UpDATE Magazine Online
 http://update.se-ed.com     หน้าแรก    ฉบับก่อน      แนะนำ     ติดต่อเรา     สมาชิก     ซีเอ็ด      

ฉบับ 199 เมษายน 2547

ปกเล่มปัจจุบัน

ประจำฉบับ

บอกรับจดหมายข่าว

โปรดแจ้ง
E-Mail ของคุณ



Subscribe    
Unsubscribe

  Powered by
YourMailinglist Provider.com

  
ดูจดหมายข่าวเก่า 

Visitors:

             เรื่องจากปก #199              

รถไฟใต้ดิน  รถไฟใต้ดิน อีกหนึ่งระบบขนส่งมวลชนใหม่ของไทย  

        เมื่อปลายปี พ.ศ. 2542 คนไทย เน้นเป็นเฉพาะคนเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร ได้ยลโฉมวิศวกรรมด้านการขนส่งรูปแบบใหม่ นั่นก็คือรถไฟลอยฟ้าในชื่อรถบีทีเอส ตอนนั้นชาวเมืองก็ตื่นเต้น ตื่นตา ตื่นใจไปใช้บริการช่วงทดลองใช้กันเยอะทีเดียว แต่ว่า ปัญหาการจราจร การขนส่ง ก็ยังมีอยู่ ระบบขนส่งมวลชนที่ขนผู้คนคราวละมากๆ ก็ยังดำเนินการต่อ โครงการที่คล้ายๆ กับ รถไฟลอยฟ้าก็ได้แก่ รถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งจะเปิดให้บริการในปีนี้ โดยจะเริ่มประเดิมกันในช่วงสงกรานต์ ก่อนจะเปิดใช้เป็นทางการในราวเดือนสิงหาคม

  ก่อนจะได้ดำดิน  
       ดูเหมือนว่า คนเมืองใหญ่จะไม่ต้องทบทวนเรื่องความจำเป็นในการมีระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่กันแล้ว เพราะระยะเวลาจอดแช่ติดไฟแดงบนท้องถนนเป็นสิ่งที่ ถ้าไม่เห็น ถือว่า ผิดปกติ (แต่ถ้ามีระบบมาช่วยแบ่งเบาภาระแล้ว คนกรุงจะใช้หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) ดังนั้นก็เลยมีโครงการรถไฟใต้ดินขึ้นภายใต้การดูแลของ การ รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) โดยมีภาระในการจัดให้มีระบบขนส่งมวลชนทั้งในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมไปถึงจังหวัดอื่นๆ ด้วย
       ถึงตอนนี้ รฟม.(ขออนุญาตเขียนย่อนะครับ กะทัดรัดดี) ได้รับผิดชอบโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนอยู่สี่โครงการด้วยกันครับ ได้แก่ 1.โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล มีระยะทาง 20 กิโลเมตร 2.โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค ระยะทาง 13.8 กิโลเมตร 3.โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ-สะพานพระนั่งเกล้า ระยะทาง 11.6 กิโลเมตร 4.โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางกะปิ-ราษฎร์บูรณะ ระยะทาง 34.6 กิโลเมตร คิดเป็นระยะทางรวมทั้งสิ้นก็ 80 กิโลเมตร
       
ในบรรดาสี่โครงการของรฟม.นี้ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล เป็นโครงการแรกที่เกิดขึ้นก่อน และเสร็จสิ้นสมบูรณ์พร้อมให้บริการแล้วรถไฟใต้ดินสายเฉลิมรัชมงคลนี้ มีเส้นทางวิ่งจากสถานีรถไฟหัวลำโพง มายังสามย่าน สีลม ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ อโศก ห้วยขวาง สุทธิสาร ลาดพร้าว สถานีขนส่งสายเหนือ ไปจบที่สถานีรถไฟบางซื่อครับ ตลอดเส้นทางก็จะมีสถานีจอดรับส่งผู้โดยสารรวม 18 สถานี คิดเป็นระยะทางรวม 20 กิโลเมตร โดยผู้ที่ประมูลโครงการได้ก็คือ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท Amro Asia Securi- ties Trading และได้จัดตั้งบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด เพื่อให้เป็นผู้รับสัมปทานโครงการ 

