง่มุมที่แปลก เป็นอีกด้านที่เราไม่เคยมองหรือเขาใช้เครื่องมือที่ทันสมัย
และเปิดโอกาสให้เราแสดงความคิดเห็น จากเรื่องของการประชุม
เราก็หันมา คุยเรื่องการเรียนของทั้งคู่กันดูบ้าง ปัจจุบันภูวดลเรียนอยู่ที่วิทยาลัย
นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งสาขา ที่เรียนนั้นมีวิชาด้านชีววิทยา
ซึ่งเป็นสาขาที่เขาสนใจอยู่ และก็ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับสาขาที่เรียนให้เราฟัง
เรียนปีสามแล้วครับ คณะ Biomedical Sciencesเป็นคณะย่อยของมหิดล นานาชาติ
เรียกว่าเป็นวิทยาศาสตร์ชีวภาพการแพทย์ หลักสูตร 4 ปี จบ แล้วก็คงต้องต่อโทครับ
คณะนี้ถ้าจบแล้วอยากต่อแพทย์ก็ต่อได้แต่ในประเทศไทยไม่สนับสนุน อันนี้เหมือน
เรียนปรีคลินิกของต่างประเทศหรือไปเรียนหมอต่อต่างประเทศได้ ถ้าต่อโท
ก็จะต่อสายวิทย์ที่เป็นชีววิทยาหรือ การแพทย์ได้ทุกสาขา เพราะจะเหมือน
กับเรียนปูพื้นของพวกนี้ทั้งหมด เรามีเรียนผ่าศพเหมือนนักเรียนแพทย์ด้วยครับใครชอบแบบไหน
ก็ไปต่อโทตามสาขาที่ต้องการ ที่เลือกเรียนสาขานี้ก็เพราะชอบชีวะ ชอบอะไรที่เกี่ยวกับ
มนุษย์ครับ ตอนแรกคิดว่าอาจจะไปเรียนหมอ แต่ไปๆ มาๆ ก็ไม่อยากเป็นหมอแล้ว
อยากทำวิจัยมากกว่า ส่วนพีร์ดานั้นเรียนอยู่ปีที่สามคณะ
วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาขา ชีวเคมีและชีวเคมีเทคโนโลยี
ซึ่ง เป็นสาขาที่เธอชอบเช่นกัน สาขานี้ค่อน ข้างกว้างค่ะ ไม่ได้เจาะลึกไปทีเดียว
สามารถไปต่อได้หลายทาง เช่น อาหาร ยา เครื่องสำอาง แล้วก็อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับร่างกายมนุษย์
พอเรียนจบแล้วก็อยากทำงานสักปี แล้วค่อยต่อโท อยากทำงานเกี่ยวกับยา
เครื่องสำอาง หรือค้นคว้าสมุนไพรค่ะ และสุดท้ายที่เราถามคือสิ่งที่ทั้งคู่อยากจะฝากไว้สำหรับผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ในปีต่อไป
ขอให้ มั่นใจในตัวเองครับ นี่สำคัญที่สุด ภูวดลบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นที่บ่งบอกถึงความมั่นใจอย่างเต็มที่
ส่วนพีร์ดาบอกว่า ทุกคนต้องเป็นคนที่มีความรู้กว้าง รู้รอบๆ ตัว อย่ารู้เพียงด้านใดด้านหนึ่ง
ลองหาหนังสือมาอ่าน สนใจ ช่างสังเกต และที่สำคัญมากๆ (เน้น) ก็คือกล้าแสดงออกค่ะ
และในปีหน้า ก็คงจะมีเยาวชนไทยอีกสอง คน ที่ได้มีโอกาสไปยืนอยู่ในเวทีการประชุม
LIYSF ทีลอนดอนอีกครั้ง หนึ่งในสองคนนั้นอาจเป็นใครก็ได้ที่มีความสนใจในวิทยาศาสตร์
ไม่แน่นะว่า เขาหรือเธอคนนั้น อาจเป็นคุณก็ได้...ใครจะรู้
โดย... กองบรรณาธิการ
พบกับเรื่องนี้ได้ที่ : http://update.se-ed.com/207/youth.htm

UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 60 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 720 บาท จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0-2751-5800, 0-2751-4175 โทรสาร 0-2751-5059
E-mail : update@se-ed.com
|