UpDATE Magazine Online  http://update.se-ed.com     หน้าแรก    ฉบับก่อน      แนะนำ     ติดต่อเรา     สมาชิก     ซีเอ็ด      

ฉบับ 188 เมษายน 2546

ปกเล่มปัจจุบัน

ประจำฉบับ

บอกรับจดหมายข่าว

โปรดแจ้ง
E-Mail ของคุณ



Subscribe    
Unsubscribe

  Powered by
YourMailinglist Provider.com

  
ดูจดหมายข่าวเก่า
 

             เรื่องจากปก #188              

  เปิดตำนานเกลียวคู่แห่งชีวิต (ฉบับย่อ)  

       เกลียวดีเอ็นเอในวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2496 วารสารวิทยาศาสตร์ฉบับเก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดฉบับหนึ่งคือ Nature ได้ตีพิมพ์ผลงานการวิจัยชิ้นหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์หนุ่มสองคน ผลงานที่มีความยาว เพียงสองหน้ากระดาษพิมพ์ แต่ก่อให้เกิดผลสะเทือนวงการวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจวบจนกระทั่งปัจจุบัน    เรียกได้ว่าเป็นผลงานที่เปลี่ยนโลกทัศน์และวิธีการทำงานด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพโดยสิ้นเชิง และ เป็นต้นธารแห่งวิทยาการมากมายจนคุณอาจจะนึกไม่ถึง ผลงานดังกล่าวยิ่งใหญ่ขนาดที่นักวิทยาศาสตร์บางท่านเชื่อว่า เป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมาเลยทีเดียว!
        ผมกำลังจะพาทุกท่านไปพบกับเบื้องหลังที่นำไปสู่การค้นพบโครงสร้างรูปเกลียวคู่ (double helix) ของดีเอ็นเอ โดยเจมส์ วัตสัน  และ ฟรานซิส คริก การค้นพบที่สำคัญอย่างยวดยิ่งจนนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต้องร่วมรำลึกถึงในวาระครบรอบกึ่งศตวรรษของการค้นพบดังกล่าวที่เวียนมาถึงในปีนี้

  “ดีเอ็นเอ” โมเลกุลที่โลกมองข้าม  
        สิ่งหนึ่งที่คุณอาจจะประหลาดใจก็เป็นได้ก็คือ  มีการค้นพบดีเอ็นครั้งแรกด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในราวปี พ.ศ. 2412 (หรือกว่า 130 ปีที่แล้ว) นี่เอง  ในปีดังกล่าว นักชีวเคมีชาวสวิสชื่อ ฟรีดริช ไมเอสเชอร์ ได้พบว่ามีสารเคมีชนิดหนึ่งในส่วนที่เรียกว่า นิวเคลียส ของเซลล์ สารชีวเคมีดังกล่าวมีลักษณะพิเศษคือ มีธาตุไนโตรเจนและฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบด้วย ซึ่งทำให้ต่างไปจากโปรตีนทุกชนิดที่รู้จักกันแล้วในสมัยนั้น เขาตั้งชื่อสารเคมีดังกล่าวตามต้นตอที่ได้มันมาว่า นิวคลีอิน (nuclein)
        แต่ต่อมาอีก 20 ปี สารดังกล่าว ก็ได้รับการตั้งชื่อใหม่ว่าเป็น กรดนิวคลีอิก เนื่องจากมีการค้นพบเพิ่มเติมว่า สารดังกล่าวมีลักษณะเป็นกรด แต่กรดนิวคลีอิกก็ไม่ได้รับความสนใจใยดีมากนักอยู่นานนับสิบๆปี สาเหตุสำคัญก็เพราะว่า ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะทำหน้าที่เป็นสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต
        กว่านักวิทยาศาสตร์จะรู้จักดีเอ็นเอมากขึ้นอีกก็ทิ้งช่วงไปอีกราวสามสิบปี  เมื่อนักชีวเคมีชาวเยอรมันชื่อ อัลเบร็ชท์ คอสเซล  แยกสารประกอบที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบที่อยู่ในดีเอ็นเอออกมาได้ และ พบว่าเป็นเบส  (หรือ ด่าง) สี่ชนิดด้วยกัน   เขาได้ตั้งชื่อสารประกอบเบสทั้งสี่ว่า อะดีนีน (Adenine, A),  กัวนีน (Guanine, G), ไซโทซีน (Cytosine, C)  และ ไทมีน (Thymine, T)  การค้นพบของคอสเซลยิ่งทำให้กรดนิวคลีอิกมีลักษณะเฉพาะที่แปลกพิสดารยิ่งขึ้นไปอีก  เพราะมันเป็นกรดที่มีเบสเป็นองค์ประกอบอยู่ภายในด้วย!
        ต่อมาในปี พ.ศ. 2454 นักชีวเคมีอีกท่านหนึ่งคือ ทีโอดอร์ เลวีน ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของคอซเซลได้พิสูจน์ว่า ในดีเอ็นเอมีน้ำตาลที่มีธาตุคาร์บอนรวม 5 อะตอมเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย นับเป็นการค้นพบที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน เพราะน้ำตาลที่รู้จักกันดีในสมัยนั้น (เช่น กลูโคส) ล้วนแล้วแต่มีคาร์บอนอยู่จำนวน 6 อะตอมทั้งสิ้น เลวีนได้ตั้งชื่อน้ำตาลดังกล่าวว่า ดีออกซีไรโบส (deoxyribose) และนี่ก็เป็นที่มาของชื่อเต็มของดีเอ็นเอ (DNA) ที่ว่า กรดดีออกซีไรโบนิวคลีอิก (dexoyribonucleic acid) นั่นเอง 

