UpDATE Magazine Online
 http://update.se-ed.com     หน้าแรก    ฉบับก่อน      แนะนำ     ติดต่อเรา     สมาชิก     ซีเอ็ด      

ฉบับ 204 กันยายน 2547

ปกเล่มปัจจุบัน

ประจำฉบับ

บอกรับจดหมายข่าว

โปรดแจ้ง
E-Mail ของคุณ



Subscribe    
Unsubscribe

  Powered by
YourMailinglist Provider.com

  
ดูจดหมายข่าวเก่า

             สารคดีวิทยาศาสตร์ #204              

  ผลิตไฟฟ้าจากจุลินทรีย์ เดอะ เมทริกซ์ในโลกจริง  

จินตนาการจากภาพยนตร์ เดอะ  เมทริกซ์ อาจเป็นจริงได้ในวันข้างหน้า เมื่อถึงวันที่มนุษย์ถูกใช้เป็นแหล่งกำเนิดไฟฟ้า แต่ความเป็นจริงที่ใกล้เคียงกับภาพยนตร์แล้วในวันนี้คือ มนุษย์ใช้จุลินทรีย์มาเป็นแหล่งกำเนิดไฟฟ้า...

       ถึงแม้ว่า บางท่านอาจไม่ได้ชมภาพยนตร์ไซไฟ “เดอะ เมทริกซ์” แต่ก็ อาจจะรู้เรื่องคร่าวๆ เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่บ้างว่า เป็นเรื่องราวของโลกในอนาคต มีเครื่องจักรอัจฉริยะเป็นผู้ครอบครองโลก มันเรียนรู้ที่จะควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง และใช้มนุษย์เป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้า เครื่องจักรนี้ “เพาะ เลี้ยง” มนุษย์ ไว้ในฟาร์มอุตสาหกรรมขนาดมหึมา และดูดกระแสไฟฟ้า ซึ่งร่างกายมนุษย์ผลิตได้ในปริมาณไม่มากไปใช้ มนุษย์ทุกคนในเมทริกซ์ล้วนเป็นแบตเตอรี่สำหรับเครื่องจักรทั้งหมด
        โชคดีที่โลกของเรายังไม่เจริญ ก้าวหน้าไปถึงขนาดนั้น แต่ก็เริ่มมีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นเรื่องจริงเหมือนกับเหตุการณ์ในเดอะ เมทริกซ์แล้ว นั่นคือ เซลล์ของสิ่งมีชีวิต และกลุ่มของสิ่งมีชีวิตประเภทมีหลายเซลล์อยู่ร่วมกัน เช่นมนุษย์เรานั้น สามารถผลิต กระแสไฟฟ้าได้ในปริมาณเล็กน้อย และในขณะนี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์ก็กำลังหาทางที่จะ “เสียบปลั๊กไฟ” เข้ากับสิ่งมีชีวิตที่เป็นแหล่งกำเนิดไฟฟ้า เพื่อให้ได้แหล่งกำเนิดไฟฟ้าแบบ เซลล์เชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งจะสามารถผลิต กระแสไฟฟ้าโดยไม่ก่อให้เกิดมลภาวะเป็นของแถมเหมือนกับเชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น ก๊าซธรรมชาติ, น้ำมัน, ถ่านหิน) และเซลล์เชื้อเพลิงชีวภาพ หรือ แบตเตอรี่ชีวภาพนี้ ก็สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าที่อุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิของร่างกายมนุษย์ รวมทั้งมีขนาดเล็กมาก มีประโยชน์กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกย่อให้มีขนาดเล็กลง
