|
เรื่องจากปก
#199
รถไฟใต้ดิน
อีกหนึ่งระบบขนส่งมวลชนใหม่ของไทย
เมื่อปลายปี พ.ศ.
2542 คนไทย เน้นเป็นเฉพาะคนเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร ได้ยลโฉมวิศวกรรมด้านการขนส่งรูปแบบใหม่
นั่นก็คือรถไฟลอยฟ้าในชื่อรถบีทีเอส ตอนนั้นชาวเมืองก็ตื่นเต้น ตื่นตา
ตื่นใจไปใช้บริการช่วงทดลองใช้กันเยอะทีเดียว แต่ว่า ปัญหาการจราจร
การขนส่ง ก็ยังมีอยู่ ระบบขนส่งมวลชนที่ขนผู้คนคราวละมากๆ ก็ยังดำเนินการต่อ
โครงการที่คล้ายๆ กับ รถไฟลอยฟ้าก็ได้แก่ รถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งจะเปิดให้บริการในปีนี้
โดยจะเริ่มประเดิมกันในช่วงสงกรานต์ ก่อนจะเปิดใช้เป็นทางการในราวเดือนสิงหาคม
ก่อนจะได้ดำดิน
ดูเหมือนว่า
คนเมืองใหญ่จะไม่ต้องทบทวนเรื่องความจำเป็นในการมีระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่กันแล้ว
เพราะระยะเวลาจอดแช่ติดไฟแดงบนท้องถนนเป็นสิ่งที่ ถ้าไม่เห็น ถือว่า
ผิดปกติ (แต่ถ้ามีระบบมาช่วยแบ่งเบาภาระแล้ว คนกรุงจะใช้หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)
ดังนั้นก็เลยมีโครงการรถไฟใต้ดินขึ้นภายใต้การดูแลของ การ รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
(รฟม.) โดยมีภาระในการจัดให้มีระบบขนส่งมวลชนทั้งในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
รวมไปถึงจังหวัดอื่นๆ ด้วย ถึงตอนนี้
รฟม.(ขออนุญาตเขียนย่อนะครับ กะทัดรัดดี) ได้รับผิดชอบโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนอยู่สี่โครงการด้วยกันครับ
ได้แก่ 1.โครงการรถไฟฟ้ามหานคร
สายเฉลิมรัชมงคล มีระยะทาง 20 กิโลเมตร 2.โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน
ช่วงหัวลำโพง-บางแค ระยะทาง 13.8 กิโลเมตร 3.โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน
ช่วงบางซื่อ-สะพานพระนั่งเกล้า ระยะทาง 11.6 กิโลเมตร 4.โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม
ช่วงบางกะปิ-ราษฎร์บูรณะ ระยะทาง 34.6 กิโลเมตร คิดเป็นระยะทางรวมทั้งสิ้นก็
80 กิโลเมตร ในบรรดาสี่โครงการของรฟม.นี้
โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล เป็นโครงการแรกที่เกิดขึ้นก่อน
และเสร็จสิ้นสมบูรณ์พร้อมให้บริการแล้วรถไฟใต้ดินสายเฉลิมรัชมงคลนี้
มีเส้นทางวิ่งจากสถานีรถไฟหัวลำโพง มายังสามย่าน สีลม ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
อโศก ห้วยขวาง สุทธิสาร ลาดพร้าว สถานีขนส่งสายเหนือ ไปจบที่สถานีรถไฟบางซื่อครับ
ตลอดเส้นทางก็จะมีสถานีจอดรับส่งผู้โดยสารรวม 18 สถานี คิดเป็นระยะทางรวม