  ดำดินขุดทาง  
        สิ่งที่รถไฟฟ้าใต้ดินต่างจากรถไฟลอยฟ้าอย่างเห็นได้ชัดก็คือ การที่รถวิ่งอยู่ในอุโมงค์ใต้ดิน และเนื่องจากว่าสภาพชั้นดินของกรุงเทพฯ มีลักษณะผสมกันหลายแบบ ทั้งชั้นดินแข็ง ชั้นดินเหนียว ชั้นทราย ชั้นดินปนทราย รวมทั้งน้ำใต้ดิน หัวขุดอุโมงค์ที่เหมาะ สมกับสภาพดินแบบนี้จึงเป็น หัวขุดแบบสมดุลแรงดันดิน (Earth Pressure Balance : EPB)
       อุโมงค์ในการขุดอุโมงค์ก็ต้องคอยระวังไม่ให้ดินถล่มลงมา เดิมทีการป้องกันการถล่มของดินก็ใช้การอัดอากาศเข้าไปในอุโมงค์ แล้วก็พัฒนามาเป็นการใช้สารลักษณะเหลวๆ เป็นตัวต้านการพังถล่มของดิน จนมาถึงระบบสมดุลแรงดันดินนี้ ซึ่งจะใช้ตัวเนื้อดินที่ขุดออกมาเองนั่นแหละเป็นตัวป้องกันการพังถล่มของหน้าดิน
       จากแรงดันของดินด้านบนเหนืออุโมงค์ ก็จะใช้แรงดันจากดินที่ขุดออกมาสร้างสมดุลไม่ให้เกิดการพังลงมา  วิธีการก็คือต้องให้ฟันตัดหน้าดินของหัวขุด และสายพานลำเลียงดิน มีดินอยู่ตลอดเวลาขณะทำการขุด ซึ่งการปรับแรงดันให้เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับการควบคุมแรงบิดของฟันตัดดิน อัตราเร็วของการหมุน แรงบิดของสายพานลำเลียงดิน รวมทั้งอัตราเร็วในการเจาะ

