UpDATE Magazine Online
 http://update.se-ed.com     หน้าแรก    ฉบับก่อน      แนะนำ     ติดต่อเรา     สมาชิก     ซีเอ็ด      

ฉบับ 203 สิงหาคม 2547

ปกเล่มปัจจุบัน

ประจำฉบับ

บอกรับจดหมายข่าว

โปรดแจ้ง
E-Mail ของคุณ



Subscribe    
Unsubscribe

  Powered by
YourMailinglist Provider.com

  
ดูจดหมายข่าวเก่า 

             เรื่องจากปก #203              

  กลโกงโอลิมปิก จากโด๊ปยาถึงโด๊ปยีน  
         

เมื่อสปิริตแห่งกีฬาโอลิมปิกถูกท้าทายด้วยเทคโนโลยีและความต้องการเป็นที่หนึ่ง

        ขณะที่ท่านกำลังอ่าน Update  ฉบับนี้อยู่ กีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ “โอลิมปิกเกม” ก็ได้เวียนมาบรรจบอีกรอบหนึ่งแล้วนะครับ ทุกท่านคงจะมีโอกาสได้เชียร์นักกีฬาและเกมกีฬาสุดโปรดของตนเองกันให้สนุกอีกครั้ง ยิ่งคราวนี้พิเศษกว่าครั้งอื่นตรงที่สถานที่จัดงานได้เวียนกลับมาที่ประเทศกรีซอีกครั้งหนึ่ง ประเทศกรีซนี่เองที่มีบันทึกว่าเป็นสถานที่แรกซึ่งใช้จัดเกมกีฬานี้ขึ้นในปีที่ 776 ก่อนคริสตกาล แม้ว่าในคราวนั้นจะเป็นเพียงกีฬาภายในของ ชาวกรีกก็ตาม
       ในระยะหลังๆ นี้ เมื่อมีการแข่งขันกีฬานัดสำคัญๆ ขึ้นมาเมื่อใด ก็มักจะมีคำถามเกี่ยวกับเรื่อง “การโด๊ปยา” กันเสียทุกที นับวันก็ดูเหมือนว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะไม่ดีขึ้นสักเท่าใด ซ้ำยังจะมีเทคนิคการโด๊ปยาแบบแปลกๆ ปรากฏเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
       ในบทความนี้ ผมจะเล่าให้ทุกท่านทราบว่า การโด๊ปแบบต่างๆ มีลักษณะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโด๊ปแบบใหม่ๆ อย่าง “การโด๊ปเลือด” และ “การโด๊ปยีน” ที่ผู้อ่านส่วนใหญ่อาจจะไม่เคยได้ยินกันมาก่อน มาดูกันเลยดีกว่านะครับ