  “ดีเอ็นเอ” กับโครโมโซมและยีน  
         นอกจากการการศึกษาดีเอ็นเอด้วยวิธีการทางเคมีแล้ว วิธีการทางจุลทรรศน์วิทยาก็ได้รับการพัฒนาควบคู่ไปด้วยเช่นเดียวกัน ในราว พ.ศ. 2457  นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อโรเบิร์ท  ฟูลเก็น ได้ค้นพบว่า หากย้อมเซลล์ด้วยสีย้อมบางชนิด สีย้อมดังกล่าวจะจับกับดีเอ็นเออย่างจำเพาะ เขาใช้วิธีการดังกล่าวในการตรวจสอบตำแหน่งของดีเอ็นเอในเซลล์ และพบว่าดีเอ็นเออยู่ภายในนิวเคลียสในส่วนของโครโมโซม และในช่วงนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างดีเอ็นเอกับ ยีน ก็เริ่มเป็นที่สนใจกัน โดยเริ่มเป็นที่ทราบกันบ้างแล้วว่า โครโมโซมเป็นโครงสร้างภายในเซลล์ที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยพันธุกรรมและยีนก็อยู่บนโครโมโซม นักวิทยาศาสตร์ต้องรอไปอีกนานถึงสี่สิบกว่าปีจึงได้มีการค้นพบที่สำคัญและน่าตื่นเต้นของนักวิทยาศาสตร์หลายท่านออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต่างก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ดีเอ็นเออาจจะทำหน้าที่เป็นสารพันธุกรรม และ อาจจะเป็น “ยีน” ที่ใครต่อใครกำลังค้นหากันอยู่นั่นเอง

  “ดีเอ็นเอ”  เป็นสารพันธุกรรม  
        ในการพิสูจน์และยืนยันว่า ดีเอ็นเอเป็นสารพันธุกรรม  นักวิทยาศาสตร์ยังได้ใช้เทคนิคและความรู้ทางด้านชีวเคมี, จุลชีวิทยา และ พันธุศาสตร์ในการพิสูจน์ เริ่มจากในปี พ.ศ. 2471 นักจุลชีววิทยาชาวอังกฤษชื่อ เฟรเดริค กริฟฟิท ทดลองพบว่าหากฆ่าเซลล์แบคทีเรีย นิวโมคอคคัส ที่มีผิวเซลล์เรียบและก่อโรคในหนูทดลอง ให้ตายหมดด้วยความร้อน จากนั้นนำมาผสมกับเซลล์แบคทีเรียนิวโมคอคคัสอีกชนิดหนึ่งที่มีผิวขรุขระและไม่ก่อโรคในหนู จากนั้นจึงนำไปฉีดใส่หนู ก็จะพบเซลล์แบคทีเรียนิวโมคอคคัสชนิดผิวเรียบที่มีชีวิตปะปนอยู่ในเนื้อเยื่อของหนูด้วย! กริฟฟิทเสนอว่าน่าจะมี “อะไรบางอย่าง” จากเซลล์แบคทีเรียผิวเรียบ (ที่ตายไปแล้ว) ที่สามารถ “เปลี่ยนรูป” หรือ “แปลงรูป”  แบคทีเรียผิวขรุขระให้กลายไปเป็นแบคทีเรียผิวเรียบได้  
        ต่อมาในปี พ.ศ. 2487 นักชีวเคมีชาวสหรัฐสามคนคือ ออสวอลด์ เอเวรี, คอลิน แมคลีออด และ แมคลิน แมคคาร์ที พิสูจน์ได้ว่า สารที่ทำหน้าที่เปลี่ยนรูปแบคทีเรียผิวขรุขระได้ก็คือ ดีเอ็นเอจากแบคทีเรียผิวเรียบนั่นเอง
        คำถามที่เกิดขึ้นทันทีก็คือ ถ้าดีเอ็นเอเป็นสารพันธุกรรมจริง มันเพิ่มจำนวนและถ่ายทอดได้อย่างไร รวมทั้งมันมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับโปรตีน  เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า โปรตีนเป็นสารที่ควบคุมลักษณะและการทำงานแทบจะทุกอย่างในเซลล์ ดังนั้น ปัญหาเรื่องโครงสร้างของดีเอ็นเอจึงทวีความสำคัญและเป็นที่ต้องการรู้กันเป็นอย่างยิ่ง

