|
ฉบับ 204 กันยายน
2547
|
| 
|
|
ประจำฉบับ
|
|
|
Powered by
YourMailinglist Provider.com ดูจดหมายข่าวเก่า
|
สารคดีวิทยาศาสตร์
#204
เปิดแหล่งอาหารสมองใหม่ที่
Science Land : ดินแดนวิทยาศาสตร์
|
องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
เปิดตัวดินแดนแห่งการเรียนรู้แห่งใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น
Science Land ดินแดนวิทยาศาสตร์แสนสนุก จะเป็นแหล่งการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แหล่งใหม่ของทั้งโรงเรียนและครอบครัว
|
ในขณะที่ประเทศไทยของเรากำลังย่างก้าวเข้าสู่สังคมแห่งการเรียนรู้
ฟันเฟืองที่สำคัญที่จะเป็นเครื่องมือคือการพัฒนาศักยภาพของคนภายในประเทศ
ให้มีความรู้ควบคู่ไปกับการศึกษาที่ได้รับจากสถาบันการเรียนต่างๆ ซึ่งทางองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
(อพวช.) ก็เล็งเห็นความสำคัญของความรู้นี้ และด้วยเงินสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น
ภายใต้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าทางวัฒนธรรม (Cultural Grant Aids)
มูลค่ากว่า 15 ล้านบาท ด้านอุปกรณ์วีดิทัศน์ วัสดุและเครื่องมือห้องปฏิบัติการ
และชิ้นงานนิทรรศการสำหรับเด็กบางส่วน รวมกับงบประมาณสมทบจากรัฐบาลไทยอีกกว่า
7 ล้านบาท ช่วยให้ อพวช. พัฒนาพื้นที่ใหม่กว่า 1,500 ตารางเมตรภายในพิพิธภัณฑ์สร้าง
Science Land : ดินแดนวิทยาศาสตร์ แห่งใหม่สำหรับเด็กไทย ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
Science Land นี้อยู่บริเวณชั้นสองของอาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์
สามารถขึ้นบันไดเลื่อนที่อยู่บริเวณพื้นที่ห้องนิทรรศการหมุนเวียนได้
(ปัจจุบันจัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 4 พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย
และรัชกาลที่ 9 พระบิดาแห่งเทค โนโลยีไทย) แน่นอนว่าส่วนแรกที่มี ไว้คอยตอบคำถามของผู้ที่สงสัย
คือ ประชาสัมพันธ์ ที่ด้านหน้าจะมีชิ้นงานเอาไว้แสดงการเคลื่อนที่ของคลื่น
ลักษณะคล้ายขั้นบันได สามารถบิดได้รอบ หรือจะสื่อถึงโครงสร้างดีเอ็นเอก็ได้ด้วย
พอเลี้ยวขวาตามทางเดิน ด้านซ้ายมือจะเป็น สนามเด็กเล่น สีสันสดใส ด้านขวามือคือ
ห้องวิทยาศาสตร์แสนสนุก (Fun Science Room) และถัดเข้าไปจะเป็น ห้องปฏิบัติการด้านวิทยาศาสตร์สองห้อง
สนามเด็กเล่นนั้นเป็นพื้นที่สำหรับเด็กเล็กอายุ
1-3 ปี ที่มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ฯ พร้อมกับครอบครัว ล้อมด้วยรั้วสีขาวชมพูบุฟองน้ำ
ส่วนเสากลางขนาดใหญ่ก็หุ้มไว้ด้วยฟองน้ำเช่นกัน ไม่ต้องกังวลเรื่องการวิ่งชนจนตัวช้ำ
เด็กๆ สามารถปีนป่ายด้วยความสนุกสนานไปตามบ้านพลาสติกหลังเล็ก หรือกระโดดโลดเต้นขึ้นลงตามเบาะฟองน้ำสีสะดุดตารูปทรงแปลกๆ
หรือก่อสร้างรูปทรงต่างๆ ตามจินตนาการด้วยเลโกขนาดสองมือโอบของเด็กเล็ก
ช่วยพัฒนาการด้านความคิดความอ่านได้ดีทีเดียว ย้ายความสนุกสนานมาที่ห้องกระจกฝั่งตรงข้ามกันบ้าง
