UpDATE Magazine Online
 http://update.se-ed.com     หน้าแรก    ฉบับก่อน      แนะนำ     ติดต่อเรา     สมาชิก     ซีเอ็ด      

ฉบับ 205 ตุลาคม 2547

ปกเล่มปัจจุบัน

ประจำฉบับ

บอกรับจดหมายข่าว

โปรดแจ้ง
E-Mail ของคุณ



Subscribe    
Unsubscribe

  Powered by
YourMailinglist Provider.com

  
ดูจดหมายข่าวเก่า 

             เรื่องจากปก #205              

  200 ปี พระบรมราชสมภพ พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย  
       พระราชกรณียกิจที่ยังประโยชน์อันใหญ่หลวงของ “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” ที่ส่งผลทำให้สังคมไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญ และมีความคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์


        พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชสมภพเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2347 ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 43 ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่สอง มีพระนามเดิมที่เรียกกันว่า “ทูลกระหม่อมใหญ่” เมื่อเข้าพระราชพิธีโสกันต์จึงทรงได้รับการจารึกพระนามในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎ สมมุติเทวาวงษ์ พงษ์อิศรกษัตริย์ขัติยราชกุมาร” พระองค์ท่านจึงได้พระนาม “เจ้าฟ้ามงกุฎ” นับแต่นั้นมา
       ในระยะที่ทรงผนวชตลอดจนระยะเวลาที่ทรงครองราชย์นั้น เป็นช่วงที่ประเทศตะวันตกเริ่มขยายอำนาจเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีคณะมิชชันนารีเข้ามาเผยแพร่ศาสนา พระองค์ได้ทรงตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องรู้ภาษาต่างประเทศ ซึ่งนำไปสู่การศึกษาวิชาการของตะวันตกหลายสาขา ทรงสนพระทัยในวิทยาการตะวันตก โดยเฉพาะดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ คณิตศาสตร์ ทรงติดต่อกับชาวต่างประเทศ เพื่อจะได้ทราบเรื่องราวของต่างประเทศมากขึ้น เมื่อขึ้นครองราชย์ (พ.ศ. 2394) ก็ทรงปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระเบียบราชการในหลายๆ ด้าน เพื่อให้มีความทันสมัยมากขึ้น ทรงกระชับสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ ทรงปรับปรุงขนบธรรมเนียมที่ล้าสมัย เช่น ให้ข้าราชบริพารสวมเสื้อเวลาเข้าเฝ้า ให้ชาวต่างประเทศยืนได้ในเวลาเข้าเฝ้า เป็นต้น

  พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย  
        คณะรัฐมนตรีสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้มีมติเห็นชอบอนุมัติให้วันที่ 18 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ และประกาศยกย่องให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็น “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” ตั้งแต่ พ.ศ. 2525 เป็นต้นมา
        เหตุที่เลือกเอาวันที่ 18 สิงหาคม เป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาตินั้น เนื่องมาจากวันที่ 18 สิงหาคมเป็นวันที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคำนวณว่าจะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงพาดผ่านทางใต้ของประเทศไทย และได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอด พระเนตรสุริยุปราคาด้วยพระองค์เองที่พลับพลาตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อ พ.ศ. 2411 ซึ่งเป็นการคำนวณล่วงหน้าถึงสองปี จากการศึกษาเปรียบเทียบหลักฐานกับการคำนวณในหอดูดาวกรีนิชปรากฏว่า ระบบคำนวณของพระองค์มีความถูกต้อง แต่ตัวเลขของพระองค์ไม่มีในระบบของกรีนิช  แสดงว่าทรงคำนวณขึ้นมาโดยพระองค์เอง(ที่มา : kingmongkut.com)  และทรงประกาศการเห็นสุริยุปราคาในพื้นที่เฉพาะแห่งของไทย ซึ่งไม่มีปรากฏในเอกสารต่างประเทศใดๆ ก็คือ ขอบเขตที่เห็นสุริยุปราคาเต็มดวงจะครอบคลุมพื้นที่ปราณบุรีถึงชุมพร โดยตำบลหว้ากอจะเป็นศูนย์กลางแนวคราส เห็นสุริยุปราคาเต็มดวงนาน 6 นาที ส่วนที่กรุงเทพฯจะเห็น สุปริยุปราคาบางส่วน แต่โหรไทยสมัยนั้นก็ไม่ใคร่เชื่อในการคำนวณนี้   เนื่องจากตามตำราเดิมนั้นไม่เคยปรากฏว่ามีสุริยุปราคาเต็มดวงในประเทศไทยมาก่อน แต่ก็เกิดปรากฏการณ์ขึ้นจริง และเป็นไปตามที่ทรงคำนวณไว้โดยไม่คลาดเคลื่อน