  เมื่อเลือดก็ใช้โด๊ปนักกีฬาได้  
        การโด๊ปเลือดคืออะไร?
        การโด๊ปเลือด ก็คือ การเพิ่มปริมาณเลือด เม็ดเลือด หรือสารบางอย่างที่ทำหน้าที่ในการนำออกซิเจนได้เข้าสู่ร่างกายนักกีฬาก่อนการแข่งขัน โดยเฉพาะการแข่งขันจำพวกที่ต้องอาศัยความอดทนของร่างกายอย่างต่อเนื่อง เช่น การวิ่งมาราธอน หรือการปั่นจักรยาน เป็นต้น
        แนวคิดเรื่องการโด๊ปเลือดมาจากปัญหาสำคัญประการหนึ่งสำหรับนักกีฬาก็คือ ในระหว่างการฝึกซ้อมหรือแข่งขันอันหนักหน่วง ร่างกายของพวกเขาจะไม่สามารถลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้มากเพียงพอ ทำให้ร่างกายเกิดการสะสมกรดแลกติกขึ้น และมีผลทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการล้าและบาดเจ็บได้
       ปกติแล้ว ร่างกายนำออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อผ่านทางเม็ดเลือดแดงเป็นสำคัญ คือประมาณ 97 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 3 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือละลายไปกับน้ำเลือด (หรือพลาสมา) ดังนั้น การเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดหรือสารอื่นใดที่สามารถนำออกซิเจนได้จะช่วยเพิ่มสมรรถภาพนักกีฬาได้
       แล้วนักกีฬาโด๊ปเลือดกันอย่างไร?
       กระบวนการโด๊ปเลือดจะเริ่มจากการนำเลือดบางส่วนออกจากร่างกายของนักกีฬาก่อนการแข่งขันนัดสำคัญหลายสัปดาห์ โดยทั่วไปเลือดที่ดึงออกมาจะมีปริมาตรราว 1-4 หน่วย (เลือด 1 หน่วย = 450 มิลลิลิตร) นำเลือดที่ได้มาปั่นเพื่อแยกส่วนของพลาสมาและเม็ดเลือดออกจากกัน จากนั้นนำส่วนพลาสมาใส่กลับเข้าไปในร่างกายของนักกีฬาทันที ส่วนเม็ดเลือดจะแยกไปแช่เย็นไว้ที่ 4 องศาเซลเซียสหรือที่อุณหภูมิติดลบ 80 องศาเซลเซียส ก่อนที่จะนำไปใส่กลับสู่ร่างกายนักกีฬาก่อนการแข่งขัน
        โดยทั่วไป ร่างกายคนเราจะใช้เวลาสร้างเม็ดเลือดให้มีระดับปกติดังเดิมประมาณ 3-8 สัปดาห์ ดังนั้น การนำเลือดใส่กลับสู่ร่างกายของนักกีฬาจะต้องคำนวณอย่างแม่นยำ และการตรวจเลือดในจังหวะเวลาที่ไม่เหมาะสมก็จะพบว่า นักกีฬาที่โด๊ปเลือดมีเม็ดเลือดน้อยกว่าปกติ (แทนที่จะมากกว่าปกติ!)
        การโด๊ปเลือดที่ทำอย่างถูกขั้นตอนสามารถเพิ่มปริมาณของโปรตีนเฮโมโกลบินที่อยู่ในเม็ดเลือดแดงซึ่งทำหน้าที่จับกับออกซิเจนได้มากถึง 20 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว!!!
        นอกจากจะใช้เลือดโดยตรงแล้ว ยังมีสารอื่นๆ อีกหลายชนิดที่นิยมใช้ในการโด๊ปเลือด หนึ่งในจำนวนนี้ก็คือ อีริโทรพอยทิน (Erythropoietin หรือในชื่อของยาสังเคราะห์ว่า EPO : Epoietin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่ง ที่มีความสามารถในการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มเติมได้ ปกติฮอร์โมนดังกล่าวจะสร้างที่ไตเป็นหลัก โดยพร้อมจะสร้างเสมอ เมื่อใดก็ตามที่มีปริมาณออกซิเจนที่ไหลผ่านไตลดลง
        นอกจากนี้ก็ยังมีการใช้สารละลายเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (perfluorocarbon) ซึ่งดูดซับออกซิเจนได้ดี และสารแอคโทเวจิน (actovegin) ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของเลือดลูกวัว ที่จับออกซิเจนได้ดีอีกด้วย เป็นต้น

  เมื่อมิกกี้เมาส์กลายร่างเป็นหนูนักกล้าม  
       หนึ่งในบรรดาโรคเป้าหมายของการทำยีนบำบัดนั้น ก็มีโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของกล้ามเนื้อที่เรียกว่า โรคกล้ามเนื้อเจริญผิดเพี้ยนแบบดูเชนน์ (Duchenne muscular dystrophy) รวมอยู่ด้วย ยีนที่รับผิดชอบต่อการเกิดโรคดังกล่าวค้นพบตั้งแต่ปี 1988 (พ.ศ. 2521) และมีการวิจัยของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ที่นำโดยศาสตราจารย์ ลี สวีนี (Lee Sweeney) ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับเรื่องยีนบำบัดของโรคกล้ามเนื้อดังกล่าวนี้ด้วย
        ยีนที่ใส่เข้าไปในกรณีดังกล่าว เพื่อใช้เป็นแม่พิมพ์ในการสร้างโปรตีนที่มีชื่อว่า IGF-I (Insulin-like Growth Factor-I) IGF-I เป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นให้มีการเติบโตและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ศาสตราจารย์สวีนีเลือกใช้ไวรัสชื่อ AAV (Adeno-associated Virus) ซึ่งเป็นไวรัสที่พบอยู่ในกล้ามเนื้อมนุษย์ตามธรรมชาติอยู่แล้ว เป็นตัวส่งยีนเข้าสู่ร่างกายสัตว์ทดลอง
        หนูที่ถูกตัดต่อยีนให้สามารถสร้าง IGF-I ได้มากเป็นพิเศษ ก็มีกล้ามเนื้อที่ใหญ่กว่าหนูปกติตั้งแต่ 20-50 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อหนูเหล่านี้แก่ตัวลง ก็ ยังคงความสามารถในการซ่อมแซม  กล้ามเนื้อได้เทียบเท่ากับหนูธรรมดาที่อายุน้อยกว่า แต่ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ ระดับ IGF-I ที่เพิ่มขึ้นนั้น เกิดขึ้นเฉพาะที่กล้ามเนื้อ และไม่ได้เพิ่มขึ้นในกระแสเลือดแต่อย่างใด แต่การเพิ่ม IGF-I ขึ้นในกระแสเลือดนั้นมีอันตรายค่อนข้างมาก เพราะนอกจากอาจจะทำให้เกิดปัญหาการทำงานของหัวใจแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งอีกด้วย
        แต่ที่น่าจะเตะตานักกีฬาที่สุด ก็ได้แก่การทดลองที่ฉีด IGF-I เข้าไปในขาข้างหนึ่งของหนูทดลอง จากนั้นก็จัดให้หนูตัวดังกล่าวเข้าคอร์สออกกำลังด้วยการยกน้ำหนักรวม 8 สัปดาห์ ผล ก็คือ เมื่อสุดสิ้นการทดลอง ขาของหนูข้างที่ได้รับยีน IGF-I ที่มากับไวรัส AAV มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมากกว่าขาอีกข้างหนึ่งของมันราวสองเท่า 

