|
ฉบับ 202 กรกฎาคม
2547
|
| 
|
|
ประจำฉบับ
|
|
|
Powered by
YourMailinglist Provider.com ดูจดหมายข่าวเก่า
|
สารคดีวิทยาศาสตร์
#202
เมื่อพลูโตเป็นดาวเคราะห์
แล้วเซดนาจะเป็นอะไร ?
นับตั้งแต่ ไคลด์
ทอมบอห์ (Clyde Tombaugh) ค้นพบดาวพลูโตเมื่อปี 2473 พลูโตก็ถูกจัดเป็นดาวเคราะห์ดวงที่เก้าของระบบสุริยะ
และเป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดเล็กที่สุดและอยู่ไกลที่สุด แต่สิบกว่าปีที่ผ่านมา
นักดาราศาสตร์ได้ค้นพบเทหวัตถุขนาดใหญ่หลายดวงในบริเวณวงแหวนไคเปอร์
(อยู่เลยวงโคจรของดาวเนปจูนออกไป เป็นบริเวณที่เป็นที่อยู่ของบรรดาเทหวัตถุพวกดาวหาง
และดาวเคราะห์น้อยต่างๆ จำนวนมาก) บางดวงมีขนาดครึ่งหนึ่งของพลูโต
และล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคม 2547 ได้มีการค้นพบ เซดนา
(Sedna) หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า 2003 VB 12 เทหวัตถุขนาดอย่างน้อยสามในสี่ของพลูโต
อยู่นอกวงแหวนไคเปอร์ ทำให้นักดาราศาสตร์ต้องตั้งคำถามว่า เซดนามาจากไหน
และเมื่อพลูโตเป็นดาวเคราะห์ แล้วเซดนาจะเป็นอะไร ?
การค้นพบดาวพลูโตนับเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจยิ่ง
พลูโตนำมาทั้งความตื่นเต้นและความผิดหวังให้กับนักดาราศาสตร์ในยุคนั้น
ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่าหลังจากการค้นพบดาวยูเรนัสแล้ว นักดาราศาสตร์ก็พบว่า
มีแรงดึงดูดรบกวนการโคจรของมัน ทำให้เชื่อว่าน่าจะมีดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งที่เป็นต้นเหตุของการรบกวนวงโคจรนี้
และในที่สุดในปี 2389 นักดาราศาสตร์ก็ได้ค้นพบดาวเคราะห์ปริศนานั้น
ซึ่งก็คือ ดาวเนปจูนนั่นเอง แต่หลังจากค้นพบดาวเนปจูนแล้ว ดาวยูเรนัสและดาวเนปจูนก็ยังถูกรบกวนวงโคจรอีก
ทำให้การคำนวณวงโคจรไม่เป็นไปตามที่นักดาราศาสตร์คำนวณได้ นักดาราศาสตร์ในสมัยนั้นจึงเชื่อว่า
น่าจะมีดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่ง เพอร์ซิวาล
โลเวลล์ (Percival Lowell) นักดาราศาสตร์ชื่อดังเป็นคนหนึ่งที่เพียรพยายามค้นหาดาวเคราะห์ดวงนี้
และเรียกดาวเคราะห์ที่ยังไม่เห็นนี้ว่าดาวเคราะห์ X แต่เมื่อพลูโตเผยโฉม
มันกลับไม่ใช่ดาวเคราะห์ขนาดใหญ่เฉกเช่นดาวเคราะห์ชั้นนอกของระบบสุริยะคือ
ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน อย่างที่ นักดาราศาสตร์คาดหวัง
ที่สำคัญมันมีมวลน้อยมากจนไม่สามารถทำความรบกวนวงโคจรของทั้งดาวเนปจูนและดาวยูเรนัสได้
พลูโตมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงประมาณ
2,370 กิโลเมตร เมื่อเทียบกับดาวเนปจูนดาวเคราะห์ดวงที่แปดที่อยู่ใกล้มันที่สุดซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง
49,528 กิโลเมตรแล้ว ดาวเนปจูนใหญ่กว่าพลูโตประมาณ 20 เท่า ขนาดของพลูโตยังเล็กกว่าดวงจันทร์ในระบบสุริยะหลายดวง
มันมีขนาดราวสองในสามของดวงจันทร์ของโลก และเล็กกว่าดวงจันทร์ ไอโอ
คาลลิสโต แกนิมีด ของดาวพฤหัสบดี ไทร-ตันของดาวเนปจูน และไททันของดาวเสาร์
องค์ประกอบทางธรณีของพลูโตเป็นหินและน้ำแข็ง มีวงโคจรที่ประ- หลาดกว่าดาวเคราะห์ในระบบสุริยะคือ
เป็นวงรีมากและลาดลงตัดกับวงโคจรของดาวเนปจูน ทำให้เมื่อปี 2522-2542
พลูโตมีระยะทางห่างจากดวงอาทิตย์น้อยกว่าดาวเนปจูน โดยในปี 2532 พลูโตมีระยะทางห่างจากดวงอาทิตย์น้อยกว่า
30 AU (Astronomical Unit หรือ หน่วยดาราศาสตร์ คือระยะทางโดยเฉลี่ยระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์
1 AU มีค่าเท่ากับ 150 ล้านกิโลเมตร หรือ 93 ล้านไมล์) และตอนนี้พลูโตก็กำลังโคจรออกห่างจากดวงอาทิตย์
โดยในปี 2666 พลูโตจะอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากที่สุด ที่ระยะทาง 50
AU พลูโตจึงไม่ใช่ดาวเคราะห์ X ดังนั้นนักดาราศาสตร์ในสมัยนั้นจึงค้นหาดาวเคราะห์
X กันต่อไปรวมทั้ง ไคลด์ ทอมบอห์ ด้วย การค้นหาดาวเคราะห์
X มายุติลงในปี 2535 เมื่อยานวอยเอเจอร์ 2 เผยมวลที่แน่นอนของดาวเนปจูน
และยานไพโอเนียร์ 10 ยานไพโอเนียร์ 11 ยานวอยเอเจอร์ 1 ยานวอยเอเจอร์
2 ไม่พบว่ามีแรงดึงดูดใดๆ ในอวกาศ ที่ไกลออกไปจากดาวเนปจูน นักดาราศาสตร์สรุปว่า
การคำนวณของนักดาราศาสตร์ในยุคนั้นผิดพลาด! นั่นคือ มันไม่มีดาวเคราะห์
X อยู่จริง แม้ว่าพลูโตจะได้รับการยอมรับว่าเป็นดาวเคราะห์ดวงที่เก้า
และไม่มีดาวเคราะห์ X อีกต่อไป แต่อนาคตของพลูโตกลับไม่แน่นอนตั้งแต่ปี
2494 เมื่อ เจอราร์ด ไคเปอร์ (Gerard
Kuiper) เสนอทฤษฎีว่ามีแหล่งของเทหวัตถุที่เป็นก้อนน้ำแข็งนอกวงโคจรของดาวเนปจูน
และเพื่อเป็นเกียรติแก่เจอราร์ด ไคเปอร์ นักดาราศาสตร์จึงเรียกอวกาศบริเวณเลยวงโคจรของดาวเนปจูนนี้ออกไปว่า
แถบไคเปอร์ (Kuiper Belt) ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ประมาณว่าขอบ
เขตของแถบหรือวงแหวนไคเปอร์อยู่ ที่ระยะทางประมาณ 55 AU วงแหวนไคเปอร์มีอีกชื่อหนึ่งว่า
วงแหวนทรานส์เนปจูเนียน (TransNeptunian) มันคล้ายกับวงแหวนหรือแถบดาวเคราะห์น้อย
