UpDATE Magazine Online  http://update.se-ed.com     หน้าแรก    ฉบับก่อน      แนะนำ     ติดต่อเรา     สมาชิก     ซีเอ็ด      

ฉบับ 192 กันยายน 2546

ปกเล่มปัจจุบัน

ประจำฉบับ

บอกรับจดหมายข่าว

โปรดแจ้ง
E-Mail ของคุณ



Subscribe    
Unsubscribe

  Powered by
YourMailinglist Provider.com

  
ดูจดหมายข่าวเก่า 

Visitors:

             Space Hotline #192              

  อนาคตที่มืดมนของเอกภพ
        นักดาราศาสตร์ยืนยันอนาคตของเอกภพว่าวันหนึ่งดาวฤกษ์ทุกดวงจะหยุดส่องแสง

 ดาราจักรส่องแสงสีแดง สัญญาณบ่งบอกชะตากรรมของเอกภพ
ดาราจักรส่องแสงสีแดง สัญญาณบ่งบอกชะตากรรมของเอกภพ

        แม้ว่าดาวฤกษ์จะมีการเกิด และตายดับไป แต่อัตราการเกิดของดาวฤกษ์ใหม่กำลังลดลง เอกภพจะยังคงอยู่ต่อไปแต่ถึงจุดหนึ่งจะไม่มีดาวฤกษ์อีก เอกภพจะกลายเป็นสถานที่ซึ่งมีแต่ความมืดและหนาวเย็น
        นักวิทยาศาสตร์รู้มานานแล้วว่าอัตราการเกิดดาวฤกษ์ใหม่กำลังลดลงจากการศึกษาแสงจากดาราจักรที่อยู่ไกลออกไป ทำให้เราเรียนรู้ความเป็นมาของดาวฤกษ์ในดาราจักร แต่ตอนนี้ศาสตราจารย์อลัน เฮเวนส์ และคณะได้ทำการศึกษาข้อมูลจาก Sloan Digital Sky Survey เพื่อข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นของเรื่องนี้
        พวกเขาศึกษาสิ่งที่เขาเรียกว่า “บันทึกฟอสซิล” ของเอกภพ ฟอสซิลนี้คือแสงจากดาวฤกษ์ในดาราจักร 40,000 แห่ง
        ดาราจักรส่องสว่างด้วยแสงที่รวมกันของดาวฤกษ์ภายในดาราจักรนั้น ถ้าดาวฤกษ์ส่วนใหญ่เป็นดาวฤกษ์รุ่นเยาว์ แสงที่โดดเด่นจะเป็นแสงสี   น้ำเงินของดาวฤกษ์ที่มีมวลมาก ดาวฤกษ์สีน้ำเงินพวกนี้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วแล้วหายไป ตอนนี้ดาราจักรส่วนมากมีสีออกแดงเนื่องจากแสงสีแดงของดาวฤกษ์รุ่นเก่าที่ขนาดเล็กกว่าและอยู่ได้นานกว่าได้แสดงความเด่นชัดขึ้นมา เป็นสัญญาณบอกว่า การเกิดดาวฤกษ์ส่วนใหญ่นั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว
       การศึกษาครั้งล่าสุดนี้ทำการวิเคราะห์แถบแสงด้วยวิธีการที่สูญเสียข้อมูลน้อยที่สุดเพื่อให้ได้ความถูกต้องที่สุดของข้อมูลจำนวนมหาศาล ผลที่ได้แสดงให้เห็นว่า การเกิดดาวฤกษ์ใหม่ๆ มีอัตราสูงสุดเมื่อประมาณหกพันล้านปีที่แล้ว ตรงกับช่วงที่ดวงอาทิตย์ของเรากำเนิดขึ้น และตอนนี้อัตราการเกิดนั้นกำลังลดลง เป็นการยืนยันว่า เอกภพของเราอาจจะมืดมิดในอนาคต

  กล้องโทรทรรศน์อวกาศตัวแรกของแคนาดา  
         กล้องโทรทรรศน์อวกาศ MOST ของแคนาดาเริ่มส่องสำรวจดวงดาวแล้ว