20 กิโลเมตร โดยผู้ที่ประมูลโครงการได้ก็คือ บริษัท ช.การช่าง จำกัด
(มหาชน) ร่วมกับ บริษัท Amro Asia Securi- ties Trading และได้จัดตั้งบริษัท
รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด เพื่อให้เป็นผู้รับสัมปทานโครงการ
ดำดินขุดทาง
สิ่งที่รถไฟฟ้าใต้ดินต่างจากรถไฟลอยฟ้าอย่างเห็นได้ชัดก็คือ
การที่รถวิ่งอยู่ในอุโมงค์ใต้ดิน และเนื่องจากว่าสภาพชั้นดินของกรุงเทพฯ
มีลักษณะผสมกันหลายแบบ ทั้งชั้นดินแข็ง ชั้นดินเหนียว ชั้นทราย ชั้นดินปนทราย
รวมทั้งน้ำใต้ดิน หัวขุดอุโมงค์ที่เหมาะ สมกับสภาพดินแบบนี้จึงเป็น
หัวขุดแบบสมดุลแรงดันดิน (Earth Pressure
Balance : EPB) ในการขุดอุโมงค์ก็ต้องคอยระวังไม่ให้ดินถล่มลงมา
เดิมทีการป้องกันการถล่มของดินก็ใช้การอัดอากาศเข้าไปในอุโมงค์ แล้วก็พัฒนามาเป็นการใช้สารลักษณะเหลวๆ
เป็นตัวต้านการพังถล่มของดิน จนมาถึงระบบสมดุลแรงดันดินนี้ ซึ่งจะใช้ตัวเนื้อดินที่ขุดออกมาเองนั่นแหละเป็นตัวป้องกันการพังถล่มของหน้าดิน
จากแรงดันของดินด้านบนเหนืออุโมงค์
ก็จะใช้แรงดันจากดินที่ขุดออกมาสร้างสมดุลไม่ให้เกิดการพังลงมา วิธีการก็คือต้องให้ฟันตัดหน้าดินของหัวขุด
และสายพานลำเลียงดิน มีดินอยู่ตลอดเวลาขณะทำการขุด ซึ่งการปรับแรงดันให้เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับการควบคุมแรงบิดของฟันตัดดิน
อัตราเร็วของการหมุน แรงบิดของสายพานลำเลียงดิน รวมทั้งอัตราเร็วในการเจาะ
สัมผัสกับตัวรถ
โดยทั่วไป
ลักษณะของตัวรถก็จะคล้ายกับรถของบีทีเอส เป็นรถไฟฟ้าขนาดใหญ่ ล้อเป็นเหล็ก
ลำตัวมีขนาดเบาโดยใช้เหล็กสเตนเลสเป็นวัสดุซึ่งเป็นรถของบริษัทซีเมนส์
ขับเคลื่อนด้วยกระแสไฟฟ้าซึ่งจ่ายมาจากรางที่สามที่ตีขนานคู่ไปกับรางรองรับตัวรถครับ
ขนาดของรถแต่ละตู้ก็จะยาว
ประมาณ 20 เมตร (มีหลายขนาด ครับ) กว้าง 3.2 เมตร สูง 3.8 เมตร จุผู้โดยสารได้
320 คน โดยมีประตู ด้านละสี่ประตูต่อตู้ และควบคุมการปิดด้วยคนขับ
โดยสามารถทำความเร็วได้สูงสุด 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตัวรถมีสองแบบ
คือเป็นแบบที่มีระบบขับเคลื่อนคือมีมอเตอร์อยู่ด้วย
(ใส่สัญลักษณ์เป็นภาษาอังกฤษว่า M : Motor car) รถแบบนี้จะมีคนขับอยู่ด้วยครับ
รถอีกแบบจะเป็นรถที่ ไม่มีระบบขับเคลื่อนซึ่งก็คือ
ตู้พ่วง (ใส่สัญลักษณ์เป็นภาษาอังกฤษว่า T : Tailor car)
ขบวนรถไฟใต้ดินก็จะสามารถจัดรูปขบวนได้สองแบบ คือ แบบรวมแล้วมีสามตู้
กับแบบรวมแล้วมีหกตู้ ขบวนรถแบบสามตู้ก็จะจัดเป็น
M-T-M ส่วนขบวนรถแบบหกตู้ก็จะจัดเป็น M-T-M-M-T-M คือจะมีตู้ที่มี