        เลียวนาร์ด เทนเดอร์ นักเคมีไฟฟ้า ที่ห้องทดลองวิจัยของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในวอชิงตัน ดีซี กล่าวว่า “ถ้าคุณเปรียบเทียบเซลล์เชื้อเพลิงชีวภาพกับบรรดาอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราใช้กันนั้น พวกเราก็ยังมีข้อจำกัดอีกมาก พวกเรากำลังดูว่า สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก เช่น จุลินทรีย์ สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างไร และใช้สิ่งที่เราเรียนรู้มานี้เป็นต้นแบบในการผลิตแหล่งกำเนิดไฟฟ้าได้อย่างไร”
        ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตจะเลือกกิน น้ำตาล แสงแดด หรือเนื้อชิ้นๆ เป็นอาหาร เซลล์ก็สามารถรับพลังงานได้จากการแลกเปลี่ยนอิเล็กตรอน ซึ่งก็คืออนุภาคประจุลบ ที่วิ่งไปมาอย่างรวดเร็วระหว่างอะตอมและโมเลกุลนั่นเอง บางโมเลกุลเมื่อได้รับการกระตุ้นเพียงเล็กน้อย ก็ พร้อมที่จะปลดปล่อยอิเล็กตรอนออกมาหนึ่งหรือสองตัว ในทำนองเดียวกัน ก็จะมีโมเลกุลอื่นๆ ที่อยากได้อิเล็กตรอนที่หลุดออกมา และจะปล่อยพลังงานออกมาเมื่อจับอิเล็กตรอนได้ เซลล์สิ่งมีชีวิตจะอยู่ตรงกลางระหว่างผู้ให้และผู้รับอิเล็กตรอน เชื้อแบคทีเรียที่คล้ายยีสต์และมีเอนไซม์ชนิดพิเศษเป็นผู้ช่วย จะสามารถทำให้โมเลกุลของน้ำตาลแตกออก และจับอิเล็กตรอนจากโมเลกุลของน้ำตาล แล้วปลดปล่อยไปสู่โมเลกุลของออกซิเจนที่อยู่ในบริเวณนั้น ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นนี้จะทำ ให้เกิดน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ และพลังงานในปริมาณเล็กน้อย โดยแบคทีเรียจะเก็บสะสมพลังงานนี้ไว้ ในตัวเอง นี่คือระบบนิเวศในระดับที่เล็กจิ๋ว และอยู่ได้ด้วยการไหลเวียน ของอิเล็กตรอน
       ในความเป็นจริงนั้น กระแสไฟฟ้าก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการไหลเวียนอย่างต่อเนื่องของอิเล็กตรอน แบตเตอรี่ที่มนุษย์เราผลิตขึ้นนั้น จัดว่าเป็น   โรงงานขนาดเล็กที่ผลิตอิเล็กตรอน จากสารเคมีที่ทำปฏิกิริยากันอยู่ข้างใน แบตเตอรี่ยังคงทำงานได้เพราะอิเล็กตรอนสามารถไหลผ่านขั้วไฟฟ้าได้ (ปุ่มเล็กที่อยู่ด้านบนสุดของแบตเตอรี่แบบแห้ง) และปุ่มขั้วไฟฟ้าก็เป็นช่องทางที่ง่ายต่อการเชื่อมต่อกับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นเอ็มพี 3 ไฟฉาย ของเล่น เครื่องตรวจจับควันไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ ถ้าจุลินทรีย์ถูกทำให้เป็นเช่นเดียวกับแบตเตอรี่ คือ ปลดปล่อยอิเล็กตรอนไปสู่โมเลกุลรอบๆ ตัวแบบไร้ทิศทาง จุลินทรีย์ก็จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าให้แก่มนุษย์เราได้เช่นกัน
        

