|
ฉบับ 201 มิถุนายน
2547
|
| 
|
|
ประจำฉบับ
|
|
|
Powered by
YourMailinglist Provider.com ดูจดหมายข่าวเก่า
|
สารคดีวิทยาศาสตร์
#201
หินเหินสะเทินน้ำ...ฟิสิกส์ของการขว้างหิน
ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงเพียงชั่วข้าม
คืนของ เจอร์ดอน โคลแมน แม็กกี เกิดขึ้นตอนที่เขายืนกำก้อนหินไว้เต็มมือ
บนฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นานนับเดือนที่เขาเดินทอดน่องอยู่บนชายหาดที่เต็มไปด้วยหินชนวน
ใกล้เมืองกาดาเกสของสเปนในแถบชายฝั่งโกสตา บราบา กับการขว้างก้อนหินไปยังผิวน้ำในการครุ่นคิดหาคำตอบถึงเรื่อง
ความสัมพันธ์ในการจมและเหินของก้อนหินบนผิวน้ำ วันเวลาที่ผ่านไปพ่อยอดชายนายแม็กกีพยายามเดินให้น้อยลง
และขว้างก้อนหินให้มากขึ้น ก้อนหินก็กระโดดร่อนไปบนผิวน้ำได้ไกลขึ้น
และไกลขึ้นเรื่อยๆ ในเย็นวันหนึ่งขณะที่พื้นน้ำเงียบสงบ และพระอาทิตย์อัสดงลาลับขอบฟ้า
ก้อนหินที่ขว้างจากมือของเขาได้เหินละลิ่วละเลียดผิวน้ำไปไกลลิบสุดสายตา
และแล้วเสียงปรบมือก็ดังขึ้นกลบความเงียบ เมื่อแม็กกีหันกลับหลังมา
เขาก็ได้พบผู้คนมากมายยืนมองอยู่ ในปี
2535 แม็กกีได้สร้างสถิติการร่อนหินไว้ในบันทึกสถิติโลก หินร่อนสะท้อนพื้นน้ำได้ถึง
38 ครั้งที่แม่น้ำบลังโก ในมลรัฐเท็กซัส และแม้ว่าชีวิตที่เดินทางจากแหล่งขุดเจาะน้ำมันแห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง
ด้วยอาชีพวิศวกรภาคสนามของ ไซเอ็นทิฟิก ดริลลิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล
เขาก็ยังต้องการที่จะกลับบ้านที่เมืองวิมเบอร์ลีย์ มลรัฐเท็กซัส เพื่อเสาะหาก้อนหิน
เกือบ 30 ปีที่เขาใช้เวลาอยู่ในสเปน เขาได้ค้นพบว่าทักษะในการร่อนหินนั้นสามารถเรียนรู้ได้อย่างเป็นระบบ
โดยเขาได้ประมวลศาสตร์ในการร่อนหินไว้ในหนังสือชื่อ เคล็ดลับการร่อนหิน
(The Secrets of Stone Skipping) เขาได้ทดลองโดยใช้หินที่มีขนาดและรูปร่างหลากหลายรูปแบบในสถานการณ์ที่แตกต่างไป
ได้ทดลองกระเด้งหินในถังน้ำ และทดลองตามคำแนะนำของนักศึกษาในห้องปฏิบัติการโครงการสโทรป
ศูนย์เอ็ดเกอร์ตัน ในสถาบันเทคโนโลยี มลรัฐแมสซาชูเซตส์ (MIT)
เคิร์สทัน คอทส์
นักศึกษาภาควิชาเคมีจากวิทยาลัยแอมเฮิร์สต์ ได้อธิบายหลักการสำคัญในการร่อนหินบนพื้นน้ำเป็นครั้งแรกเมื่อปี
2511 โดยเขาได้บันทึกภาพลักษณะการร่อนหินไว้สามรูปแบบ คือ การร่อนหินไปบนกระบะทราย
การร่อนหินไปบนผ้านวมที่คลุมโต๊ะ และการร่อนหินไปบนพื้นน้ำ คอทส์พบว่าลักษณะที่เกิดขึ้นบนกระบะทรายและบนผ้านวมที่คลุมโต๊ะไว้นั้นคล้ายกันคือ
ด้านท้ายจะกระทบกับพื้นก่อนด้านหัวแล้วจึงเชิดสู่อากาศอีกครั้ง ส่วนการร่อนหินไปบนพื้นน้ำนั้น
ก้อนหินด้านท้ายจะเกาะผิวน้ำและเชิดทำมุมราว 75 องศา จนเมื่อน้ำเกิดรูปเป็นเกลียวคลื่นด้านหน้ารองรับก้อนหินแล้ว
ก้อนหินก็จะเชิดหัวสู่อากาศ ซึ่งจะเป็นเช่นนี้สลับกันไป การวิเคราะห์ลักษณะการร่อนหินของคอทส์นี้มีมานานกว่า
30 ปีแล้ว จนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่ผ่านมา วารสารฟิสิกส์อเมริกันได้ตีพิมพ์
บทความเรื่อง a simplified description of the collision process