เป็นห้องวิทยาศาสตร์แสนสนุกพื้นที่ 370 ตารางเมตร สำหรับเด็กอายุ 4-10
ปี เกิดจากการที่ อพวช. เห็นถึงความต้องการหาความรู้ของเด็กที่ยังไม่สามารถอ่านหนังสือได้
แต่อยากที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจกับวิทยาศาสตร์ ซึ่งชิ้นงานทุกชิ้นนั้นมีสีสันสดใส
กระตุ้นให้เด็กสนใจอยากทดลองเล่น และทุกชิ้นงานเน้นให้เด็กได้ทดลองด้วยตัวเอง
ที่ด้านข้างมีคำอธิบายถึงวิธีการเล่นหรือทดลอง พร้อมคำอธิบายหลักการและเหตุผลว่าทำไมเมื่อเด็กๆ
ทดลองแล้วถึงเป็นเช่นนั้น โดยมีอาสาสมัครประจำห้องคอยดูแลและอธิบายให้เข้าใจเพิ่มเติมอยู่รอบๆ
ห้อง ซึ่งจะทำให้เด็กเกิดทัศนคติที่ดี ต่อวิทยาศาสตร์ว่าเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและเรียนรู้ได้ง่ายด้วยความสนุกสนาน
นิทรรศการที่หลากหลายภายในห้องวิทยาศาสตร์แสนสนุกนี้ แบ่งได้ออกเป็นสามหมวด
คือ หมวดเครื่องกล เช่น ตาชั่งเจ้าปัญหา เฟืองแสนกล หมวดสสาร เช่น
ท่อส่งกลิ่น อุโมงค์เสียง และ หมวดสิ่งมีชีวิต เช่น ผิวหนังของฉันเหมือนใคร
ฉันสูงเท่าใคร เป็นต้น เมื่อเดินเข้าไปในห้องวิทยาศาสตร์แสนสนุกบริเวณกลางห้องที่ตั้งเด่นเป็นสง่า
เป็นชิ้นงานที่ให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการทดลองใช้ปืนฉีดน้ำยิงไปยังเป้าตุ๊กตาที่อยู่ซ้อนกัน
3-4 ภาพ แท็งก์น้ำพิศวงที่ช่วยให้เด็กเข้าใจถึงแรงกดของน้ำในระดับต่างๆ
ภายในแท็งก์ หรือเรื่องระหัดวิดน้ำอาร์คิมีดีสที่เผยถึงวิธีการวิดน้ำหรือเคลื่อนย้ายเมล็ดพืชเมื่อสองพันกว่าปีก่อน
ส่วนบริเวณรอบๆ ห้องต่างก็เรียงรายไปด้วยชิ้นงานที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์
เช่น ตาชั่งที่เทียบน้ำหนักของเด็กกับสัตว์ชนิดต่างๆ เมื่อเด็กขึ้นไป
ยืนบนตาชั่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่วงกลม ซึ่งแบ่งออกเป็นช่องๆ เหมือนกับเค้กไฟก็จะสว่างขึ้นในช่องของสัตว์ที่เด็กมีน้ำหนักใกล้เคียง
นอกจากนั้นยังมีชิ้นงานเรื่องใครกระโดดเก่งกว่า ท่ออวกาศ รอกชักเย่อ
ฟองเต้นระบำ เป็นต้น ด้านหลังของห้องมีต้นไม้สีน้ำตาลขนาดสักสองคนโอบตั้งตระหง่านอยู่
ภายในมีบันไดเวียนให้เด็กเดินขึ้นไปดูว่ามีสิ่งมีชีวิตชนิดใดบ้างที่ใช้ต้นไม้เป็นที่อยู่อาศัย
โดยจะมีตู้กระจกตั้งอยู่ที่ทางออกด้านบน ซึ่งสามารถเชื่อมกับทางเดินชั้นลอยได้
(ด้านข้างห้องก็มีบันไดอยู่สองด้านให้ขึ้นไปยังชั้นลอยได้) ที่ชั้นลอยนี้มีนิทรรศการเรื่องของอาหาร
เป็นบอร์ดที่ด้านซ้ายขวาแยกเป็นโภชนาการของคนอ้วนกับคนที่ร่างกายปกติ
ด้านข้างมีตะกร้าใส่บรรดาอาหาร (ทำจากพลาสติก) ต่างๆ เพื่อให้เด็กๆ
เลือกวางลงในฝั่งซ้ายหรือขวา แยกแยะอาหารว่ากินเข้าไปแล้วจะมีร่าง-กายแบบใด
ถัดไปเป็นเครื่องทดสอบความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหลัง และความแข็งแรงของมือ
โต๊ะสองตัวด้านข้างเป็นเครื่องวัดความดันโลหิตทั้งแบบดิจิตอลและแบบใช้หูฟัง
และสุดท้ายเป็นโมเดลของโครงกระดูกมนุษย์สีเหลืองนวลสองชิ้น กับโมเดลแสดง
กล้ามเนื้อและแสดงอวัยวะภายในอีกอย่างละชิ้น หลังจากที่เต็มอิ่มกับความรู้ด้านวิทยาศาสตร์จากห้องวิทยาศาสตร์แสนสนุกแล้ว