  “ดีเอ็นเอ”  มีโครงสร้างเป็นรูปเกลียวคู่  
        ในช่วงเวลาดังกล่าว ความรู้ที่จะใช้ในการไขความลับเกี่ยวกับโครงสร้างของสารได้มาจากเทคนิคที่เรียกว่า เอกซเรย์ คริสตัลโลกราฟี (อ่านเพิ่มเติมได้จากบทความ เรื่องเล่าจากภาพดีเอ็นเอประวัติศาสตร์) ในช่วงราวปี พ.ศ. 2494-2495 ทีมนักวิทยาศาสตร์ที่คิงส์ คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอนนำโดย มัวริส วิลคินส์ และ โรสลินด์ แฟรงคลิน ก็เริ่มได้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับโครงสร้างของดีเอ็นเอจากการทำทดลองโดยอาศัยเทคนิคเอกซเรย์ คริสตัลโลกราฟีข้างต้น  พวกเขาคำนวณจากภาพฟิลม์เอกซเรย์และพบว่า ดีเอ็นเอน่าจะจับกันมากกว่าหนึ่งสายและมีโครงสร้างเป็นรูปซ้ำๆ (ตอนนั้นคาดกันว่าน่าจะเป็นสามหรือสี่สาย) นอกจากนี้ยังอาจจะมีรูปแบบการจับกันมากกว่าหนึ่งแบบอีกด้วย ซึ่งต่อมาภายหลังก็เรียกกันว่าเป็นดีเอ็นเอในรูปแบบ (form) A และ B   
        ในระยะเวลาเดียวกันนั้นเอง  นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังท่านหนึ่งคือ ไลนัส พอลิ่ง ซึ่งทำวิจัยอยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย ก็เพิ่งตีพิมพ์ผลงานที่มีชื่อเสียงมากชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า โปรตีนบางชนิดมีโครงสร้างเป็นรูป เกลียว ที่น่าสนใจก็คือ  นอกจากจะใช้ข้อมูลจากวิธีการทำเอกซเรย์แล้ว พอลิ่งยังใช้วิธีการสร้างรูปแบบจำลองเพื่อพิสูจน์เรื่องดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย งานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้เขาได้รับรางวัลโนเบลในปี พ.ศ. 2497
        ในที่สุด พอลิ่ง และ อาร์. บี. คอเรย์ ก็ได้เสนอโครงสร้างของดีเอ็นเอไว้ว่า มีลักษณะเป็นรูปเกลียวคล้ายกับโปรตีนที่พวกเขาศึกษาอยู่ แต่พวกเขาไปพลาดที่คิดว่า เกลียวดีเอ็นเอดังกล่าวน่าจะเกิดจากสายดีเอ็นเอจำนวนสามสาย ที่มาพันกันโดยมีแกนกลางการหมุนวนร่วมกัน ซึ่งต่อมาก็พิสูจน์ได้ว่าไม่ถูกต้อง
        ในช่วงที่การแข่งขันเพื่อไขปัญหาเรื่องโครงสร้างดีเอ็นเอกำลังเข้มข้นเป็นที่สุดนี่เองที่ เจมส์ วัตสัน นักชีวเคมีชาวอเมริกันที่เพิ่งจบปริญญาเอกมาหมาดๆ ได้โคจรมาพบกับ ฟรานซิส คริก นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษที่กำลังทำปริญญาเอกอยู่ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในขณะนั้น