(Asteroid Belt) ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ซึ่งอยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี
ทว่าเทหวัตถุในวงแหวนไคเปอร์ซึ่งเรียกกันว่า Kuiper
Belt Obects หรือ KBO นั้นมีจำนวน มากกว่าดาวเคราะห์น้อยถึง
100 เท่า เทหวัตถุเหล่านี้เป็นหินที่ปกคลุมด้วย น้ำแข็ง ส่วนใหญ่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่กี่กิโลเมตร
นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่ามีจำนวนหลายล้านดวงเลยทีเดียว ในปี
2535 เดวิด เจวิตต์ (David Jewitt) แห่งมหาวิทยาลัยฮาวายและ
เจน ลู (Jane Luu) แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์กลีย์
ค้นพบ KBO ขนาดใหญ่ดวงแรกมีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 200 กิโลเมตรให้ชื่อว่า
1992 QBI ต่อจากนั้น นักดาราศาสตร์หลายทีมก็ได้ค้นพบเทหวัตถุในวงแหวนไคเปอร์
อย่างต่อเนื่องรวมแล้วปัจจุบันพบ KBO ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ
100 กิโลเมตรแล้วราว 800 ดวง ดวงที่มีขนาดใหญ่มาก คือ 2002 AW197 และ
วารูนา (Varuna) ขนาด 900 กิโลเมตร 2001 KX76 ขนาด 1,270 กิโล เมตร
และควาอัวร์ (Quauar) ขนาด 1,250 กิโลเมตร การค้นพบ
KBO ขนาดใหญ่อย่าง 2001 KX76 และควาอัวร์มีผลทำให้นักดาราศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ยอมรับว่าพลูโตเป็นดาวเคราะห์อีกต่อไป
แต่ถือว่าพลูโตเป็น KBO ที่ใหญ่ที่สุดแทนที่จะเป็นดาวเคราะห์ อย่างไรก็ตามคนทั่วไปก็ไม่อยากจะให้ลดฐานะพลูโตเป็น
KBO เนื่องจากเหตุผลทางประวัติศาสตร์ ดังนั้น พลูโตจึงยังคงเป็นดาวเคราะห์ดวงที่เก้าของระบบสุริยะอยู่
ปัจจุบันทีมนักดาราศาสตร์ผู้ค้นพบควาอัวร์ซึ่งประกอบด้วย
ไมค์ บราวน์ (Mike Brown) จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย
เดวิด ราบิโนวิตซ์ (David Rabinowitz) จากมหาวิทยาลัยเยล และ
ชาด ทรูจิลโล (Chad Trujillo) จากหอดูดาวเจมินิในฮาวาย
เรียกขาน KBO ขนาดใหญ่นี้ใหม่ว่า แพลเนทอยด์
(Planetoids) ซึ่งหมายถึงเทหวัตถุที่จะจัดเป็นดาวเคราะห์น้อยก็ไม่ได้
เพราะใหญ่กว่าดาวเคราะห์น้อยที่ใหญ่ที่สุด (คือเซเรสขนาด 900 กิโลเมตร)
แต่ก็ยังไม่ใหญ่พอที่จะจัดเป็นดาวเคราะห์ ชาด
ทรูจิลโล บอกว่าที่ผ่านมาการค้นหาทำได้เพียง 15 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ท้องฟ้าทั้งหมดเท่านั้น
และมั่นใจว่ามีแพลเนทอยด์ขนาดใหญ่อีกราว5-10 ดวง และอาจจะมีซูเปอร์พลูโตราว
2 ดวงที่ซุ่มซ่อนตัวอยู่ในวงแหวนไคเปอร์ ซึ่งคาดว่าพวกมันจะถูกค้นพบภายในสองปีนี้