  สัมผัสกับตัวรถ  
         โดยทั่วไป ลักษณะของตัวรถก็จะคล้ายกับรถของบีทีเอส เป็นรถไฟฟ้าขนาดใหญ่ ล้อเป็นเหล็ก ลำตัวมีขนาดเบาโดยใช้เหล็กสเตนเลสเป็นวัสดุซึ่งเป็นรถของบริษัทซีเมนส์ ขับเคลื่อนด้วยกระแสไฟฟ้าซึ่งจ่ายมาจากรางที่สามที่ตีขนานคู่ไปกับรางรองรับตัวรถครับ
       ขนาดของรถแต่ละตู้ก็จะยาว ประมาณ 20 เมตร (มีหลายขนาด ครับ) กว้าง 3.2 เมตร สูง 3.8 เมตร จุผู้โดยสารได้ 320 คน โดยมีประตู  ด้านละสี่ประตูต่อตู้ และควบคุมการปิดด้วยคนขับ โดยสามารถทำความเร็วได้สูงสุด 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
        ตัวรถมีสองแบบ คือเป็นแบบที่มีระบบขับเคลื่อนคือมีมอเตอร์อยู่ด้วย (ใส่สัญลักษณ์เป็นภาษาอังกฤษว่า M : Motor car) รถแบบนี้จะมีคนขับอยู่ด้วยครับ รถอีกแบบจะเป็นรถที่ ไม่มีระบบขับเคลื่อนซึ่งก็คือ ตู้พ่วง  (ใส่สัญลักษณ์เป็นภาษาอังกฤษว่า T : Tailor car) ขบวนรถไฟใต้ดินก็จะสามารถจัดรูปขบวนได้สองแบบ คือ แบบรวมแล้วมีสามตู้ กับแบบรวมแล้วมีหกตู้
      ขบวนรถแบบสามตู้ก็จะจัดเป็น M-T-M ส่วนขบวนรถแบบหกตู้ก็จะจัดเป็น M-T-M-M-T-M คือจะมีตู้ที่มี มอเตอร์ ปิดหัวท้ายตู้ที่เป็นรถพ่วงครับ
       การขับเคลื่อนขบวนรถก็อาศัยกระแสไฟฟ้าที่ส่งตรงมาจากรางไฟฟ้า กระแสไฟฟ้านี้เริ่มต้นมาจากการไฟฟ้านครหลวง โดยมีแหล่งจ่ายอยู่สองแห่งสำรองซึ่งกันและกันครับ ไฟฟ้าเริ่มต้นปล่อยมาด้วยแรงดัน 69 kV (kV คือ กิโลโวลต์ครับ ถ้าแปลงเป็นโวลต์ คิด ง่ายๆ คือ ใส่เลขศูนย์ตามไปสามตัว) ซึ่งรฟม.จะมีสถานีย่อยแปลงแรงดันนี้ลงมาเหลือ 24 kV ก่อนจะส่งไปตามสายเข้าสู่อุโมงค์ในแนวเส้นทางของรถไฟฟ้าครับ และในแต่ละสถานีก็จะมีอุปกรณ์ปรับแรงดันไฟฟ้าลงมาเหลือ 750 V โดยเป็นไฟฟ้ากระแสตรงซึ่งเป็นระดับแรงดันไฟฟ้าที่จะใช้ในการขับเคลื่อนรถ ในขณะเดียวกันก็ยังมีหม้อแปลงเพื่อปรับแรงดันไฟฟ้าจาก 24 kV ให้เป็นไฟฟ้า 380/220 โวลต์ เพื่อเป็นกระแสไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์อื่นๆ ในสถานีครับ
       สภาพภายในส่วนการควบคุมการเดินรถก็จะ มีศูนย์ควบคุมอยู่ที่ศูนย์ซ่อมบำรุง   โดยจะทำการควบคุมและสั่งการไปทุกสถานี ทุกขบวนรถเพื่อให้เดินรถได้อย่างปลอดภัย ศูนย์ควบคุมนี้ก็มีสำรองอยู่สองศูนย์ด้วยครับ การควบ-คุมรถจะเป็นระบบอัตโนมัติทำหน้าที่ ขับรถไฟใต้ดินในเส้นทางจนถึงสถานีถัดไป โดยจะทำการควบคุมความเร็ว ชะลอความเร็วเมื่อเข้าโค้ง เบรกระบบไฟฟ้าเพื่อหยุดรถ และจอดที่ชานชาลาในตำแหน่งที่กำหนด จนประตูชานชาลากับประตูรถเปิด ถึงจะปล่อยการควบคุมไปที่คนขับครับ
       ระบบควบคุมอัตโนมัตินี่ยังมีระบบตรวจสอบป้องกันไม่ให้รถไฟฟ้าแต่ละขบวนเข้ามาใกล้กันเกินไปด้วยครับ เพื่อเลี่ยงการชนท้ายกัน โดยที่ รถในเส้นทางจะมีการเดินรถแบบทางเดียว การชนกันก็จะมีโอกาสน้อย 