ก็เดินออกไปสู่ ห้องฉายภาพยนตร์และแสดงสาธิต ภายในมีจอขนาด 150 นิ้ว
เพื่อจัดแสดงภาพยนตร์สารคดีทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่แสดงความมหัศจรรย์ของโลกวิทยาศาสตร์
เพื่อปูพื้นฐานความเข้าใจ และกระตุ้นความสนใจให้กับเยาวชนก่อนหรือหลังเข้าทำกิจกรรมในห้องปฏิบัติการ
รวมทั้งยังใช้เป็นห้องการแสดงสาธิตทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย ข้างๆ
กันเป็นห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนที่ได้มาตรฐาน ซึ่งพร้อมไปด้วยบุคลากร
ผู้ชำนาญการ และเครื่องมือในการทดลองที่ได้คุณ-ภาพ แบ่งออกเป็นห้องปฏิบัติการทางชีววิทยาและเคมีหนึ่งห้อง
และห้องปฏิบัติการทางฟิสิกส์และอิเล็กทรอนิกส์อีกหนึ่งห้อง สำหรับจัดกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์เสริมหลักสูตรให้แก่โรงเรียน
โดยเน้นการทดลองที่ทำให้เด็กๆ มีความคุ้นเคยกับเครื่องมือ และมีกระบวนการคิดอย่างเป็นกระบวนการที่สอดคล้องกับบทเรียนหรือในชีวิตประจำวัน
ส่วนวันหยุดนั้นเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมที่เป็นครอบครัวเข้ามาทำการทดลองในเรื่องของวิทยาศาสตร์ภายในบ้าน
โดยเนื้อหาในการทดลองนั้นจะเปลี่ยนไปเป็นช่วงๆ ในวันที่ได้เข้าชม
Science Land นั้น มีการทดลองทำช็อกโกแลตของนักเรียนจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยรังสิตในห้องหนึ่ง
(จริงๆ แล้วห้องนี้เป็นห้องทางฟิสิกส์และอิเล็กทรอนิกส์ แต่ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังพัฒนาการทดลองอยู่
คาดว่าคงจะมีใน ไม่ช้านี้) ส่วนอีกห้องนั้นเป็นการสกัด ดีเอ็นเอจากกล้วยหอมของนักเรียน
จากโรงเรียนคลองบ้านพร้าว จังหวัดปทุมธานี ในขณะทำการทดลองจะมี ใบงานให้เด็กๆ
คอยสังเกตและตอบ คำถาม ซึ่งจะช่วยให้เด็กเข้าใจได้ดีขึ้น และนอกจากส่วนของกิจกรรมที่สนามเด็กเล่นและกิจกรรมในห้องต่างๆ
แล้ว บริเวณทางเดินรอบนอกก็มีการจัดแสดงแบบจำลองแสดงเรื่องราวต่างๆ
เอาไว้ เช่น แบบจำลองการถ่ายละอองเรณู แบบจำลองของตัวผึ้ง แบบจำลองดอกข้าว
เป็นต้น จึงนับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เยาวชนไทยได้มีแหล่งแสวงหาความรู้เพิ่มเติมขึ้นมา
อันเป็นความร่วมมือจากสองประเทศคือไทย-ญี่ปุ่น ดินแดนวิทยาศาสตร์แห่งนี้จึงน่าจะช่วยกระตุ้นให้เยาวชนไทยที่สนใจในด้านวิทยาศาสตร์อยู่แล้วได้มีพัฒนาการทางความคิดที่กว้างไกลและก้าวไกลเพิ่มขึ้นไปอีก
หรืออาจเป็นจุดก่อกำเนิดเล็กๆ สำหรับเยาวชนตัวน้อยให้อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงของประเทศและ
ของโลกต่อไปในอนาคตบ้างก็เป็นได้
โดย... สุธิดา
อัญญะโพธิ์
พบกับเรื่องนี้ได้ที่ : http://update.se-ed.com/204/sciland.htm

UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 60 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 720 บาท จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0-2751-5800, 0-2751-4175 โทรสาร 0-2751-5059
E-mail : update@se-ed.com
|