การค้นหา KBO หรือแพลเนทอยด์ในวงแหวนไคเปอร์ของนักดาราศาสตร์ทีมนี้เริ่มตั้งแต่ปี
2534 โดยใช้กล้อง ถ่ายภาพ CCD Quest Camera ซึ่งติดตั้งกับกล้องโทรทรรศน์
ซามูเอล ออสชินขนาด 48 นิ้ว ของหอดูดาวเมาต์พาโลมาร์ ทางตะวันออกของซานดิเอโก
วิธีค้นหาทำโดยการส่องกล้องไปยังท้องฟ้าเป้าหมาย
แล้วบันทึกภาพสามครั้งในช่วงเวลาห่างกัน 90 นาที หลังจากนั้นนำภาพมาเปรียบเทียบกัน
หากมี KBO หรือแพลเนทอยด์ มันจะเป็นจุดซึ่งเคลื่อนที่ไปเล็กน้อย เห็นได้โดยการดูเปรียบเทียบกับดาวฤกษ์ในภาพซึ่งจะอยู่คงที่
|
 ภาพแสดงขนาดของเซดนา
เมื่อเทียบกับดาวเคราะห์ดวง ต่างๆ และเทหวัตถุในระบบ สุริยะของเรา
|
ต่อมานักดาราศาสตร์ทีมนี้ก็ประสบความสำเร็จโดยค้นพบเทหวัตถุขนาดใหญ่อีกดวงหนึ่งที่นำมาซึ่งความตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง
มันคือเซดนา มีขนาดไม่เกิน 1,800
กิโลเมตรหรืออยู่ในระหว่าง 800-1,100 ไมล์ ความใหญ่ของมันประมาณสามในสี่ของพลูโต
เซดนาถูกตรวจจับได้ตั้งวันที่
14 พฤศจิกายน 2546 มันมีความประหลาดหลายประการ ประการแรก
มันไม่ได้เป็นเทหวัตถุในวงแหวนไคเปอร์แต่อยู่เลยออกไป และเป็นเทหวัตถุในระบบสุริยะที่อยู่ไกลที่สุดเท่าเคยค้นพบมา
มันอยู่ไกลกว่าพลูโตถึงสามเท่า ประการที่สอง
เซดนามีวงโคจรที่ประหลาดคือเป็นวงรีมาก ตำแหน่งใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดไม่น้อยกว่า
76 AU ซึ่งไกลกว่าตำแหน่งที่พลูโตเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดถึงสองเท่า
และตำแหน่งไกลดวงอาทิตย์ที่สุดประมาณ 900 AU และใช้เวลาถึง 10,500
ปีในการโคจร รอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบ ประการที่สาม
เซดนาไม่ได้มีองค์ประกอบเหมือน KBO ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นน้ำแข็งและมีเทนแข็งอย่างที่คาดกันตั้งแต่แรก
จนถึงปัจจุบันนักดาราศาสตร์ก็ยังไม่รู้องค์ประกอบของมัน รู้แต่เพียงว่าสีของมันออกแดงคล้ายดาวอังคาร
และอุณหภูมิที่พื้นผิวน่าจะต่ำกว่า -240 องศาเซลเซียส และด้วยเหตุที่มันเป็นเทหวัตถุที่เย็นที่สุดนี้เอง
ทีมค้นพบจึงตั้งชื่อมันว่า เซดนา หรือเทพีแห่งทะเลของชาวอินูอิต
หลังจากเฝ้าติดตามเซดนาอยู่ประมาณหนึ่งเดือน
นักดาราศาสตร์ก็ต้องประหลาดใจอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพบว่าเซดนามีความสว่างและมืดสลับกันในช่วงเวลา
20 วัน นั่นก็หมายความว่ามันหมุนรอบตัวเองครบหนึ่งรอบ ใช้เวลา 40 วัน
