UpDATE Magazine Online
 http://update.se-ed.com     หน้าแรก    ฉบับก่อน      แนะนำ     ติดต่อเรา     สมาชิก     ซีเอ็ด      

ฉบับ 199 เมษายน 2547

ปกเล่มปัจจุบัน

ประจำฉบับ

บอกรับจดหมายข่าว

โปรดแจ้ง
E-Mail ของคุณ



Subscribe    
Unsubscribe

  Powered by
YourMailinglist Provider.com

  
ดูจดหมายข่าวเก่า
 

Visitors:

             สารคดีวิทยาศาสตร์ #199              

  จีน จากประเทศโรคซาร์สกลายเป็นดาราเนื้อหอม  

        ระยะหลังๆ มานี้เรื่องราวของวงการวิทยาศาสตร์จีนเผยแพร่ออกมาสู่โลกภายนอกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข่าวดีอย่างการส่งมนุษย์อวกาศไปโคจรรอบโลกได้สำเร็จ หรือแม้แต่ข่าวร้ายๆ อย่างโรคซาร์ส ทั้งหมดนี้เป็นตัวสะท้อนให้เห็นความเคลื่อนไหวที่คึกคักในประชาคมวิทยาศาสตร์จีน อันนับว่าเป็นการเคลื่อนตัวของยักษ์หลังม่านไม้ไผ่ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง
       หยาง ลี่เว่ย นั้นนับเป็นฮีโร่คนเก่งของชาติอย่างแท้จริง หลังจากที่เขาปีนขึ้นมาจากแคปซูลอวกาศ ซึ่งร่อนลงสู่พื้นโลกในเขตมองโกเลียใน เมื่อวันที่ 16 ตุลาคมปีที่แล้ว แม้ว่าภาพที่เขาถูกเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน “หิ้วปีก” ขึ้นมาจากยานแคปซูลนั้น จะดูยุ่งเหยิงทุลักทุเลก็ตาม แต่เขาก็คือผู้ประสบความสำเร็จในการโคจรระบบโลก 14 รอบ ด้วยยานอวกาศที่สร้างโดยใช้เทคโนโลยีของสหภาพโซเวียตในยุคปี 60 (ช่วง พ.ศ. 2503-2512) หยางได้รับการสดุดียกย่องทั้งจากบรรดาสื่อมวลชนและงานเฉลิมฉลองความสำเร็จของประเทศจีน และในส่วนของสถาบันอวกาศการแพทย์ปักกิ่ง ก็กำลังพยา- ยามจดทะเบียนรูปใบหน้าของหยางให้เป็นเครื่องหมายการค้า เพื่อป้องกันไม่ให้ภาพใบหน้าของเขาไปปรากฏอยู่บนปฏิทินหรือบรรดาไพ่ต่างๆ
       สำหรับประชากร 1,300 ล้านคนและมากกว่า 50 ชนเผ่า ซึ่งอาศัยอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน การเดินทางท่องอวกาศของหยาง ก็คือสิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าประเทศชาติของพวกเขานั้น ขณะนี้เป็นประเทศที่มีพลังอำนาจทางเทคโนโลยีมาก และยังเป็นผู้นำใน  ด้านงานวิจัยอีกด้วย ซึ่งสอดคล้อง กับรายงานที่เผยแพร่ออกมาในเดือนตุลาคมปีที่แล้วโดยองค์กรเพื่อการพัฒนาและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (OECD) ณ กรุงปารีส องค์กรนี้ จัดอันดับให้ประเทศจีนอยู่ในลำดับที่สามรองจากสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น จากกลุ่มประเทศทั้งหมดที่ใช้จ่ายเงินเพื่อการวิจัยและพัฒนา ประเทศจีนใช้จ่ายเงินเพื่อการวิจัยและพัฒนาประมาณหกหมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.4 ล้านล้านบาทต่อปี) ยิ่งไปกว่านั้น OECD รายงานว่ายอดตัวเลขการใช้จ่าย 2.4 ล้านล้านบาทต่อปีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2544 แล้ว ซึ่งประเทศจีนใช้เงินเหล่านี้ลงทุนวิจัยในหลายๆ เรื่อง ตั้งแต่สเต็มเซลล์ไปจนถึงนาโนเทคโนโลยี และกำลังขยายขอบเขตงานวิจัยต่อไปยังเรื่องอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง
       ดูเหมือนว่าบรรดาผู้นำของจีน  นั้นมักจะหลงใหลได้ปลื้มกับความสำเร็จทางวิศวกรรมเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างที่ใหญ่มหึมา ตัวอย่างเช่นใน เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว โครงการไฟฟ้าพลังน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั่นคือ เขื่อนกั้นน้ำซานเสีย (Three George Dams) ในมณฑลหูเป่ย์ เริ่มผลิต กระแสไฟฟ้า แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ก็มีความพยายามร่วมมือประสานงานกันสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งเกี่ยวกับงานวิจัยขั้นพื้นฐานอีกด้วย ห้องปฏิบัติการหลายแห่งในประเทศตะวันตกนั้นเต็มไปด้วยนักเรียนและบรรดาดอกเตอร์รุ่นหนุ่มสาวของจีนที่มีความกระตือรือร้นและทะเยอทะยาน ซึ่งถูกส่งออกมายังต่างประเทศเพื่อฝึกอบรมพัฒนาตนเอง และในงานบางอย่าง เช่น งาน วิจัยทดลองแปลงพันธุกรรมพืชผลทางการเกษตรนั้น จีนได้กลายเป็นผู้นำของโลกในด้านนี้เรียบร้อยแล้ว
    

