|
สารคดีวิทยาศาสตร์
#207
รางวัลโนเบลสาขาวิทยาศาสตร์
2004
|
อีกครั้งกับการเชิดชูเกียรตินักวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ
ของโลก ด้วยการมอบรางวัลโนเบลสาขาวิทยาศาสตร์ ประจำปี
2004
|
นักฟิสิกส์ผู้ไขแรงแห่งควาร์ก
ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปีนี้เป็นชาวอเมริกันทั้งสามท่าน
ได้แก่ ศาสตราจารย์เดวิด กรอสส์ จากสถาบันฟิสิกส์ทฤษฎีคาฟลี
มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย ซานตาบาร์บารา, ศาสตราจารย์เดวิด
โพลิตเซอร์ จาก ภาควิชาฟิสิกส์ สถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย
(คาลเท็ค) พาซาดีนา และ ศาสตราจาย์แฟรงก์ วิลซ์เซ็ก
จาก ภาควิชาฟิสิกส์ สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตต์ (เอ็มไอที) แคมบริดจ์
อนุภาคพื้นฐานที่เล็กที่สุดในธรรมชาติคืออนุภาคอะไร?
และอนุภาคเหล่านี้ก่อตัวกันเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเราได้อย่างไร?
ในธรรมชาติมีแรงอะไรมากระทำ? และพวกมันทำอย่างไร? นักฟิสิกส์ทฤษฎีทั้งสามศึกษาเรื่องพื้นฐานของปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น
อันเป็นปัญหาที่นักฟิสิกส์พยายามหาคำตอบมาตลอดศตวรรษที่ 20 และยังคงเป็นปัญหาท้าทายทั้งนักฟิสิกส์ทฤษฎีและนักฟิสิกส์ทดลองที่ยังคงทำงานอยู่กับเครื่องเร่งอนุภาคหลักๆ
หลายแห่งทั่วโลกในขณะนี้
|
 ศาสตราจารย์เดวิด
กรอสส
|
 ศาสตราจารย์เดวิด
โพลิตเซอร์
|
 ศาสตราจาย์แฟรงก์
วิลซ์เซ็ก
|
นักฟิสิกส์ทั้งสามได้สร้างทฤษฎีเกี่ยวกับแรงนิวเคลียร์ชนิดรุนแรง
(strong force) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า แรงมีสี (colour force)
แรงชนิดรุนแรงนี้เป็นแรงหลักแรงหนึ่งในนิวเคลียสของอะตอม เป็นแรงที่กระทำระหว่างอนุภาคควาร์กที่อยู่ภายในโปรตอนและนิวตรอน
สิ่งที่ทั้งสามท่านทำก็คือ การใช้สมการทางคณิตศาสตร์แสดงให้เห็นว่า
ยิ่งควาร์กแต่ละตัวเข้าใกล้กันมากเท่าไร แรงดึงดูดระหว่างกันก็ยิ่งอ่อนลง
และเมื่อควาร์กเข้ามาใกล้กันมากที่สุด แรงนี้ก็จะอ่อนมาก จนทำให้อนุภาคควาร์กมีพฤติกรรมเหมือนอนุภาคอิสระ
ไม่มีแรงอะไรมากระทำเลย เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า asymptotic freedom
ในทาง กลับกัน เมื่อควาร์กเคลื่อนตัวออกห่างจากกัน แรงดึงดูดระหว่างกันก็ยิ่งมากขึ้น
ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนก็ขอให้เรานึกถึงหนังสติ๊ก เวลาที่เรายืดวงยางออกไป
เรายิ่งรู้สึกว่ามีแรงดึงมากขึ้น ฉันใดก็ฉันนั้น แนวคิดนี้แสดงไว้ในสมการคณิตศาสตร์ที่เรียบง่ายเมื่อ
พ.ศ. 2516 ทำให้ทฤษฎีควอนตัมโครโมไดนามิกส์ (Quantum ChromoDynamics,