  ณ สถานี  
         รูปแบบของสถานีรถไฟ ใต้ดินสายนี้มีอยู่ด้วยกันสามรูปแบบด้วยกัน คือ สถานีแบบชานชาลากลาง, สถานีแบบชานชาลาข้าง และสถานีแบบชานชาลาซ้อนกัน
         สถานีแบบชานชาลากลาง เป็นรูปแบบส่วนใหญ่ที่นำมาใช้ครับ ผู้โดยสารทั้งขาไปและขากลับจะใช้ชานชาลาร่วมกัน สถานีแบบนี้ก็จะมีที่ สถานีหัว-ลำโพง สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สถานีสุขุมวิท สถานีเพชรบุรี สถานีพระราม 9 สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย สถานีห้วยขวาง สถานีสุทธิสาร สถานีรัชดาภิเษก สถานีลาดพร้าว สถานีพหลโยธิน สถานีสวนจตุจักร และสถานีกำแพงเพชร
       สถานีแบบชานชาลาข้าง สถานีแบบนี้จะใช้ในกรณีที่พื้นที่ในการก่อสร้างอุโมงค์ก่อนเข้าหรือหลังออกจากสถานีมีจำกัด สถานีที่มีลักษณะแบบนี้ก็จะมีสถานีคลองเตย และสถานีบางซื่อครับ
       สถานีแบบชานชาลาซ้อนกัน สถานีแบบนี้ใช้ในกรณีที่พื้นที่โดยรวมในการก่อสร้างมีลักษณะแคบ อาจจะติดอุโมงค์ส่งน้ำ มีเสาเข็มของสะพานลอย มีอาคารสูง ก็เลยทำชานชาลาให้ซ้อนกัน ซึ่งสถานีที่เป็นแบบนี้มี สถานีสามย่าน สถานีสีลม และสถานีลุมพินี
       ภาพรวมของสถานีก็จะมีความยาวประมาณ 150-200 เมตร กว้าง ประมาณ 18-25 เมตร ชานชาลาลึกจากผิวดินราว 15-25 เมตร ถ้านับความลึกของหลังคาสถานีก็จะต่ำกว่าผิวดิน   1.5-3 เมตร โดยจะมีชั้นร้านค้า ชั้น ขายตั๋ว และชั้นชานชาลา ซึ่งจะมีประตูชานชาลา ลิฟต์ และบันไดเลื่อนอยู่ ด้วย โดยสถานีที่ใหญ่ที่สุดคือสถานีสวนจตุจักร มีขนาดกว้าง 30 เมตร ยาว 369 เมตร ชานชาลาลึกจากผิวดิน 17 เมตร
       เมื่อรถไฟฟ้าเข้ามาจอด ประตูชานชาลาจึงจะเปิดออกพร้อมๆ กับประตูที่ตัวรถไฟฟ้า แต่ว่าจะปิดก่อนประตูรถไฟฟ้าปิดครับ เรียกว่า กันไม่ให้ผู้โดยสารติดค้างอยู่ระหว่างประตูทั้งสอง และกันไม่ให้ผู้โดยสารตกลงไปยังรางด้วย ซึ่งประตูของรถไฟฟ้าเองก็จะเปิดเมื่อรถไฟฟ้าจอดอยู่ในตำแหน่งที่กำหนดไว้เท่านั้น และถ้าประตูกั้นชานชาลาปิดไม่สนิท หรือประตูรถไฟฟ้าปิดไม่สนิท ขบวนรถก็ไม่สามารถเคลื่อนที่ออกจากสถานีได้

  เมื่อใช้บริการ  
        รถไฟใต้ดินสายเฉลิมรัชมงคลมีเส้นทางวิ่งจากสถานีรถไฟหัวลำโพง มายังสามย่าน สีลม ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ อโศก ห้วยขวาง สุทธิสาร ลาดพร้าว สถานีขนส่งสายเหนือ ไปจนถึงสถานีรถไฟบางซื่อ มีจำนวนสถานี ทั้งสิ้น 18 สถานีซึ่งจะใช้เวลาในการ เดินทางตลอดเส้นทางประมาณ 30 นาทีเท่านั้น และมีจุดเชื่อมต่อกับรถไฟลอยฟ้าของบีทีเอสด้วยสามจุดคือ ณ สถานีสีลมของรถไฟใต้ดินเชื่อมกับสถานีศาลาแดงของบีทีเอส สถานีสุขุมวิทของรถไฟใต้ดินเชื่อมกับสถานีอโศกของบีทีเอส และสถานีสวนจตุจักรของรถไฟใต้ดินเชื่อมกับสถานีหมอชิตของบีทีเอส นอกจากการเชื่อมต่อกับโครงการอื่นแล้ว โครงการรถไฟใต้ดินยังได้จัด อาคารจอดแล้วจร เพื่อรองรับผู้มีรถยนต์ส่วนตัว โดยอาคารนี้จะอยู่ที่บริเวณสถานีลาดพร้าว เป็นอาคารสูงเก้าชั้น รองรับรถยนต์ได้ประมาณ 2,200 คัน ซึ่งจะมีร้านค้าอยู่บริเวณชั้นใต้ดินอีกด้วย ถ้าขับรถมาจอดที่นี่แล้วต่อรถไฟใต้ดินไปยังสีลม ก็จะใช้เวลาเดินทางราว 15 นาทีเท่านั้นครับ
      สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นที่มีในโครงการนี้ก็คือ ลิฟต์และบันไดเลื่อนในทุกสถานี และติดตั้งเครื่องปรับอากาศทั้งสถานีทุกสถานี และสำหรับสถานีที่มีพื้นที่เพียงพอก็ได้จัดให้มีร้านค้าปลีกให้ด้วย
      รถไฟใต้ดินสายเฉลิมรัชมงคลนี้ เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 5.00-24.00 น. โดยจะเก็บค่าโดยสารตามระยะทาง เริ่มต้นที่ 14 บาท สูงสุดที่ 36 บาท โดยจะมีการปรับอัตราค่าโดยสารทุกสองปี ซึ่งในปีแรกที่เปิดให้ดำเนินการจะลดอัตราค่าโดยสารลง 15 เปอร์เซ็นต์ทุกคน ส่วนเด็กที่สูงไม่เกินหนึ่งเมตร และคนชราอายุ 65 ปีขึ้นไปจะเสียค่าโดยสารในอัตราครึ่งหนึ่งของอัตราปกติ
       การชำระค่าบริการจะใช้ตั๋วโดยสารที่มีอยู่สองแบบ คือ เหรียญโดยสารกับบัตรโดยสารชนิดเติมเงิน
       