ซึ่งช้ามากเมื่อเปรียบเทียบกับเทหวัตถุอื่นๆ ในระบบสุริยะ
|
 ภาพแสดงวงโคจรและตำแหน่งของเซดนาเมื่อเทียบกับเทหวัตถุต่างๆ
ในระบบสุริยะของเรา กลุ่มกระจุกดาวที่เห็นในภาพคือระบบสุริยะที่มีดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลาง
จุดดำเล็กๆ ที่เห็นคือเซดนา ซึ่งโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากโดยอยู่ห่างประมาณ
90 AU
|
ทีมค้นพบตั้งสมมติฐานว่าอัตราการหมุนรอบตัวเองที่ช้าเช่นนี้น่าจะเกิดจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์ที่ยังมองไม่เห็น
แต่มันน่าฉงนเมื่อเทียบเคียงกับพลูโตซึ่งถูกแรงดึงดูดของดวงจันทร์
แครอน (ดวงจันทร์บริวารของดาวพลูโต) พลูโตหมุนรอบตัวเองโดยใช้เวลา
6 วันซึ่งนับว่าช้าแล้ว แต่เซดนายังช้ากว่ามาก ทีมค้นพบพิสูจน์สมมติฐานนี้โดยใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลส่องดู
ผลปรากฏว่าไม่พบดวงจันทร์ตาม ที่คาดไว้ อย่างไรก็ดีทีมค้นพบก็ยัง
ไม่สรุปว่าเซดนาไม่มีดวงจันทร์บริวาร พวกเขาเชื่อว่าอาจจะเป็นเพราะว่าดวงจันทร์อยู่ใกล้เซดนามาก
หรือมืดทึบจนไม่สามารถมองเห็นได้ หรืออาจจะอยู่ด้านหน้าหรือด้านหลังในขณะที่ฮับเบิลบันทึกภาพก็ได้
อย่างไรก็ตามนี่คือหนึ่งในลักษณะที่แปลกประหลาดของเทหวัตถุดวงนี้
ด้วยความแปลกประหลาดหลายๆ
อย่างของเซดนา ความน่าสนใจที่สุดของมันก็คือ เซดนามาจากไหน ? บราวน์ซึ่งเป็นผู้นำทีมวิจัย
ตั้งสมมติฐานว่า เป็นไปได้ว่า เซดนา อาจจะมาจากเมฆออร์ตด้านใน (Inner
Oort Cloud - ปี 2493 แจน ออร์ต (Jan
Oort) นักดาราศาสตร์ชาวดัตช์ เสนอทฤษฎีว่า มีแหล่งดาวหางนับล้านล้านดวง
อยู่เป็นวงแหวนรอบดวงอาทิตย์ ไกลออกไป 50,000-100,000 AU ซึ่งต่อมาเรียกบริเวณนี้ว่า
เมฆออร์ต (Oort Cloud)) บราวน์อธิบายว่า
ทฤษฎีเมฆออร์ต กล่าวว่า มีเทหวัตถุก้อนน้ำแข็งซึ่งเป็นต้นกำเนิดของดาวหางอยู่รอบ
ดวงอาทิตย์เป็นวงแหวนห่างจากดวงอาทิตย์เป็นระยะเกือบครึ่งทางระหว่างดวงอาทิตย์กับดาวฤกษ์ที่ใกล้ที่สุด
ซึ่งในบางโอกาสเมื่อมีดาวฤกษ์ผ่านเข้ามาใกล้เมฆออร์ต ดาวฤกษ์จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวงโคจรของก้อนน้ำแข็งบางดวง
โดยมันจะถูกผลักให้เข้ามายังระบบสุริยะด้านใน ก้อนน้ำแข็งเหล่านี้ก็คือ
ดาวหาง นั่นเอง ดาวหาง จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ว่าเมฆออร์ต มีอยู่จริง
บราวน์บอกว่าถึงแม้ว่าจะคาดกันว่าเมฆออร์ตอยู่ไกลจากวงโคจรของ
เซดนามากก็ตาม แต่ทำไมเราไม่คิดว่าเซดนาเป็นสมาชิกของเมฆออร์ต ?