QCD) มีความสมบูรณ์ ทฤษฎีนี้มีส่วนสำคัญอย่างมากในแบบจำลองมาตรฐาน
(Standard Model) อันเป็นทฤษฎีที่อธิบายว่าแรงทางฟิสิกส์นั้นเชื่อมโยงกันด้วยแรงแม่เหล็กไฟฟ้า
(กระทำระหว่างอนุภาคที่มีประจุ) แรงชนิดอ่อน (มีความสำคัญในการสร้างพลังงานของดวงอาทิตย์)
และแรงชนิดรุนแรง (ที่กระทำระหว่างควาร์ก) ด้วยทฤษฎี QCD นักฟิสิกส์สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดควาร์กจึงมีพฤติกรรมเหมือนอนุภาคอิสระได้เมื่ออยู่ในที่ที่มีพลังงานสูงมากๆ
ในโปรตอนและนิวตรอน ควาร์กมักอยู่ในรูปของสามอนุภาครวมกันเสมอ
การค้นพบของนักฟิสิกส์ทั้งสามช่วยให้วงการฟิสิกส์ก้าวเข้าไปใกล้ความฝันอันยิ่งใหญ่ของวงการอีกก้าว
นั่นคือการสร้างทฤษฎีเอกภาพ ที่รวมแรงทุกแรงไว้ด้วยกัน จนกลายเป็น
ทฤษฎีของสรรพสิ่ง (Theory of Everything) ในที่สุด
กลไกนาสิกสัมผัส
คว้ารางวัล โนเบลสาขาการแพทย์ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์
เป็นนักวิทยาศาสตร์จากสหรัฐอเมริกาสองท่าน คือ ศาสตราจารย์
ริชาร์ด แอ็กเซล จากสถาบันการแพทย์โฮเวิร์ดฮิวจส์ และ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย
นิวยอร์ก และ ศาสตราจารย์ลินดา บี. บัค
จากศูนย์วิจัยมะเร็งเฟรดฮัตชินสัน ซีแอตเทิล
|
 ศาสตราจารย์
ริชาร์ด แอ็กเซล
|
 ศาสตราจารย์ลินดา
บี. บัค
|
ประสาทสัมผัสเกี่ยวกับการรับกลิ่นนั้นเป็นปริศนาที่มีความลึกลับมานานแสนนาน
ก่อนหน้านี้เรายังคง เข้าใจหลักการพื้นฐานของการจดจำกลิ่นต่างๆ
กว่าหนึ่งหมื่นกลิ่นได้ไม่ดีนัก แต่การค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์-สรีรวิทยา
ประจำปีนี้ก็ทำให้เราเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น ทั้งคู่เป็นผู้บุกเบิกการศึกษาว่าประสาทสัมผัสด้านการรับกลิ่นของคนเราทำงานอย่างไร
พวกเขาได้ค้นพบกลุ่มของยีนกลุ่มใหญ่ ที่มียีนอยู่ประมาณหนึ่งพันยีน
(ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ของยีนทั้งหมด) ว่าเป็นต้นกำเนิดตัวรับกลิ่นชนิดต่างๆ
โดยตัวรับกลิ่นเหล่านี้อยู่ในอวัยวะรับกลิ่น ซึ่งอยู่บริเวณตอนบนของเยื่อบุโพรงจมูก
และคอยตรวจจับโมเลกุลกลิ่นที่จมูกสูดดมเข้าไป เซลล์รับกลิ่นแต่ละเซลล์จะมีตัวรับกลิ่น
(recepter) เพียงหนึ่งชนิดเท่านั้น และตัวรับกลิ่นแต่ละตัวก็สามารถตรวจจับสารให้กลิ่นได้เพียงไม่กี่ชนิด
ดังนั้นเซลล์รับกลิ่นของมนุษย์เราจึงมีความจำเพาะต่อกลิ่นใดกลิ่นหนึ่ง
เซลล์ เหล่านี้จะส่งสัญญาณประสาท ตรงไปยัง ส่วนเฉพาะที่เรียกว่า โกลเมอรูไล
(glomeruli) ซึ่งอยู่ในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดมกลิ่น (olfactory