กระแสไฟฟ้าก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการไหลเวียนอย่างต่อเนื่องของอิเล็กตรอน แบตเตอรี่ที่มนุษย์เราผลิตขึ้นนั้น จัดว่าเป็นโรงงานขนาดเล็กที่ผลิตอิเล็กตรอนจากสารเคมีที่ทำปฏิกิริยากันอยู่ข้างใน แบตเตอรี่ยังคงทำงานได้เพราะอิเล็กตรอนสามารถไหลผ่านขั้วไฟฟ้าได้

อุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ เนื้อเยื่อที่อยู่รอบๆ เซลล์ จุลินทรีย์ ส่วนมากแลกเปลี่ยนอิเล็กตรอนภาย ในเซลล์ของมันเอง ซึ่งเป็นที่อยู่ของเอนไซม์อีกด้วย ผลก็คือ จุลินทรีย์ ต้องค้นหาตัวรับอิเล็กตรอนที่สามารถละลายอยู่ในเซลล์ได้ เช่น ออกซิเจน ที่จะสามารถไหลผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้า ไปจับอิเล็กตรอนภายในเซลล์แล้วไหลผ่านออกจากเซลล์ได้ แต่ขั้วไฟฟ้าที่มนุษย์เราผลิตได้นั้นไม่ละลาย และไม่สามารถเข้าไปอยู่ในเซลล์สิ่งมีชีวิตได้ มีสารเคมีที่ใช้เป็นตัวกลางในการส่งผ่านอิเล็กตรอนกลับไปกลับมาระหว่างภายในเซลล์กับขั้วไฟฟ้าที่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้เหมือนกัน แต่สารเคมีเหล่านี้ก็มีราคาแพง ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ และต้องเติมลงไปในระบบบ่อยๆ อีกด้วย
        เชลลีย์ มินเทียร์ นักอณูชีวเคมี ที่มหาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์ มีเป้าหมายที่แตกต่างออกไป คือแทนที่จะศึกษาค้นคว้าหากลไกการแลกเปลี่ยนอิเล็กตรอนภายในเซลล์ของจุลินทรีย์ เธอก็กลับศึกษาค้นหากลไกการแลกเปลี่ยนอิเล็กตรอนที่ภายนอกเซลล์ โดยเมื่อสองปีที่แล้ว ทีมงานของมินเทียร์สกัดเอนไซม์จากแบคทีเรีย เอสเชริเชียโคไล (Escherichia coli) และสร้างเซลล์ผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้เอนไซม์นี้ เซลล์ไฟฟ้าที่สร้างขึ้นนี้ทำงานด้วยเอทานอลและสามารถต่อกับวงจรไฟฟ้าได้โดยตรง มินเทียร์บอกว่า นี่คือเซลล์ เชื้อเพลิงจากจุลินทรีย์โดยไม่ต้องมี ผนังเซลล์ เอนไซม์นี้จะเปลี่ยนแปลงเอทานอลให้กลายเป็นน้ำส้มสายชู และ ก่อให้เกิดการไหลของกระแสไฟฟ้า แต่การผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยวิธีนี้มี
        ขั้นตอนมาก และเซลล์เชื้อเพลิงที่ได้ก็ไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็ก ต้องใช้เอนไซม์ที่อยู่บนแผ่นชีทพื้นที่ 20 ตารางนิ้วในการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับโทรศัพท์มือถือ และเธอยังกล่าวอีกว่า “เรามีพัดลมตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง ที่หมุนทำงานได้ด้วยเซลล์ไฟฟ้าแบบนี้ แต่เรายังไม่มีเครื่องปรับอากาศที่ทำงานได้ด้วยเซลล์ไฟฟ้าของเราหรือแบบอื่นๆ”
        อดัม เฮลเลอร์ จากมหาวิทยาลัยเทกซัส ที่ออสติน ใช้แนวคิดดังกล่าวนี้ไปใช้กับแวดวงของวัตถุจิ๋ว เขาสร้างแบตเตอรี่ซึ่งประกอบด้วยแผ่นเส้นใยขนาดเล็กสองแผ่นประกบกัน โดยแต่ละแผ่นมีเอนไซม์เคลือบอยู่ แผ่นหนึ่งคือขั้วแอโนด ทำหน้าที่จับอิเล็กตรอนจากน้ำตาลกลูโคส ส่วนอีกแผ่นหนึ่งก็คือขั้วแคโทด ทำหน้าที่ส่งผ่านอิเล็กตรอนไปสู่ออกซิเจน เซลล์ไฟฟ้าที่ได้ นี้มีความยาว 0.25 นิ้ว สามารถผลิตพลังงานได้ 600 นาโนวัตต์ ซึ่งมากเพียงพอที่จะทำให้วงจรอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กทำงานได้
       สำหรับแบตเตอรี่ทั่วไป สิ่งที่ยากที่สุดในการลดขนาดให้เล็กลงก็ คือ การสร้างเปลือกหรือโครงสร้างแบตเตอรี่ ที่ต้องสามารถป้องกันไม่ให้สิ่งที่อยู่ภายในรั่วเข้าหากันกลายเป็นเนื้อเดียว แต่เฮลเลอร์ก็เป็นผู้ที่ได้ประดิษฐ์แบตเตอรี่ที่มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยรู้จักกันมาได้สำเร็จ และก็มีโอกาสที่จะนำแบตเตอรี่นี้ไปใส่ในกระแสเลือดของมนุษย์ แบตเตอรี่จิ๋วนี้ทำงานด้วยการใช้กลูโคสในร่างกาย ทำให้แบตเตอรี่นี้กลายเป็นแหล่งจ่ายพลังงานที่สมบูรณ์สำหรับอุปกรณ์ตรวจวัดปริมาณกลูโคส ซึ่งจะถูกฝังเข้าไปในร่างกาย ในที่สุดก็จะกลายเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งจะเป็นอุปกรณ์ในฝันของผู้เป็นโรคเบาหวาน ที่จะคอยตรวจสอบและรายงานระดับน้ำตาลในเลือดในรูปของสัญญาณไฟฟ้า
       

พลังงานที่ได้จากชุดเซลล์ไฟฟ้าเล็กๆ ของเลิฟลีย์นี้ มากเพียงพอที่จะจ่ายให้กับหลอดไฟบนต้นคริสต์มาสหนึ่งหลอด พลังงานที่ได้นี้อาจจ่ายให้กับเครื่องชาร์จแบตเตอรี่ หรือไม่ก็ใช้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนยานอวกาศที่มีการใช้งานน้อย