 กล้องโทรทรรศน์อวกาศ MOST ของแคนาดา
กล้องโทรทรรศน์อวกาศ MOST ของแคนาดา

        แคนาดาส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศตัวแรกที่ชื่อ Microvariability and Oscillations of Stars (MOST) ขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2546 ที่ผ่านมา และหนึ่งเดือนให้หลังขณะที่กล้อง MOST โคจรรอบโลกด้วยความเร็ว 27,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นักวิทยาศาสตร์กับวิศวกรของบริษัทการบินอวกาศไดนาคอนร่วมกับมหาวิทยาลัยโทรอนโทและบริทิชโคลัมเบียได้สั่งการให้ยานเปิดประตูที่ป้องกันตัวกล้องออก ซึ่งตัวกล้องก็สามารถทำงานได้เป็นปกติ
        นักดาราศาสตร์จะใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศตัวนี้ในการศึกษาอายุและองค์ประกอบของดาวฤกษ์ด้วยการศึกษาการกระเพื่อมของแสงดาว การสั่นไหวของแสงจากดาวฤกษ์จะได้อิทธิพลมาจากการเกิดและอายุของดาวฤกษ์เอง จากตำแหน่งของกล้อง MOST ที่อยู่สูงในอวกาศจะช่วยให้นักดาราศาสตร์ศึกษาดาวฤกษ์ได้โดยปราศจากการรบกวนจากบรรยากาศของโลก
        กล้องโทรทรรศน์อวกาศ MOST เป็นกล้องที่มีขนาดเล็กขนาดกระเป๋าเดินทาง ทีมงานขององค์การอวกาศแคนาดาจึงตั้งชื่อเล่นให้มันว่า “กล้องโทรทรรศน์อวกาศผู้ต่ำต้อย” นอกจากมันจะเล็กในด้านขนาดแล้ว มูลค่าของมันก็เพียงสิบล้านเหรียญแคนาดา แต่มันก็เป็นความภูมิใจของแคนาดาที่เขาสามารถสร้างกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่เล็กที่สุดขึ้นมา และมันก็จะช่วยให้พวกเขาทำความเข้าใจอวกาศได้มากขึ้น

  เยือนดวงจันทร์ด้วยเทคโนโลยีแบบเดียวกับหนังสตาร์เทร็ก
        ยุโรปมีแผนใช้เทคโนโลยีแบบเดียวกับหนังเรื่องสตาร์เทร็กในภารกิจแรกของการเยือนดวงจันทร์

 เครื่องยนต์ขับดันอิออนของยาน Smart-1
เครื่องยนต์ขับดันอิออนของยาน Smart-1

        ยานสำรวจดวงจันทร์แบบควบคุมด้วยตัวเองชื่อ Smart-1 ที่มีแผนส่งในเดือนนี้จะใช้พลังงานจากเครื่องยนต์อิออนจากเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นระบบขับเคลื่อนแบบเดียวกับที่ใช้ในยานสตาร์ ชิปเอนเทอร์ไพร์ซในภาพยนตร์สตาร์เทร็ก และในยานดิสคัฟเวอรีในภาพยนตร์ 2001: A Space Odyssey เครื่องขับดันแบบอิออนนี้มีการใช้ก่อนหน้านี้เพียงครั้งเดียวในยานอวกาศ ดีป สเปซ 1 ของนาซา
        เครื่องยนต์พลังอิออนนี้มีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องเชื้อเพลิงจรวดแบบเดิมถึงสิบเท่า และจะช่วยย่นเวลาในการเดินทางระหว่างดวงดาวได้อย่างมากอีกด้วย
        ยาน Smart-1 ใช้แผงเซลล์สุริยะเปลี่ยนแสงอาทิตย์ให้กลายเป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในการทำให้อะตอมของก๊าซซีนอนกลายเป็นประจุ ซึ่งจะถูกขับออกจากเครื่องด้วยความเร็วสูงเพื่อสร้างแรงขับให้กับยานอวกาศ แผงเซลล์แสงอาทิตย์นี้จะสร้างแรงขับได้เพียง 0.07 นิวตัน แต่เมื่อมันทำความเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันจะช่วยให้การเดินทางทำได้ด้วยความเร็วที่มากกว่าเชื้อเพลิงจรวดแบบเดิม