bulb) เซลล์รับกลิ่นที่มีตัวรับกลิ่นชนิดเดียวกันก็จะส่งสัญญาณไปที่โกลเมอรูลัส
(เป็นคำเอกพจน์) อันเดิมเสมอ และจากส่วนเล็กๆ ในสมองส่วนการดมกลิ่นนี้
ก็จะมีการส่งข้อมูลต่อไปยังส่วนอื่นๆ ของสมอง ซึ่งข้อมูลจากเซลล์รับกลิ่นตัวอื่นๆ
จะมารวมกัน ประมวลแบบแผน ทำให้เราจำได้ว่ากลิ่นที่ได้ดมนั้นเป็นกลิ่นอะไรกันแน่
นักวิทยาศาสตร์ทั้งสองท่านได้ศึกษาวิจัยและตีพิมพ์ผลงานร่วมกันเมื่อ
พ.ศ. 2534 ซึ่งได้อธิบายว่ามียีน กลุ่มใหญ่ประมาณ 1,000 ยีนที่ควบคุมการทำงานของตัวรับกลิ่น
การศึกษานี้ได้ทำให้เกิดความเข้าใจการทำงานของระบบรับกลิ่นของมนุษย์เราลึกซึ้งถึงระดับโมเลกุลเลยทีเดียว
ประสาทรับกลิ่นนั้นมีความสำคัญกับมนุษย์เราเป็นอย่างมาก
กลิ่นจะเป็นตัวบ่งบอกถึงรสชาติและคุณภาพของ สิ่งต่างๆ ได้ กลิ่นใดกลิ่นหนึ่งก็สามารถกระตุ้นเตือนความทรงจำเมื่อวัยเด็กของเราได้
หรือกระตุ้นให้เรานึกถึงอารมณ์ต่างๆ ทั้งในทางบวกและทางลบ ยกตัวอย่างเช่น
กลิ่นเหม็นบูด ทำให้เราทราบว่าไม่ควรรับประทานอาหารจานนั้น หากเราไม่ได้กลิ่นอะไรเลยก็ถือว่าเป็นความเสียเปรียบอย่างใหญ่
หลวง บางทีอาจนำอันตรายมาให้ด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น เราคงตกอยู่ในอันตรายเป็นแน่หากเราไม่ได้กลิ่นควันเมื่อเกิดเพลิงไหม้
จะว่าไปแล้วระบบการรับกลิ่นนั้นสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด
ทุกชีวิตมีความสามารถในการตรวจจับและระบุชนิดของสารเคมีต่างๆ ที่อยู่รอบตัว
มันเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเอาชีวิตรอด ซึ่งสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะมีจำนวนเซลล์รับกลิ่นไม่เท่ากัน
อย่างเช่น หนูมีตัวรับกลิ่นอยู่ประมาณหนึ่งพันอัน คนจะมีตัวรับกลิ่นน้อยกว่าหนู
ส่วนปลาก็มีตัวรับกลิ่นเหมือนกันแต่มีในปริมาณน้อยมาก เป็นต้น
จูบมรณะของเซลล์ได้โนเบลสาขาเคมี
ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีประจำปีนี้ได้แก่
นักวิทยาศาสตร์ชาวอิสราเอลสองท่าน คือ ศาสตราจารย์
แอรอน ซีชาโนเวอร์ จากหน่วยวิจัยชีวเคมีและเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์แรปพาพอร์ต
แฟมิลี ซึ่งอยู่ในสังกัดของสถาบันเทคโนโลยีแห่งอิสราเอล เมืองไฮฟา
และ ศาสตราจารย์เกียรติคุณอัฟราม เฮอร์ชโก
จากหน่วยงานเดียวกัน ส่วนผู้ได้รับรางวัลอีกท่านเป็นชาวอเมริกัน คือ
ดร. เออร์วิน โรส เป็นผู้เชี่ยวชาญ ประจำ
ภาควิชาสรีรวิทยาและชีวฟิสิกส์ วิทยาลัยการแพทย์ มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย
ที่เออร์ไวน์
|
 ศาสตราจารย์
แอรอน ซีชาโนเวอร์
|
 ศาสตราจารย์เกียรติคุณอัฟราม
เฮอร์ชโก
|
 ดร.