of the stone with water ของ ลีเดรีก บ้อกเก นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยโกลด
แบร์นาร์ด ลีอง ในเมืองวีลเลอร์บาน ประเทศฝรั่งเศส โดยเขาได้บรรยายผลงานและสร้างแบบฝึกปฏิบัติที่สนุกสนานเร้าใจสำหรับนักศึกษาในระดับปริญญาตรี
แต่สมการของเขานั้นค่อนข้างยาก บ้อกเกกล่าวว่า ในขอบเขตของคนธรรมดานั้น
สมการนี้เป็นสมการที่ใกล้เคียงกับการอธิบายตามเรื่องการเล่นสกีบนผิวน้ำ
โดยแต่ละครั้งที่ก้อนหินตกกระทบผิวน้ำ แรงโน้มถ่วงจะดึงก้อนหินให้จมลงสู่ผิวน้ำเพิ่มมากขึ้น
และน้ำก็ออกแรงดึงต่อก้อนหินด้วยจนกระทั่งฉุดก้อนหินจมลงใต้ผิวน้ำในที่สุด
ก้อนหินสามารถร่อนไปในอากาศได้นานกว่าบนผิวน้ำถึง 100 เท่า แต่อย่าลืมว่าอากาศมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำถึง
1,000 เท่า ดังนั้นการร่อนหินไปในอากาศจึงได้รับผลกระทบน้อยมาก
บ้อกเกบอกว่าหัวใจในการร่อนหินบนน้ำคือการรักษาระดับการหมุนให้คงที่
อย่างการเคลื่อนที่ของก้อนหินบนผิวน้ำนั้น ก้อนหินต้องทรงตัวไปโดยท้ายแตะน้ำสม่ำเสมอโดยไม่มีพลิกกลับ
หรือหกคะเมนตีลังกา และเมื่อเหินขึ้นสู่อากาศจะต้องหมุนเพื่อรักษาความสมดุลที่มีชื่อเฉพาะเรียกว่า
ฟริสบี (Frisbee) เป็นการปรับการหมุนและการเคลื่อนตัวให้ดีขึ้นเอง
หากเริ่มต้นขว้างก้อนหินออกไปไม่ดีนัก การหมุนก็จะปรับให้ได้ตำแหน่งที่ดีก่อนที่จะกระทบผิวน้ำ
บ้อกเกได้พัฒนาสูตรในการประมาณการตกกระทบผิวน้ำของก้อนหินว่าจะเป็นกี่ครั้งเมื่อศึกษาจากการหมุนและความเร็วของก้อนหิน
อย่างเช่นเขาคำนวณว่าในการตกกระทบของก้อนหิน 5 ครั้ง ก้อนหินจะต้องหมุน
5 รอบต่อวินาที และจากสถิติที่บันทึกไว้ของบ้อกเก ก้อนหินมีการตกกระทบผิวน้ำ
15 ครั้ง สามารถคำนวณได้ว่าก้อนหินจะต้องหมุนเกือบ 9 รอบต่อวินาที
และถ้าไปดูสถิติโลกที่แม็กกีทำได้โดยใช้สูตรนี้คำนวณพบว่ามีการหมุนสูงถึง
14 รอบต่อวินาที และเคลื่อนที่ได้เกือบ 12 เมตรต่อวินาที เพื่อสร้างสถิติโลกในการร่อนหินได้ไกลและกระทบผิวน้ำได้มากที่สุด
แม็กกีเริ่มต้นโดยการคัดสรรก้อนหินจากกองที่มีขนาดและน้ำหนักพอเหมาะ
เขาวางก้อนหินที่แบนที่สุดในวงของนิ้วชี้ที่งอเข้า แล้วกำนิ้วอื่นไว้ข้างใต้
เพื่อให้กำหินร่อนได้อย่างถนัดมือ ประการต่อมาคือ ยืนยืดตัว ยกมือที่กำก้อนหินให้ข้อมือตั้งขึ้นด้วยท่วงท่าเหมือนนักเต้นระบำฟลามิงโกที่ถือแคสทาเน็ต
(เครื่องดนตรีขนาดเล็กใช้เคาะจังหวะ ใช้กับระบำสเปน - กองบก.) ถึงแม้จะดูเป็นท่าทางที่แปลก
แต่ปัจจุบันได้มีการนำไปทำอย่างแพร่หลาย ท้ายสุดคือการกำหนดเป้าหมายแล้วร่อนหินออกไปให้กระทบผิวน้ำตามทิศทางและมุมที่ตั้งใจ
อย่างกรณีของแม็กกีเริ่มต้นจากการร่อนหินในระดับที่สูงมากที่สุดก่อนแล้วพยายามให้มันเคลื่อนไปในแนวขนานพื้นน้ำมากที่สุด
เขาบอกว่ายิ่งขว้างหินให้ขนานกับพื้นน้ำได้มากเท่าไร พลังงานที่ใช้ในการเหินให้เป็นเส้นตรงยิ่งน้อยลงไปด้วย
ซึ่งก้อนหินที่ดูเหมือนจะร่อนได้ดีนั้นจะเป็นก้อนที่มีรูปทรง ไม่ค่อยสมบูรณ์นัก
และมีน้ำหนักนิดหน่อย เพราะคลื่นและลมในอากาศจะส่งผลให้ก้อนหินที่ค่อนข้างกลมและเบาเฉออกนอกเส้นทางได้