        วัตสันและคริกได้อาศัยข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างดีเอ็นเอที่ฟังมาจากวิลคินส์และแฟรงคลินในการสัมมนา มาทำแบบจำลองดีเอ็นเอแบบเดียวกับที่พอลิ่งทำกับแบบจำลองโปรตีนของเขา  และในที่สุดพวกเขาก็บังเอิญได้เห็นผลการทดลองที่ดูไม่น่าจะเกี่ยวข้องเลย  แต่กลับทำให้พวกเขาได้ข้อสรุปที่ถูกต้องก่อนคนอื่น และมีผลทำให้พวกเขากลายเป็นผู้ชนะในการแข่งขันกันเปิดเผยความลับของชีวิต ผ่านการเปิดเผยโครงสร้างของดีเอ็นเอ การทดลองที่ว่าเป็นของ เออร์วิน ชาร์กาฟฟ์
        ชาร์กาฟฟ์ ได้ทำการวิเคราะห์องค์ประกอบของดีเอ็นเอในสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆหลายชนิดและตีพิมพ์ไว้ในปี พ.ศ. 2491   เขาพบว่า จำนวนเบสที่พบในดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันไป และ มีการเรียงตัวแบบกระจัดกระจายไม่สม่ำเสมอกันในสายของดีเอ็นเอ แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ ในสายดีเอ็นเอแต่ละสายที่นำมาตรวจสอบ พวกเขาจะพบเสมอว่าจำนวนของเบสอะดีนีน (A) จะมีค่าใกล้เคียงกับจำนวนของเบสไทมีน (T) ในขณะที่เบสกัวนีน (G) จะมีจำนวนใกล้เคียงกับเบสไซโทซีน (C) เสมอ ข้อมูลตรงนี้นี่เองที่ทำให้วัตสันและคริกเห็นความเป็นไปได้ว่า ดีเอ็นเอน่าจะจับกันอยู่เป็นเกลียวคู่โดยมีเบส A จับกับเบส T และเบส C จับกับเบส G   
        วัตสันและคริกได้ตีพิมพ์แนวคิดของพวกเขาเกี่ยวกับโครงสร้างของดีเอ็นเอในวารสาร Nature ฉบับวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2496 ในวารสารฉบับเดียวกันยังได้ตีพิมพ์ผลการทดลองของวิลคินส์และแฟรงคลิน จากมหาวิทยาลัยลอนดอนด้วย วัตสันและคริกได้ทำนายโครงสร้างของดีเอ็นเอว่า น่าจะมีลักษณะเป็นเกลียว และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ต้องเป็น “เกลียวคู่” เท่านั้นด้วย หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพและเข้าใจได้ง่ายๆ ก็จะเทียบได้กับ “บันไดเวียน”
        ไม่เพียงแต่ได้ทำนายโครงสร้างของดีเอ็นเออย่างถูกต้องเท่านั้น  ข้อความสำคัญเพียงหนึ่งประโยคในย่อหน้าสุดท้ายของผลงานชิ้นดังกล่าวยังได้กลายเป็น “วรรคทองทางวิทยาศาสตร์” ที่ได้กรุยทางใหม่สู่การทำความเข้าใจโลกของสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตได้อย่างน่ามหัศจรรย์  วัตสันและคริก เขียนไว้ว่า “มันไม่ได้รอดพ้นไปจากการสังเกตของเราว่า การจับคู่อย่างจำเพาะที่เราได้คาดคะเนไว้ ได้แนะนำเราในทันทีเช่นกันถึงความเป็นไปได้ของกลไกการเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรม”
        