เออร์วิน โรส
|
โปรตีนนั้นถือเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคน
สัตว์ หรือพืช ในช่วง 20-30 ปีที่แล้ว วงการชีวเคมีได้พยายามอธิบายว่าเซลล์มีวิธีสร้างโปรตีนชนิดต่างๆ
อย่างไร แต่ไม่ค่อยมีใครศึกษาถึงกระบวนการทำลายโปรตีนโดยเซลล์มากนัก
นักวิทยาศาสตร์ทั้งสามท่านเป็นผู้ที่ทำการวิจัยสวนกระแส และเริ่มต้นการค้นพบกระบวนการทำงานของเซลล์ที่เกี่ยวกับการทำลายโปรตีนตั้งแต่ช่วงทศวรรษ
1980 (ประมาณ พ.ศ. 2523) เป็นต้นมา จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ทั้งสามท่าน
ทำให้เราได้ทราบว่า เซลล์ได้ทำหน้าที่เหมือนเป็นสถานีตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพสูง
ซึ่งจะมีการสร้างและทำลายโปรตีนด้วยอัตราเร็วที่สูงมาก การทำลายโปรตีนก็ไม่ได้ทำแบบสุ่มสี่สุ่มห้า
แต่เกิดขึ้นโดยผ่านกระบวนการที่ควบคุมอย่างเป็นระบบ โดยโปรตีนที่เข้าข่ายถูกทำลายจะถูก
หมายหัว ไว้ด้วยโมเลกุลจำเพาะ โดยที่โมเลกุลนี้จะเข้าไปจับ และนำโปรตีนไปทำลายที่เซลล์ทำลายโปรตีน
(โปรตีโอโซม) เพื่อย่อยโปรตีนนี้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เราจึงเรียกกระบวนการนี้ว่า
จูบมรณะ (kiss of death) โมเลกุลที่เข้าไปเป็นตัวหมายหัวโปรตีนนั้นมีชื่อว่า
ยูบิควิทิน (ubiquitin) โดยจับกับโปรตีนเหมือนการล็อคกุญแจ และส่งสัญญาณออกมาว่าโปรตีนนั้นกำลังถูกนำไปทำลายที่โปรตีโอโซม
และก่อนหน้าที่โปรตีนนั้นจะถูกโปรตีโอโซมจัดการ ยูบิควิทินก็จะปลดล็อคตัวเองออก
ทำให้มันสามารถหมุนเวียนตัวเองกลับมาล็อคโปรตีนไม่สมประกอบตัวใหม่ต่อไปได้อีก
กระบวนการนี้เกิดขึ้นในทุกเซลล์ทั่วร่างกาย (คำว่า ยูบิควิทิน มาจากภาษาละติน
ubique หมายความว่า ทุกหนแห่ง) ผลจากการศึกษาจนทราบกระบวนการนี้มีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง
เนื่องจากเป็นการทำความเข้าใจการควบคุมการทำงานของเซลล์เพื่อสร้างหรือทำลายโปรตีนในระดับโมเลกุล
ตัวอย่างการทำงานของเซลล์ที่มียูบิควิทินมาเกี่ยวข้องก็เช่น การแบ่งเซลล์
การซ่อมแซมดีเอ็นเอ การควบคุมคุณภาพโปรตีนที่สร้างขึ้นมาใหม่ และที่สำคัญมากอีกส่วนก็คือ
ระบบภูมิคุ้มกัน เพราะเมื่อกระบวนการทำลายโปรตีนนั้นเกิดความบกพร่อง
ก็จะทำให้เราป่วยเป็นโรคต่างๆ เช่น มะเร็งปากมดลูก โรคซิสติกไฟโบรซิส
(cysticfibrosis เป็นภาวะที่เกิดพังผืดที่อวัยวะที่มีการหลั่งของเหลวในร่างกาย
เช่น ปอด ถุงน้ำดี) ความรู้เกี่ยวกับการทำลายโปรตีนของยูบิควิทินจะช่วยในการพัฒนายารักษาโรคเหล่านี้
และโรคอื่นๆ ได้ด้วย
โดย... กองบรรณาธิการ
พบกับเรื่องนี้ได้ที่ : http://update.se-ed.com/207/nobel2004.htm

UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 60 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 720 บาท จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0-2751-5800, 0-2751-4175 โทรสาร 0-2751-5059
E-mail : update@se-ed.com
|