        การมีเยื่อหุ้มเซลล์นั้นมีข้อดีก็คือ ปกป้องกระบวนการทำงานต่างๆ มากมายภายในเซลล์สิ่งมีชีวิตซึ่งพร้อมจะผลิตกระแสไฟฟ้า สำหรับในอุดมคติแล้ว แบตเตอรี่ชีวภาพจะต้องสามารถเก็บสะสมพลังงานจากเซลล์ได้โดยไม่ทำอันตรายกับเซลล์สิ่งมีชีวิต เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว เดอเรค เลิฟลีย์ นัก  จุลชีววิทยา มหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ ที่แอมเฮิรสต์ ได้ประกาศสิ่งที่เป็น การปฏิวัติวงการวิทยาศาสตร์ นั่นคือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ โรโดเฟอร์แรกซ์ เฟอร์ริรีดูเซนส์ (Rhodoferax ferireducens) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียสายพันธุ์ธรรมดาที่อาศัยอยู่ในโคลนใต้น้ำ แบคทีเรียชนิดนี้ไม่เหมือนจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ นั่นคือ จุลินทรีย์อื่นๆ จะ แลกเปลี่ยนอิเล็กตรอนที่จับมาได้กับออกซิเจน แต่ อาร์. เฟอร์ริรีดูเซนส์ จะแลกเปลี่ยนอิเล็กตรอนกับเกลือแร่ เช่น ไอออนออกไซด์ และถึงแม้ว่าไอออนออกไซด์จะไม่ละลายน้ำ แต่เชื้อแบคทีเรียนี้ก็มีวิธีการจัดการ “ผลัก” อิเล็กตรอนให้ออกไปนอกเซลล์โดยผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ไปสู่บริเวณที่มีไอออนออกไซด์ เลิฟลีย์บอกว่านี่เป็นสุดยอดของรูปแบบของสิ่งมีชีวิตที่มีความง่าย อยู่ในตัวเอง ออกซิเจนส่วนมากรับอิเล็กตรอนอยู่ภายในเซลล์ และเป็น ตัวการสำคัญในการส่งต่ออิเล็กตรอนให้กับไอออนออกไซด์ มันเป็นวิธีการที่ฉลาดมากในการดำรงชีวิต
        เลิฟลีย์ยังใช้ขั้นตอนซึ่งสัมพันธ์ กันอย่างง่ายๆ ในการหลอกให้จุลินทรีย์ส่งผ่านอิเล็กตรอนที่จับมาได้นั้นไปสู่เกลือแร่ที่ต้องการ นั่นคือ ขั้วไฟฟ้าที่ผลิตจากแท่งกราไฟต์ที่ไม่ได้ขัดผิว กับ จุ่มเชื้อจุลินทรีย์ลงไปในถังขนาดเล็ก ซึ่งบรรจุน้ำเชื่อม (สารละลายน้ำตาล) ก็จะทำให้จุลินทรีย์ไปเกาะอยู่ที่ขั้วไฟฟ้า และง่วนอยู่กับการขับอิเล็กตรอนจากน้ำตาล แล้วส่งต่อไปที่ขั้วไฟฟ้าโดยตรง ซึ่งต่อวงจรไฟฟ้าภายนอก ทำให้เกิดการไหลของกระแสไฟฟ้า ประสิทธิภาพของ อาร์. เฟอร์ริรีดูเซนส์ นั้นสูงมาก กล่าวคือ สามารถส่งผ่านอิเล็กตรอนไปสู่ขั้วไฟฟ้าได้ 80% จากที่มีอยู่ทั้งหมด (สำหรับจุลินทรีย์อื่นๆ นั้น สามารถส่งผ่านอิเล็กตรอนได้น้อยกว่า 50%)
        แนวความคิดนี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมากถ้าได้รับการพัฒนาต่อไป พลังงานที่ได้จากชุดเซลล์ไฟฟ้าเล็กๆ ของเลิฟลีย์นี้ มากเพียงพอที่จะจ่ายให้กับหลอดไฟบนต้นคริสต์มาสหนึ่งหลอด พลังงานที่ได้นี้อาจจ่ายให้กับเครื่องชาร์จแบตเตอรี่ หรือไม่ก็ใช้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนยานอวกาศที่มีการใช้งานน้อย แต่ก็จำเป็นต้องปรับปรุงกระบวนการผลิตไฟฟ้าแบบนี้ให้ดีขึ้น เลิฟลีย์นั้นมีความกระตือรือร้นที่จะศึกษายีนของ อาร์. เฟอร์ริรีดูเซนส์ เพื่อที่จะเข้าใจได้มากขึ้นว่า เชื้อจุลินทรีย์นี้ส่งอิเล็กตรอนออกนอกเซลล์ได้อย่างไร และเพื่อศึกษาหาวิธีปรับปรุงพันธุกรรมให้สามารถส่งผ่านอิเล็กตรอนได้ดีขึ้น ในขณะนี้ ทีมงานของเขากำลังศึกษาหาวิธีการทำให้แบตเตอรี่มีขนาดเล็กลงอีก สำหรับขนาดของแบตเตอรี่ของพวกเขาในขณะนี้ก็คือ ขนาดเท่ากับอ่างน้ำขนาด 10 แกลลอน ถ้าพวกเขาประสบความสำเร็จ อาร์. เฟอร์ริรีดูเซนส์ ก็จะสามารถทำงานกับสิ่งสกปรกได้ เช่น สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากสิ่งปฏิกูล ช่วยกำจัดของเสีย เป็นต้น