วัตสันและคริกได้ตีพิมพ์ทฤษฎีการเพิ่มปริมาณตัวเองของดีเอ็นเอ ตามออกมาในเวลาห่างกันเพียงหนึ่งเดือน พวกเขาจิตนาการและคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำว่า สายดีเอ็นเอแต่ละสายจะทำหน้าที่เป็นต้นแบบสำหรับการสร้างดีเอ็นเอสายใหม่ที่จะจับกับตัวมันเองต่อไป ทฤษฎีของเขาได้รับการพิสูจน์ด้วยการทดลองในเวลาต่อมาว่าถูกต้อง
        วัตสันและคริก ตีพิมพ์ผลงานที่กล่าวมาข้างต้น ขณะที่ทั้งคู่มีอายุเพียง 25 ปี และ 37 ปีเท่านั้น!

  เกลียวคู่ดีเอ็นเอกับชะตาชีวิตผู้ค้นพบ  
         ข้อมูลสำคัญอันหนึ่งที่วัตสันและคริกใช้เป็นหลักฐาน จนสามารถสรุปโครงสร้างดีเอ็นเอได้อย่างถูกต้องก็คือ รูปบนฟิล์มเอกซเรย์ จากฝีมือของ โรสลินด์ แฟรงคลิน เพื่อนร่วมงานของวิลคินส์ที่คิงส์ คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอน แฟรงคลินเป็นหนึ่งในผู้ชำนาญเทคนิคดังกล่าวในสมัยนั้น
         มีผู้ค้นพบสมุดบันทึกของแฟรงคลิน ที่เขียนวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ที่ดีเอ็นเอน่าจะมีโครงสร้างสามมิติเป็นรูปเกลียวตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2496 นั่นก็คือ เธอเข้าใกล้คำตอบที่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างของดีเอ็นเอมากแล้วเช่นกัน ในตอนนั้น
         มีผู้พบบันทึกการทดลองของแฟรงคลินในภายหลังที่ระบุว่า หลังจากที่แฟรงคลินย้ายไปเมืองเบิร์คเบ็กในเดือนมีนาคมปีนั้น และตั้งต้นเขียนผลงานเกี่ยวกับโครงสร้างดีเอ็นเอ (คล้ายกับที่วัตสันและคริกเขียน) เพื่อที่จะส่งไปตีพิมพ์ ในต้นฉบับระบุไว้ว่าเป็นวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2496 ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ... วันดังกล่าวก็เป็นวันก่อนหน้าที่วัตสันและคริกจะส่งต้นฉบับถึง Nature เพียงหนึ่งวันเท่านั้น!
        กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากแฟรงคลินเขียนผลงานดังกล่าวเสร็จ (และเสนอได้อย่างถูกต้อง) และส่งไปยังวารสารทางวิทยาศาสตร์ฉบับใดฉบับหนึ่งก่อนวัตสันและคริก ตอนนี้ประวัติศาสตร์การค้นพบโครงสร้างดีเอ็นเอก็คงจะเปลี่ยนไปอีกแบบ และ เราก็จะได้จดจำกันว่าผู้คนพบโครงสร้างรูปเกลียวคู่ของดีเอ็นเอคือ นักวิทยาศาสตร์หญิงที่ชื่อ โรสลินด์ แฟรงคลิน ต่างหาก!
       แต่ที่โชคร้ายยิ่งไปกว่านั้น แฟรงคลินเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งก่อนวัยอันสมควรในปี พ.ศ. 2501 ซึ่งมีผลทำให้ชื่อของเธอแทบจะตกหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ เนื่องจากผลงานเรื่อง การแก้ปัญหาเรื่องโครงสร้างดีเอ็นเอเป็นเรื่องที่โดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง ส่งผลให้วัตสันและคริกได้รับรางวัลโนเบลด้านสรีรวิทยาหรือการแพทย์ร่วมกับวิลคินส์ในปี พ.ศ. 2505 (หรือเพียงสี่ปีหลังจากการจากไปของแฟรงคลิน) แต่แฟรงคลินไม่ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลด้วย เพราะ ติดที่กฎเกณฑ์ของรางวัลโนเบลที่ให้กับนักวิทยาศาสตร์ที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น!

        การค้นพบโครงสร้างดีเอ็นเอนับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญทางวิทยา ศาสตร์ชีวภาพ และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่เปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์สามารถค้นคว้าลึกลงไปในโมเลกุลที่เก็บงำความลับของ “ชีวิต” นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแบบลูกโซ่อย่างต่อเนื่องในแวดวงวิทยาศาสตร์เอง ก่อให้เกิดการประยุกต์ใช้ความรู้และ เทคนิคที่เกี่ยวข้องกับดีเอ็นเออย่างกว้างขวางสืบเนื่องถึงปัจจุบัน ดังที่จะทุกท่านจะได้เห็นในบทความพิเศษอื่นๆของ UpDATE ในฉบับครบรอบกึ่งศตวรรษการค้นพบโครงสร้างเกลียวคู่ดีเอ็นเอนี้

                                               โดย... ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์

อ่านเรื่องราวฉบับสมบูรณ์พร้อมภาพประกอบได้จากนิตยสาร UpDATE ฉบับ 188 เมษายน 2546

พบกับเรื่องนี้ได้ที่ :
http://update.se-ed.com/188/dna.htm
กลับไปหน้าเรื่องจากปก

 


Discovery ResearchPaper NASA
WhyFilesSavvySearch เชื่อมสู่สถาบันการศึกษา


UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 60 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 720 บาท
จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0-2751-5800, 0-2751-4175 โทรสาร 0-2751-5059
E-mail : update@se-ed.com

SEED Update Magazine Microcomputer User Internet
เซมิคอนดัคเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ Industrial Hobby Mechanical