  เสี่ยงเป็นเสี่ยงกัน  
        จากผลงานวิจัยเหล่านี้ ทำให้ศาสตราจารย์สวีนีได้รับอีเมล์จากบุคคลต่างๆ สัปดาห์ละหลายสิบฉบับ แสดงเจตจำนงที่จะเป็นอาสาสมัครในการ ทดลอง คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นนักกีฬา ทั้งนักวิ่งและนักยกน้ำหนัก แต่สิ่งที่ศาสตราจารย์สวีนีทำได้ก็คือ ตอบกลับไปว่า การทดลองในคนเป็นเรื่องผิดกฎหมายและยังไม่ปลอดภัย
        การโด๊ปยีนก็มีลักษณะคล้ายกับโด๊ปยาแบบอื่นๆ  และการโด๊ปเลือด นั่นก็คือ มีความเสี่ยงสูง และอาจจะมีอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่แม้กระนั้นก็เป็นเรื่องน่าเป็นห่วงว่า ความเป็นจริงเรื่องอันตรายดังกล่าว อาจจะไม่สามารถหยุดยั้งนักกีฬาหลายๆ คนได้ เพราะการทำโพลในหมู่นักกีฬาชาวอเมริกันคราวหนึ่ง แสดงให้เห็นว่า นักกีฬาจำนวนหนึ่งพร้อมที่จะใช้ยาโด๊ปหรือวิธีอื่นใดที่จะช่วยให้พวกเขาได้ชัย แม้ว่าพวกเขาจะรู้ว่าอาจจะเสี่ยงถึงระดับเสียชีวิตก็ตาม
       อันที่จริง การทำยีนบำบัดเองก็มีความเสี่ยงอยู่สูงมากแล้ว เช่น พบว่าในการทดลองคราวหนึ่ง แม้ว่าผู้ป่วยจำนวนทั้งหมด 10 รายที่ทำยีนบำบัดจะได้ผลดีในการรักษาโรคที่ต้องการ แต่ต่อมาพบว่า สองรายในจำนวนนั้นเกิดเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวในภายหลัง นอกจากนี้แล้ว ก็เคยมีรายงานมาแล้วว่า ไวรัสบางชนิดที่ใช้ในการทำยีนบำบัดสามารถกระตุ้นให้ร่างกายต่อต้าน (ยังไม่รู้กลไกและรายละเอียดที่แน่ชัด) และทำให้ผู้ป่วยวัยรุ่นรายหนึ่งเสียชีวิตมาแล้วเช่นกัน
        และมีผลการทดลองที่ชัดเจนว่า IGF-I สามารถกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งเติบโตได้รวดเร็วและได้ดียิ่งขึ้น!
        แม้ว่าข้อมูลเรื่องความเสี่ยงของการ “โด๊ปยีน” จะมีมากมายเพียงใด แต่คงไม่อาจยับยั้งการโด๊ปยีนในหมู่ นักกีฬาเป็นแน่แท้ เพราะว่าเทคโนโลยีการทำยีนบำบัดนั้น ไม่ใช่เรื่องยากและ ซับซ้อนจนเกินไปอีกต่อไปแล้ว นอกจากนี้ รางวัลที่นักกีฬาชาติต่างๆ จะได้รับหากได้เหรียญโอลิมปิกก็ดูจะเพิ่มมากขึ้นทุกทีๆ นอกเหนือไปจากความเป็นวีรบุรุษ วีรสตรีที่ประโคมกันทางสื่ออย่างมากมาย

                                               โดย ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ

อ่านเรื่องของการโด๊ปยีนอย่างละเอียดพร้อมภาพประกอบได้จากนิตยสาร UpDATE ฉบับ 203 สิงหาคม 2547

พบกับเรื่องนี้ได้ที่ :
http://update.se-ed.com/203/gene_doping.htm
กลับไปหน้าเรื่องจากปก

 


Discovery ResearchPaper NASA
WhyFilesSavvySearch เชื่อมสู่สถาบันการศึกษา


UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 60 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 720 บาท
จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0-2751-5800, 0-2751-4175 โทรสาร 0-2751-5059
E-mail : update@se-ed.com

SEED Update Magazine Microcomputer User Internet
เซมิคอนดัคเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ Industrial Hobby Mechanical