       บางคนอาจวิตกกังวลว่า บรรดา จุลินทรีย์นั้น จะสนุกสนานกับการทำงานให้กับมนุษย์หรือไม่ เทนเดอร์ซึ่งเป็นผู้ร่วมงานกับเลิฟลีย์บอกว่า พวกเขารู้ว่าจุลินทรีย์เหล่านี้ได้ประโยชน์ เพราะว่าพวกมันเกาะกลุ่มเป็นโคโลนีที่ขั้วไฟฟ้าเมื่อเวลาผ่านไป เลิฟลีย์ กล่าว เสริมว่า  “คุณอาจ ปักขั้วไฟฟ้าอันหนึ่งลงไปในโคลนและกลุ่มโคโลนีของจุลินทรีย์เหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ”
        แนวโน้มที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยวิธีนี้นั้นมีสูงมาก เทนเดอร์พบว่า ถ้าเขาปักขั้วไฟฟ้าลงบนพื้นทะเลที่มีกลุ่มโคโลนีของจุลินทรีย์อาศัยอยู่ แม้ ว่าเขาจะปักขั้วไฟฟ้าไม่ลึกมาก แต่ก็ยังมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านอย่างต่อเนื่อง ผลที่จะเกิดขึ้น ก็คือ เทนเดอร์ได้ “เสียบปลั๊กไฟ” เข้ากับ แบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งก็คือโลกนั่นเอง กระแสไฟฟ้าที่ได้นั้นไม่สูงมาก (ประมาณ 30 มิลลิวัตต์ต่อขั้วไฟฟ้า ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางวงกลมที่มนุษย์สามารถลอดผ่านได้) แต่กระแสไฟฟ้าที่ได้นี้จะใช้สำหรับอุปกรณ์ใต้ทะเลที่ใช้พลังงานไม่มาก เช่น อุปกรณ์ตรวจสภาพท้องทะเล เป็นต้น
        เทนเดอร์กล่าวว่า “คุณจะสามารถวาดภาพได้ว่า ท้องทะเลนั้นยิ่งใหญ่มาก และพร้อมที่จะใช้ทำเป็นเซลล์ผลิต กระแสไฟฟ้า สำหรับผมแล้ว มันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก” แน่นอนว่าคงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับบรรดาจุลินทรีย์ด้วย หรือไม่ก็บรรดาจุลินทรีย์นั้นไม่ยอมผลิตกระแสไฟฟ้า เราคงได้แต่ หวังว่าบรรดาจุลินทรีย์จะไม่นำพลังงานที่พวกมันผลิตได้มาใช้ในการชมภาพยนตร์ เดอะ เมทริกซ์ แล้วหันกลับมาต่อสู้และดูดพลังงานไฟฟ้าจากมนุษย์ในที่สุด

                                               โดย... สันติพงษ์  ปิตตุภักดิ์

พบกับเรื่องนี้ได้ที่ :
http://update.se-ed.com/204/battery.htm

กลับไปหน้าบทความ/สารคดี

 


Discovery ResearchPaper NASA
WhyFilesSavvySearch เชื่อมสู่สถาบันการศึกษา


UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 60 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 720 บาท
จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0-2751-5800, 0-2751-4175 โทรสาร 0-2751-5059
E-mail : update@se-ed.com

SEED Update Magazine Microcomputer User Internet
เซมิคอนดัคเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ Industrial Hobby Mechanical