เหรียญโดยสารใช้ในกรณีเดินทางเพียงเที่ยวเดียว ส่วนบัตรโดยสารชนิดเติมเงิน สามารถใช้ได้หลายครั้ง โดยแต่ละครั้งที่ใช้ก็จะมีการตัดจำนวนเงินในบัตรไปเรื่อยจนหมด เราก็เติมเงินเข้าไปใหม่ครับ
       หลังจากซื้อตั๋วโดยสาร (เหรียญหรือบัตรก็ตาม) แล้วก็ “แสดง” ตั๋ว ที่เครื่องอ่านตั๋วของประตูอัตโนมัติ การแสดงตั๋ว ก็ใช้วิธีทาบ หรือโบกในจุดที่กำหนดเพื่อให้ประตูทางเข้าเปิดออก ที่จริง เครื่องสามารถอ่านตั๋วได้โดยที่ตั๋วไม่ต้องสัมผัสกับเครื่องก็ได้ครับ ถ้าอยู่ในระยะไม่เกิน 10 เซนติเมตร เครื่องก็อ่านได้ เราก็นำตั๋วติดตัวไปจนถึงที่หมาย ซึ่งเราจะต้องใช้ตั๋วนี้อีกครั้งเพื่อเปิดประตูทางออก ซึ่งเมื่อถึงตรงนี้ เครื่องก็จะเก็บเหรียญโดยสารของเราไปเลย (เอาไปใช้ใหม่) แต่ถ้าเป็นบัตรโดยสารก็จะคืนให้เราครับ

  เส้นทางข้างหน้า  
          โครงการรถไฟใต้ดินที่กำลังจะเปิดให้บริการอยู่นี้ เป็นเพียงระยะเริ่มต้นของโครงการเท่านั้น ต่อไปจะมีการขยายเส้นทางช่วงจากหัวลำโพงออกไปให้ถึงบางแค โดยระยะทางช่วงหัวลำโพงถึงท่าพระจะเป็นระบบใต้ดิน จากท่าพระถึงบางแคก็จะเป็นระบบ ยกระดับหรือลอยฟ้า
       ส่วนทางบางซื่อก็จะมีการขยายต่อออกไปถึงสะพานพระนั่งเกล้า ช่วงนี้จะเป็นทางแบบยกระดับทั้งหมด
       สองส่วนขยายนี้เป็นส่วนของเส้นทางสายสีน้ำเงิน ซึ่งเรายังเหลือเส้นทางสายสีส้มจากบางกะปิถึงราษฎร์บูรณะอีกหนึ่งเส้นทางด้วย
       นั่นเป็นเส้นทางข้างหน้าของระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นได้อย่างเต็มระบบเมื่อไร การจราจรของกรุงเทพฯ ก็น่าจะจลาจลน้อยลง แล้วบางที เมื่อถึงวันศุกร์เย็น คนกรุงเทพฯ อาจจะได้กลับบ้านได้อย่างสะดวกกายสบายใจกว่าที่เป็นมา...

                                               โดย... ไพรัตน์ ยิ้มวิลัย

อ่านเรื่องราวของรถไฟใต้ดินอย่างละเอียดพร้อมภาพประกอบได้จากนิตยสาร UpDATE ฉบับ 199 เมษายน 2547

พบกับเรื่องนี้ได้ที่ :
http://update.se-ed.com/199/subway.htm
กลับไปหน้าเรื่องจากปก

 


Discovery ResearchPaper NASA
WhyFilesSavvySearch เชื่อมสู่สถาบันการศึกษา


UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 60 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 720 บาท
จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0-2751-5800, 0-2751-4175 โทรสาร 0-2751-5059
E-mail : update@se-ed.com

SEED Update Magazine Microcomputer User Internet
เซมิคอนดัคเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ Industrial Hobby Mechanical