เขาและทีมงานเชื่อว่า
เซดนานี่แหละคือหลักฐานที่บ่งชี้ว่าขอบเขตของเมฆออร์ตไดัขยายเข้ามายังบริเวณดวงอาทิตย์ด้วย
ซึ่งไม่ได้ไกลอย่างที่เราเคยเชื่อกัน นั่นก็คือบริเวณที่เรียกว่า เมฆออร์ตด้านในนั่นเอง
เมฆออร์ตด้านในเกิดขึ้นคล้ายกับเมฆออร์ตด้านนอก
กล่าวคือในช่วงแรกๆ ของการก่อตัวของระบบสุริยะนั้น ก้อนน้ำแข็งเล็กๆ
จะโคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์ แต่เมื่อพวกมันเข้าใกล้ดาวเคราะห์ พวกมันก็จะถูกผลักให้ออกไปด้านนอก
และขณะที่พวกมันโคจรห่างออกไปจากดวงอาทิตย์นั้น มันได้ถูกแรงโน้มถ่วงของดาวฤกษ์ทำให้ช้าลงและยังคงอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์
บราวน์คิดว่าเซดนาน่าจะมีชะตากรรมอย่างที่ ว่านี้ สมมติฐานของบราวน์น่าสนใจทีเดียว
มันช่วยให้หาแหล่งที่มาของ เซดนาได้ ทว่านักดาราศาสตร์ก็ยังเผชิญกับอีกปัญหาหนึ่ง
คือ เมื่อพลูโตเป็นดาวเคราะห์แล้วเซดนาจะเป็นอะไร ? ปัญหานี้กำลังร้อนแรงทีเดียว
เว็บไซต์สมาคมดาวเคราะห์ (Planetary.org)
ถึงกับยกเอาปัญหานี้มาให้โหวตกันเลยทีเดียว ดังเช่น พลูโต คือดาวเคราะห์แต่เซดนา
ไม่ใช่ ? ทั้ง เซดนาและพลูโตไม่ใช่ดาวเคราะห์ ? พลูโต เซดนา และเทหวัตถุ
ขนาดใหญ่อื่นๆ ในระบบสุริยะคือ ดาวเคราะห์ ? ยูจีน
เจียง นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ พูดถึงปัญหานี้ไว้อย่างน่าฟัง
เจียงบอกว่า ทั้งพลูโตและเซดนาไม่ควรเป็น ดาวเคราะห์ การค้นพบเซดนาช่วยบอกเราว่าพลูโตเป็น
KBO มากกว่าดาวเคราะห์ ถ้าพลูโตถูกค้นพบหลัง KBO เหล่านี้ คงไม่มีใครเรียกพลูโตว่าเป็นดาวเคราะห์แน่
อย่างไรก็ตามสถานะดาวเคราะห์ของพลูโตอาจไม่สิ้นสุดลงเพราะเซดนาและเสียงโหวต
พลูโตอาจคงสถานะ ดาวเคราะห์ต่อไปอีกราวสองปีหรือตลอดไปก็ได้ ขึ้นอยู่กับแพลเนทอยด์ขนาดใหญ่ที่จะถูกค้นพบในอนาคต
และหากการคาดหมายของทรูจิลโลที่ว่า เราจะพบซูเปอร์พลูโตภายในสองปีนี้
ถูกต้อง ถึงวันนั้นมีทางเลือกอยู่สองทางคือ หนึ่ง พลูโตถูกปลดจากดาวเคราะห์เป็น
KBO หรือแพลเนทอยด์ สอง มีดาวเคราะห์ดวงใหม่ต่อจากพลูโต ไม่ว่าจะออกหัวหรือออกก้อย
ปัญหาของพลูโตก็จะได้จบสิ้นกันเสียที
โดย... บัญฑิต
คงอินทร์
พบกับเรื่องนี้ได้ที่ : http://update.se-ed.com/202/sedna.htm

UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 60 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 720 บาท จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0-2751-5800, 0-2751-4175 โทรสาร 0-2751-5059
E-mail : update@se-ed.com
|