ไม่ใช่เพียงการสร้างสถิติใหม่ในการร่อนหินได้ไกล
และมันอาจดูเหมือนการละเล่นแบบเด็กๆ แต่การร่อนหินมีหลักการเบื้องหลังที่น่าสนใจคือ
ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เซอร์ บาร์เนส วัลลิส วิศวกรชาวอังกฤษ
ผู้นิยมชมชอบการร่อนหิน เล่นกับหลานได้สร้าง ระเบิดเด้ง (Bouncing
bombs) สำหรับกองทัพอากาศ เพื่อโจมตีเขื่อนของเยอรมัน อันถือเป็นเป้าหมายสำคัญ
แต่จุดยุทธศาสตร์สำคัญนั้นได้รับการป้องกันเป็นอย่างดี ด้วยปืนต่อสู้อากาศยานและตอร์ปิโดใต้น้ำ
เขาจึงทำการทดลองก่อนด้วยก้อนหิน เครื่องยิง และถังน้ำ จาก นั้นวัลลิสได้พัฒนาระเบิดทรงกระบอก
ซึ่งจะสามารถหมุนไปด้วยขณะปล่อยจากอากาศและเมื่อกระทบพื้นน้ำแล้ว ก็จะเด้งไปสู่เป้าหมาย
จนเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2486 เครื่องบินทิ้งระเบิดของอังกฤษได้ทิ้งระเบิดโจมตีเป้าหมายเขื่อนเมอเนอ
ในเมืองรูร์ของเยอรมัน ระเบิดลูกแรกเกิดระเบิดก่อนถึงเป้าหมาย ระเบิดลูกที่สองเด้งข้ามเขื่อนไปยังโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่อยู่ด้านล่าง
ระเบิดลูกที่สามแฉลบไปทางด้านซ้าย และลูกสุดท้ายเข้าจังๆ ที่เป้าหมาย
เรียกว่าเล่นเอาเหนื่อยพอดูที่ระเบิดเด้งจะทำงาน ได้ผล เมื่อไม่นานมานี้
วิศวกรที่ห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอว์เรนซ์ ลิเวอร์มอร์ ได้เสนอรูปแบบของเครื่องบินร่อนสูงที่มีชื่อว่า
ไฮเปอร์ซอร์ (HyperSoar) ซึ่งจะร่อนเหนือชั้นบรรยากาศโลกด้วยความเร็ว
5-12 เท่าของความเร็วเสียง การทะยานขึ้นของเครื่องบินประเภทนี้จะเหมือนเครื่องบินทั่วไป
เมื่อทะยานไปถึงระดับที่สูงกว่า 40 กิโลเมตรจากพื้นโลกในชั้นบรรยากาศที่เบาบาง
ก็จะดับเครื่องยนต์แล้วปล่อยให้ลอยร่อนไปในห้วงอวกาศและค่อยๆ หล่นลง
จนเมื่อกระทบกับมวลอากาศในชั้นที่มีความหนาแน่นกว่า มันก็จะเด้งขึ้นต่อไปคล้ายกับการที่เราร่อนหินให้เด้งพื้นน้ำ
เมื่อเด้งกับมวลอากาศแล้วนักบินก็จะติดเครื่องยนต์อีกครั้ง ส่งให้เครื่องบินเชิดหัวสู่ด้านบน
การร่อน กระเด้งที่ขอบอวกาศเช่นนี้ 18 ครั้ง มากพอที่จะส่งให้เครื่องบินไฮเปอร์ซอร์บินจากชิคาโกสู่ยุโรปได้
โดยใช้เวลา เพียง 72 นาที แม็กกีไม่แปลกใจกับหลักการดังกล่าว
แต่ในความเป็นจริง การร่อนที่ต้องใช้แรงมากมายนั้นจะเป็นไปได้แค่ไหนยังไม่อาจประเมินได้
เพราะถ้าทั้งหมดเป็นจริง ก้อนหินก็ดูเหมือนจะเด้งไปไม่มีวันหยุด สุนทรีที่ได้รับจากการร่อนหินเด้งพื้นน้ำที่เร็วจี๋จนนับไม่ทัน
อาจจะเป็นสิ่งที่สวยสดงดงามที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมา
โดย... เจน
วราหะ
แปลเรียบเรียงจาก The Physics of Skipping Stones; Walking on Water,
Discover, August, 2003
พบกับเรื่องนี้ได้ที่ : http://update.se-ed.com/201/skip_stone.htm

UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 60 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 720 บาท จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0-2751-5800, 0-2751-4175 โทรสาร 0-2751-5059
E-mail : update@se-ed.com
|