มอเตอร์ ปิดหัวท้ายตู้ที่เป็นรถพ่วงครับ การขับเคลื่อนขบวนรถก็อาศัยกระแสไฟฟ้าที่ส่งตรงมาจากรางไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้านี้เริ่มต้นมาจากการไฟฟ้านครหลวง โดยมีแหล่งจ่ายอยู่สองแห่งสำรองซึ่งกันและกันครับ
ไฟฟ้าเริ่มต้นปล่อยมาด้วยแรงดัน 69 kV (kV คือ กิโลโวลต์ครับ ถ้าแปลงเป็นโวลต์
คิด ง่ายๆ คือ ใส่เลขศูนย์ตามไปสามตัว) ซึ่งรฟม.จะมีสถานีย่อยแปลงแรงดันนี้ลงมาเหลือ
24 kV ก่อนจะส่งไปตามสายเข้าสู่อุโมงค์ในแนวเส้นทางของรถไฟฟ้าครับ
และในแต่ละสถานีก็จะมีอุปกรณ์ปรับแรงดันไฟฟ้าลงมาเหลือ 750 V โดยเป็นไฟฟ้ากระแสตรงซึ่งเป็นระดับแรงดันไฟฟ้าที่จะใช้ในการขับเคลื่อนรถ
ในขณะเดียวกันก็ยังมีหม้อแปลงเพื่อปรับแรงดันไฟฟ้าจาก 24 kV ให้เป็นไฟฟ้า
380/220 โวลต์ เพื่อเป็นกระแสไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์อื่นๆ ในสถานีครับ
ส่วนการควบคุมการเดินรถก็จะ
มีศูนย์ควบคุมอยู่ที่ศูนย์ซ่อมบำรุง โดยจะทำการควบคุมและสั่งการไปทุกสถานี
ทุกขบวนรถเพื่อให้เดินรถได้อย่างปลอดภัย ศูนย์ควบคุมนี้ก็มีสำรองอยู่สองศูนย์ด้วยครับ
การควบ-คุมรถจะเป็นระบบอัตโนมัติทำหน้าที่ ขับรถไฟใต้ดินในเส้นทางจนถึงสถานีถัดไป
โดยจะทำการควบคุมความเร็ว ชะลอความเร็วเมื่อเข้าโค้ง เบรกระบบไฟฟ้าเพื่อหยุดรถ
และจอดที่ชานชาลาในตำแหน่งที่กำหนด จนประตูชานชาลากับประตูรถเปิด ถึงจะปล่อยการควบคุมไปที่คนขับครับ
ระบบควบคุมอัตโนมัตินี่ยังมีระบบตรวจสอบป้องกันไม่ให้รถไฟฟ้าแต่ละขบวนเข้ามาใกล้กันเกินไปด้วยครับ
เพื่อเลี่ยงการชนท้ายกัน โดยที่ รถในเส้นทางจะมีการเดินรถแบบทางเดียว
การชนกันก็จะมีโอกาสน้อย
ณ
สถานี
รูปแบบของสถานีรถไฟ
ใต้ดินสายนี้มีอยู่ด้วยกันสามรูปแบบด้วยกัน คือ สถานีแบบชานชาลากลาง,
สถานีแบบชานชาลาข้าง และสถานีแบบชานชาลาซ้อนกัน สถานีแบบชานชาลากลาง
เป็นรูปแบบส่วนใหญ่ที่นำมาใช้ครับ ผู้โดยสารทั้งขาไปและขากลับจะใช้ชานชาลาร่วมกัน
สถานีแบบนี้ก็จะมีที่ สถานีหัว-ลำโพง สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
สถานีสุขุมวิท สถานีเพชรบุรี สถานีพระราม 9 สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
สถานีห้วยขวาง สถานีสุทธิสาร สถานีรัชดาภิเษก สถานีลาดพร้าว สถานีพหลโยธิน
สถานีสวนจตุจักร และสถานีกำแพงเพชร สถานีแบบชานชาลาข้าง
สถานีแบบนี้จะใช้ในกรณีที่พื้นที่ในการก่อสร้างอุโมงค์ก่อนเข้าหรือหลังออกจากสถานีมีจำกัด
สถานีที่มีลักษณะแบบนี้ก็จะมีสถานีคลองเตย และสถานีบางซื่อครับ
สถานีแบบชานชาลาซ้อนกัน