  ทางเลือกของกล้องฮับเบิล  
         คณะทำงานพิเศษของนาซาได้เสนอทางเลือกสำหรับกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลสามแนวทางตามแผนที่นาซาตั้งใจจะหันไปใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ (James Webb Space Telescope : JWST) หลังปี พ.ศ. 2553
        แนวทางแรกคือ จะมีการซ่อมบำรุงกล้องฮับเบิลอีกครั้งในปี พ.ศ. 2553 แล้วดูแลให้กล้องทำงานไปให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
        แนวทางที่สองคือ ในการซ่อมบำรุงตามแผนเดิมที่จะมีขึ้นในปี พ.ศ. 2549 จะมีการติดตั้งอุปกรณ์ขับดันเพิ่มเข้าไปเพื่อให้นาซาสามารถบังคับกล้องโทรทรรศน์ฮับเบิลให้ลดวงโคจรกลับสู่โลกได้
       แนวทางที่สามคือ หากไม่มีการซ่อมบำรุงตามแผน ก็ให้ใช้ภารกิจพิเศษบังคับด้วยระบบหุ่นยนต์ในการติดตั้งอุปกรณ์ขับดันเพื่อใช้ในการนำฮับเบิลกลับสู่โลกในภายหลัง

  ตั้งชื่อดาวเคราะห์น้อยตามชื่อลูกเรือกระสวยอวกาศโคลัมเบีย  
         ดาวเคราะห์น้อยจำนวนเจ็ดดวงได้รับการตั้งชื่อตามชื่อลูกเรือกระสวยอวกาศโคลัมเบียที่เสียชีวิต
        ห้องปฏิบัติการจรวดขับดัน(JPL)เป็นผู้เสนอให้ตั้งชื่อดาวเคราะห์น้อยตามชื่อลูกเรือกระสวยอวกาศโคลัมเบียที่เสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุตอนกลับสู่โลกทั้งเจ็ดคน และสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล (IAU) ก็รับข้อเสนอดังกล่าวและได้ประกาศตั้งชื่อดาวเคราะห์น้อยตามนั้น โดยที่ดาวเคราะห์น้อยเหล่านั้นค้นพบโดยนักดาราศาสตร์ของห้องปฏิบัติการจรวดขับดันด้วยกล้องโทรทรรศน์ที่พาโลมาร์ ดาวเคราะห์น้อยเจ็ดดวงนี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 4.99-6.92 กิโลเมตร
       รายชื่อลูกเรือของกระสวยอวกาศโคลัมเบียเที่ยวบินดังกล่าวประกอบด้วย ริก ฮัสแบนด์, ไมเคิล แอนเดอร์สัน, เดวิด บราวน์, วิลลี แมคคูล, ลอเรล คลาร์ก, อิลัน รามอน และ กัลปาน เชาวลา
       ลูกเรือทั้งเจ็ดของกระสวยอวกาศโคลัมเบียเสียชีวิตจากการที่ยานอวกาศแตกออกขณะกลับสู่โลก การค้นหาสาเหตุของอุบัติเหตุชี้ว่าน่าจะเกิดจากรอยแตกของกระเบื้องกันความร้อนที่ปีกซ้ายของยานอันเกิดจากโฟมกันความร้อนหลุดมาโดนตอนปล่อยยานขึ้น เราไม่พบความเสียหายเพิ่มเติมขณะยานปฏิบัติภารกิจ แต่เมื่อยานกลับสู่โลก การเสียดสีกับชั้นบรรยากาศทำให้มีความร้อนสูงจนหลอมโลหะภายในปีกแล้วทำให้ยานแตกออกในที่สุด
       เรย์มอนด์ แบมเบอรี หัวหน้าของโครงการตามรอยดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกของเจพีแอลบอกว่า ดาวเคราะห์น้อยมีมานานนับพันล้านปีแล้ว และมันคงอยู่ไปอีกนาน วันหนึ่งในอนาคต ผู้คนอาจจะมองขึ้นไปบนท้องฟ้า มองหาดาวเคราะห์น้อยเจ็ดดวงนี้ซึ่งจะเป็นอนุสรณ์ให้รำลึกถึงลูกเรือโคลัมเบียที่อุทิศตนให้กับการสำรวจอวกาศ

                                               โดย... ทิชากร

พบกับเรื่องนี้ได้ที่ :
http://update.se-ed.com/192/sp.htm

 


Discovery ResearchPaper NASA
WhyFilesSavvySearch เชื่อมสู่สถาบันการศึกษา


UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 60 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 720 บาท
จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0-2751-5800, 0-2751-4175 โทรสาร 0-2751-5059
E-mail : update@se-ed.com

SEED Update Magazine Microcomputer User Internet
เซมิคอนดัคเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ Industrial Hobby Mechanical