  สถาปนาเวลามาตรฐานประเทศไทย  
       พระองค์ทรงโปรดเกล้าให้สร้าง พระที่นั่งภูวดลทัศไนย ซึ่งเป็นตึกสูง 5 ชั้น มีนาฬิกาอยู่สี่ด้าน เป็นหอนาฬิกาหลวงแห่งแรกเมื่อ พ.ศ 2395 โดยหอนาฬิกาแห่งนี้ ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งเส้นแวง 100 องศา 29 ลิปดา 50 พิลิปดาตะวันออก และเส้นรุ้ง 13 องศา 44 ลิปดา 29 พิลิปดาเหนือ มีการแต่งตั้งตำแหน่ง “พันทิวาทิตย์” เทียบเวลากลางวัน และ “พันพินิตจันทรา” เทียบเวลากลางคืนขณะดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เคลื่อนผ่านเมอริเดียน ของหอนาฬิกาหลวง และทรงกำหนดให้เวลาเริ่มต้นวันใหม่และเวลาสิ้นสุดวันเทียบกับดวงอาทิตย์เป็นรายวันตาม วิธีการรักษาระบบเวลามาตรฐานทางดาราศาสตร์ของโลกอย่างแท้จริงเมื่อ พ.ศ. 2400 และได้ทรงออกพระราชกำหนดเรื่องนาฬิกาใน พ.ศ. 2411 ซึ่งได้จากการศึกษาสังเกตดวงอาทิตย์ในท้องฟ้ามานานหลายปี โดยพบว่า การขึ้น การตก และแนวการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ในเดือนต่างๆ นั้น แตกต่างกัน ทรงใช้หอนาฬิกาหลวงแห่งนี้เป็นตำแหน่งกำหนดเวลามาตรฐานกรุงเทพปานกลางที่เร็วกว่าเวลาที่กรีนิช 6 ชั่วโมง 42 นาที ซึ่งปัจจุบันนี้ เวลามาตรฐานประเทศไทยนั้นกำหนดที่เส้นแวง 105 องศาตะวันออก ที่จังหวัดอุบลราชธานี และเร็วกว่าเวลาที่กรีนิช 7 ชั่วโมง

  สร้างความตระหนักและขจัด ความงมงายในสังคม  
        นอกจากพระราชกรณียกิจที่บ่ง บอกถึงพระอัจฉริยภาพที่กล่าวไปแล้วในข้างต้น สิ่งหนึ่งที่นับได้ว่าสำคัญสำหรับวงการวิทยาศาสตร์ไทยอย่างมากก็คือ พระองค์มีพระราชดำริที่จะขจัดความเชื่อดั้งเดิมที่ไม่มีเหตุผล และเป็นการตักเตือนพสกนิกรให้ปรับเปลี่ยนความคิดในเรื่องต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น  ประกาศดาวหางขึ้นอย่าวิตก เมื่อคราวที่ดาวหางโดนาติ กลับมาเยือนฟากฟ้าเมืองไทยอีกหนใน พ.ศ. 2401 และ ประกาศดาวหาง เมื่อครั้งดาวหางเทบบุท ปรากฏแก่สายตาชาวโลกเมื่อ พ.ศ. 2404
        และจากหลักฐานล่าสุดจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งเป็นประกาศในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เป็นประกาศยกเลิกการให้รางวัลแก่ผู้คำนวณอุปราคาได้แม่นยำ เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า นับจากครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาแล้ว ก็มีการคำนวณการเกิดอุปราคากันอย่างแพร่หลายในราชสำนัก และมีผู้ส่งผลการคำนวณเข้าประกวดมาจนรางวัลไม่พอแจก ในที่สุดก็ต้องมีประกาศยกเลิกธรรมเนียมนี้ไป สิ่งนี้เป็นเครื่องบ่งบอกได้เป็นอย่างดีถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อวงการ ดาราศาสตร์ ที่ทรงสร้างให้เกิดความตระหนักและความก้าวหน้าในวิชาการด้านดาราศาสตร์โดยทั่วไป

  บุคคลสำคัญแห่งโลก  
        หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จกลับจากการทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่หว้ากอ ก็ทรงพระประชวรด้วยไข้มาลาเรีย และเมื่อใกล้จะสวรรคตก็ได้ทรงเวนคืนราชสมบัติให้ที่ประชุมเจ้านายและเสนาบดี เพื่อให้สรรหาพระเจ้าแผ่นดินที่ดีที่สุดองค์ต่อไปเหมือนที่พระองค์ได้รับอัญเชิญให้ครองราชสมบัติจากมติที่ประชุมเช่นเดียวกัน ทรงเสด็จสวรรคตในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 พระชนมายุ 64 พรรษา รวมระยะเวลาเสวยราชสมบัติ 17 ปี 5 เดือน 29 วัน
        และเนื่องในวโรกาสครบรอบ 200 ปี พระบรมราชสมภพ ที่จะมาถึงในวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2547 นี้ องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศยกย่องให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นบุคคลสำคัญแห่งโลก คำกล่าวยกย่องของยูเนสโกนั้นระบุไว้ว่า

        “ทรงทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ รักษาบ้านเมืองให้พ้นภัยจากมหาอำนาจตะวันตก ในเวลาเดียวกัน พระองค์ก็ทรงปรับปรุงประเทศให้มีความทันสมัย โดยใช้วิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมในหลายด้าน พร้อมกับปกป้องวัฒนธรรมไทย ด้วยการสนับสนุนให้เกิดการปรับปรุงระบบการศึกษาในพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ยังมีพระราชอุตสาหะที่จะลบล้างความเชื่อที่งมงายไร้เหตุผล และให้โอกาสทางการศึกษาแก่สังคมอย่างกว้างขวาง”

         นับเป็นสิ่งที่ชาวไทยทุกคนสมควรภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

                                               โดย นิสากร ปานประสงค์

อ่านเรื่องของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างละเอียดพร้อมภาพประกอบได้จากนิตยสาร UpDATE ฉบับ 205 ตุลาคม 2547

พบกับเรื่องนี้ได้ที่ :
http://update.se-ed.com/205/kingmongkut.htm
กลับไปหน้าเรื่องจากปก

 


Discovery ResearchPaper NASA
WhyFilesSavvySearch เชื่อมสู่สถาบันการศึกษา


UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 60 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 720 บาท
จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0-2751-5800, 0-2751-4175 โทรสาร 0-2751-5059
E-mail : update@se-ed.com

SEED Update Magazine Microcomputer User Internet
เซมิคอนดัคเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ Industrial Hobby Mechanical