สถานีแบบนี้ใช้ในกรณีที่พื้นที่โดยรวมในการก่อสร้างมีลักษณะแคบ อาจจะติดอุโมงค์ส่งน้ำ
มีเสาเข็มของสะพานลอย มีอาคารสูง ก็เลยทำชานชาลาให้ซ้อนกัน ซึ่งสถานีที่เป็นแบบนี้มี
สถานีสามย่าน สถานีสีลม และสถานีลุมพินี ภาพรวมของสถานีก็จะมีความยาวประมาณ
150-200 เมตร กว้าง ประมาณ 18-25 เมตร ชานชาลาลึกจากผิวดินราว 15-25
เมตร ถ้านับความลึกของหลังคาสถานีก็จะต่ำกว่าผิวดิน 1.5-3
เมตร โดยจะมีชั้นร้านค้า ชั้น ขายตั๋ว และชั้นชานชาลา ซึ่งจะมีประตูชานชาลา
ลิฟต์ และบันไดเลื่อนอยู่ ด้วย โดยสถานีที่ใหญ่ที่สุดคือสถานีสวนจตุจักร
มีขนาดกว้าง 30 เมตร ยาว 369 เมตร ชานชาลาลึกจากผิวดิน 17 เมตร
เมื่อรถไฟฟ้าเข้ามาจอด
ประตูชานชาลาจึงจะเปิดออกพร้อมๆ กับประตูที่ตัวรถไฟฟ้า แต่ว่าจะปิดก่อนประตูรถไฟฟ้าปิดครับ
เรียกว่า กันไม่ให้ผู้โดยสารติดค้างอยู่ระหว่างประตูทั้งสอง และกันไม่ให้ผู้โดยสารตกลงไปยังรางด้วย
ซึ่งประตูของรถไฟฟ้าเองก็จะเปิดเมื่อรถไฟฟ้าจอดอยู่ในตำแหน่งที่กำหนดไว้เท่านั้น
และถ้าประตูกั้นชานชาลาปิดไม่สนิท หรือประตูรถไฟฟ้าปิดไม่สนิท ขบวนรถก็ไม่สามารถเคลื่อนที่ออกจากสถานีได้
เมื่อใช้บริการ
รถไฟใต้ดินสายเฉลิมรัชมงคลมีเส้นทางวิ่งจากสถานีรถไฟหัวลำโพง
มายังสามย่าน สีลม ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ อโศก ห้วยขวาง สุทธิสาร
ลาดพร้าว สถานีขนส่งสายเหนือ ไปจนถึงสถานีรถไฟบางซื่อ มีจำนวนสถานี
ทั้งสิ้น 18 สถานีซึ่งจะใช้เวลาในการ เดินทางตลอดเส้นทางประมาณ 30
นาทีเท่านั้น และมีจุดเชื่อมต่อกับรถไฟลอยฟ้าของบีทีเอสด้วยสามจุดคือ
ณ สถานีสีลมของรถไฟใต้ดินเชื่อมกับสถานีศาลาแดงของบีทีเอส สถานีสุขุมวิทของรถไฟใต้ดินเชื่อมกับสถานีอโศกของบีทีเอส
และสถานีสวนจตุจักรของรถไฟใต้ดินเชื่อมกับสถานีหมอชิตของบีทีเอส นอกจากการเชื่อมต่อกับโครงการอื่นแล้ว
โครงการรถไฟใต้ดินยังได้จัด อาคารจอดแล้วจร
เพื่อรองรับผู้มีรถยนต์ส่วนตัว โดยอาคารนี้จะอยู่ที่บริเวณสถานีลาดพร้าว
เป็นอาคารสูงเก้าชั้น รองรับรถยนต์ได้ประมาณ 2,200 คัน ซึ่งจะมีร้านค้าอยู่บริเวณชั้นใต้ดินอีกด้วย
ถ้าขับรถมาจอดที่นี่แล้วต่อรถไฟใต้ดินไปยังสีลม ก็จะใช้เวลาเดินทางราว
15 นาทีเท่านั้นครับ สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นที่มีในโครงการนี้ก็คือ
ลิฟต์และบันไดเลื่อนในทุกสถานี และติดตั้งเครื่องปรับอากาศทั้งสถานีทุกสถานี
และสำหรับสถานีที่มีพื้นที่เพียงพอก็ได้จัดให้มีร้านค้าปลีกให้ด้วย
รถไฟใต้ดินสายเฉลิมรัชมงคลนี้
เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 5.00-24.00 น. โดยจะเก็บค่าโดยสารตามระยะทาง