 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนวันนี้ก้าวไกลจนฉุดไม่อยู่

  ในขณะนี้การลงทุนของจีนเริ่มขยายแผ่กว้างออกไปมีผลต่อเรื่องต่างๆ มากขึ้น โดยผลงานที่ออกมาจากบรรดาโครงการและศูนย์วิจัยของจีนนั้น   ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับ นานาชาติ ตัวอย่างเช่น ในปี 2546 นัก ชีววิทยาในเซี่ยงไฮ้ได้กระตุ้นให้เกิดความสนใจในวงกว้างด้วยการประกาศว่า สามารถสร้างสเต็มเซลล์ในระยะแรกเริ่มได้จาก “ลูกผสม” ของตัวอ่อนที่เกิดจากการโคลนเซลล์ของมนุษย์และเซลล์ไข่ของกระต่าย และในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2546 จีนก็กลายเป็นประเทศแรกที่ยอมให้ใช้การรักษาด้วยวิธียีนบำบัด (gene therapy) เช่น การรักษามะเร็งที่ศีรษะและคอด้วยการใช้ยีน ต้านมะเร็งชนิดพี53 (p53 tumour-suppressor gene)
       แต่เรื่องราวที่เด่นที่สุดที่ออกมาจากจีนในปี 2546 นี้ ก็ไม่ใช่เรื่องการเดินทางกลับมาจากอวกาศของหยาง หรือการประสบความสำเร็จที่หลากหลายอื่นๆ ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี แต่กลับกลายเป็นเรื่องการระบาดของโรคระบบทางเดินหายใจชนิดใหม่ ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากจังหวัดในชนบทของกวางตุ้ง และกลายเป็นข่าวพาดหัวไปทั่วโลก โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงหรือ โรคซาร์ส คร่าชีวิตคนทั่วโลกไปประมาณ 800 คน โรคซาร์สนี้สามารถแพร่กระจายไปสู่ผู้คนนับร้อยนับพันได้ ทุกวันนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเชื่อว่า โรคซาร์สสนี้จะไม่กลายเป็นโรคร้ายที่คุกคามโลก ถ้าบรรดาเจ้าหน้าที่ของจีนจะไม่ตอบสนองหรือจัดการกับโรคระบาดนี้อย่างสับสนและปกปิด
      เป็นเวลาหลายเดือนที่จีนปฏิเสธการรับรู้ว่า มีไวรัสชนิดใหม่แพร่กระจายวนเวียนอยู่ในหมู่ประชากรของตนเอง หน่วยงานด้านการแพทย์ของจีน พยายามที่จะโน้มน้าวองค์การอนามัยโลกให้เชื่อว่า ตัวการของโรคระบาดนี้คือ เชื้อแบคทีเรีย คลามิเดีย นิวโมเนีย-อี (Chlamydia pneumoniae) แต่ในที่สุด บรรดาเจ้าหน้าที่ของจีนก็ออกมายอมรับในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2546 หลังจากองค์การอนามัยโลกออกคำเตือนไปทั่วโลกเกี่ยวกับเชื้อลึกลับที่ทำให้เกิดโรคปอดอักเสบ หลังจากนั้นเชื้อก็แพร่กระจายข้ามโลก หลายเดือนต่อมา การระบาดของโรคซาร์สก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลงของจีน และเกิดความเคลื่อนไหวที่ไม่เคยมีมาก่อนนั่นคือ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข และผู้ว่าการของเมืองปักกิ่งถูกปลดออกจากตำแหน่งด้วยข้อหาล้มเหลวในการป้องกันโรคให้กับประชาชน จือเหอ เหรา จากมหาวิทยาลัยชิงหัวในปักกิ่ง ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมการศึกษาหาโครงสร้างและเอนไซม์ในการเพิ่มจำนวนของไวรัสซาร์สกล่าวว่า “บรรดาเจ้าหน้าที่ในอนาคตจะต้องคิดตรึกตรองมากขึ้นไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไรกับงานของพวกเขา”
       โรคซาร์สนั้นเป็นโรคที่ “จุดประกาย” ให้เกิดความตื่นตัวด้านการทำงานวิจัยในจีน แต่ผลของกิจกรรมความเคลื่อนไหวบางอย่างก็เป็นไปอย่างสับสนอลหม่านพอๆ กับในช่วงเริ่มต้นของการตอบสนองหรือจัดการกับโรค มีการประมาณการว่า มีกลุ่มทำงานวิจัยมากกว่า 100 กลุ่มกำลังพยายามผลิตวัคซีนป้องกันโรคซาร์ส แต่มีการประสานความร่วมมือระหว่างกลุ่มกันน้อยมาก ในเดือนพฤศจิกายน 2546 เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลประกาศแผนการทดสอบวัคซีนกับสิ่งมีชีวิตด้วยเชื้อไวรัสซาร์สที่ถูกทำให้อ่อนแอ วัคซีนนี้ผลิตโดย ซิโนแวคไบโอเทค ซึ่งเป็นหน่วยงานในปักกิ่ง แต่เนื่องจากมีห้องทดลองหลายแห่งกำลังทดลองเกี่ยวกับไวรัสทำให้บรรดานักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มวิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย เจ้าหรง หลุน นักปรสิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยจงจ้านในกวางเจากล่าวว่า “พวกเรารู้สึกวิตกกังวลเป็นอย่างมากเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสซาร์สจะหลุดรอดออกมาจากห้องทดลองแห่งใดแห่งหนึ่ง”
      จากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงก่อนที่จีนจะสามารถกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในท่ามกลางผู้นำของโลกในด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และอำนาจทางเทคโนโลยี เรื่องราวของโรคซาร์ส คือ สิ่งที่แสดงความล้มเหลวในวงกว้างในการรับมือกับเรื่องการสาธารณสุข โรคไวรัสตับอักเสบบีที่รุนแรงและโรคเอดส์กำลังเป็นโรคที่มีปัญหาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมณฑลเหอหนาน ซึ่งคาดว่ามีประชากรหลายหมื่นคนติดโรคนี้ในช่วงทศวรรษ 90 (พ.ศ. 2533-2542) โดยเป็นผลมาจากความอ่อนด้อยในเรื่องสุขอนามัยเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมโลหิตจากที่ต่างๆ ส่วน “การเจ็บป่วยแบบตะวันตก” ที่เกิดจากการกินดีอยู่ดีแบบผิดๆ ก็กำลังเป็นปัญหาที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น โรคอ้วนเกินไปในกลุ่มเด็กนักเรียนก็เพิ่มสูงขึ้นถึง 10 เท่า ภายในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา
      ในตอนนี้ เงินทุนสำหรับงานวิจัยที่กำลังเพิ่มขึ้นในจีนนั้นยังไม่สอดคล้องกับการพัฒนาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างการจัดการ เพื่อให้มั่นใจว่า เงินกองทุนที่มีจะถูกแบ่งปันกระจายออกไปด้วยความเหมาะสมหรือกระจายไปสู่โครงการที่กำลังดำเนินอยู่และได้รับการประเมินผลอย่างถูกต้อง นักวิจัยหลายคนบ่นว่า การใช้ความเป็นคนสนิทหรือความใกล้ชิดยังมีอยู่ทั่วไป
       การยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปนั้นเป็นสิ่งจำเป็นกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2546 ที่การประชุมสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน ซึ่งเป็นองค์การ  กึ่งเอกชนกึ่งรัฐบาลที่มีหน้าที่ควบคุม ตรวจตราสังคมวิชาการของจีนหลากหลายสาขานั้น กว่างเจ้า โจว ประธานสมาคม ได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์บรรดาเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพที่ไม่สนับสนุนการประกาศเกี่ยวกับสาเหตุการระบาดของโรคซาร์สส และหัวข้อสำคัญในการนำเสนอในที่ประชุมก็คือ ปัญหาของการขโมยคัดลอกข้อมูล และข้อมูลที่ผิดพลาด ซึ่งมีเป็นจำนวนมากในประเทศ และจนกระทั่งเมื่อไม่นานนี้ก็ยังไม่มี การยอมรับว่ามีผู้กระทำผิดมากมาย นักวิทยาศาสตร์บางคนยังคงรู้สึกผิด-หวัง และขัดข้องใจที่การดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้ขาดความชัดเจนและเป็นรูปธรรม
      นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ก็ประหลาดใจในเรื่องการจัดลำดับความสำคัญและความเร่งด่วนที่ถูกต้องของจีน นักอณูชีววิทยาคนหนึ่งที่สถาบันวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า “เราจำเป็นต้องสนับสนุนโครงการอวกาศหรือไม่ ในขณะที่เรามีประชาชนมากมายที่เจ็บป่วยและขาดการดูแลทางการแพทย์”
       อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิทยาศาสตร์ ซึ่งไปทำงานมีชื่อเสียงใน   ต่างประเทศก็กำลังหลั่งไหลกลับสู่จีน เหตุผลของพวกเขานั้นมีมากมายและหลากหลาย บางคนก็ถูกกระตุ้นให้มีความหวังในโอกาสในการสร้างกลุ่มงานวิจัยของตนเองขณะอายุยังน้อย ในขณะที่คนอื่นๆ กล่าวว่า พวกเขา ต้องการกลับมาช่วยเหลือสนับสนุนการพัฒนาประเทศจีน และสำหรับบางคนก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พวกเขาหลงเสน่ห์ของเงินเดือนที่สูงมาก รวมทั้งเงินกองทุนสนับสนุนงานวิจัยที่เพียบพร้อม
       นักพฤกษศาสตร์ชื่อ เต๋อจู้ ลี่  เป็นหนึ่งในกลุ่มที่กลับมาประเทศจีน รุ่นแรกๆ ในปี 2540 เขาเข้าร่วมงาน กับสถาบันพฤกษศาสตร์คุนหมิงใน เขตตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งก็คือหลังจากเขาทำวิจัยหลังปริญญาเอกในอังกฤษเป็นเวลา 3 ปี เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นรองประธานสถาบันพฤกษศาสตร์อย่างรวดเร็ว และสถาบันก็กำลังจะเปิดที่ทำการใหม่เร็วๆ นี้ โดยใช้เงินลงทุน 18 ล้านดอลล่าร์ (ประมาณ 720 ล้านบาท) ซึ่งที่ทำการใหม่นี้จะเป็นธนาคารสำหรับเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์และตัวอย่างเนื้อเยื่อพืช   แช่แข็ง ลีกล่าวว่า “มันเป็นสัญญาณ ที่ดีจริงๆ รัฐบาลกำลังให้ความเอาใจใส่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ และจีนก็มีทรัพยากรต่างๆ ที่จะสนับสนุนงานด้านวิทยาศาสตร์อีกด้วย” 

                                               โดย... สันติพงษ์ ปิตตุภักดิ์

แปลจาก China: From SARS to the stars, Nature 426, 752-753 (18 December 2003)

พบกับเรื่องนี้ได้ที่ :
http://update.se-ed.com/199/chaina.htm

กลับไปหน้าบทความ/สารคดี

 


Discovery ResearchPaper NASA
WhyFilesSavvySearch เชื่อมสู่สถาบันการศึกษา


UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 60 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 720 บาท
จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0-2751-5800, 0-2751-4175 โทรสาร 0-2751-5059
E-mail : update@se-ed.com

SEED Update Magazine Microcomputer User Internet
เซมิคอนดัคเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ Industrial Hobby Mechanical