เริ่มต้นที่ 14 บาท สูงสุดที่ 36 บาท โดยจะมีการปรับอัตราค่าโดยสารทุกสองปี
ซึ่งในปีแรกที่เปิดให้ดำเนินการจะลดอัตราค่าโดยสารลง 15 เปอร์เซ็นต์ทุกคน
ส่วนเด็กที่สูงไม่เกินหนึ่งเมตร และคนชราอายุ 65 ปีขึ้นไปจะเสียค่าโดยสารในอัตราครึ่งหนึ่งของอัตราปกติ
การชำระค่าบริการจะใช้ตั๋วโดยสารที่มีอยู่สองแบบ
คือ เหรียญโดยสารกับบัตรโดยสารชนิดเติมเงิน
เหรียญโดยสารใช้ในกรณีเดินทางเพียงเที่ยวเดียว
ส่วนบัตรโดยสารชนิดเติมเงิน สามารถใช้ได้หลายครั้ง โดยแต่ละครั้งที่ใช้ก็จะมีการตัดจำนวนเงินในบัตรไปเรื่อยจนหมด
เราก็เติมเงินเข้าไปใหม่ครับ หลังจากซื้อตั๋วโดยสาร
(เหรียญหรือบัตรก็ตาม) แล้วก็ แสดง ตั๋ว ที่เครื่องอ่านตั๋วของประตูอัตโนมัติ
การแสดงตั๋ว ก็ใช้วิธีทาบ หรือโบกในจุดที่กำหนดเพื่อให้ประตูทางเข้าเปิดออก
ที่จริง เครื่องสามารถอ่านตั๋วได้โดยที่ตั๋วไม่ต้องสัมผัสกับเครื่องก็ได้ครับ
ถ้าอยู่ในระยะไม่เกิน 10 เซนติเมตร เครื่องก็อ่านได้ เราก็นำตั๋วติดตัวไปจนถึงที่หมาย
ซึ่งเราจะต้องใช้ตั๋วนี้อีกครั้งเพื่อเปิดประตูทางออก ซึ่งเมื่อถึงตรงนี้
เครื่องก็จะเก็บเหรียญโดยสารของเราไปเลย (เอาไปใช้ใหม่) แต่ถ้าเป็นบัตรโดยสารก็จะคืนให้เราครับ
เส้นทางข้างหน้า
โครงการรถไฟใต้ดินที่กำลังจะเปิดให้บริการอยู่นี้
เป็นเพียงระยะเริ่มต้นของโครงการเท่านั้น ต่อไปจะมีการขยายเส้นทางช่วงจากหัวลำโพงออกไปให้ถึงบางแค
โดยระยะทางช่วงหัวลำโพงถึงท่าพระจะเป็นระบบใต้ดิน จากท่าพระถึงบางแคก็จะเป็นระบบ
ยกระดับหรือลอยฟ้า ส่วนทางบางซื่อก็จะมีการขยายต่อออกไปถึงสะพานพระนั่งเกล้า
ช่วงนี้จะเป็นทางแบบยกระดับทั้งหมด สองส่วนขยายนี้เป็นส่วนของเส้นทางสายสีน้ำเงิน
ซึ่งเรายังเหลือเส้นทางสายสีส้มจากบางกะปิถึงราษฎร์บูรณะอีกหนึ่งเส้นทางด้วย
นั่นเป็นเส้นทางข้างหน้าของระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ
ซึ่งถ้าเกิดขึ้นได้อย่างเต็มระบบเมื่อไร การจราจรของกรุงเทพฯ ก็น่าจะจลาจลน้อยลง
แล้วบางที เมื่อถึงวันศุกร์เย็น คนกรุงเทพฯ อาจจะได้กลับบ้านได้อย่างสะดวกกายสบายใจกว่าที่เป็นมา...
โดย... ไพรัตน์
ยิ้มวิลัย
อ่านเรื่องราวของรถไฟใต้ดินอย่างละเอียดพร้อมภาพประกอบได้จากนิตยสาร
UpDATE ฉบับ 199 เมษายน 2547

UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 60 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 720 บาท จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0-2751-5800, 0-2751-4175 โทรสาร 0-2751-5059
E-mail : update@se-ed.com
|