|
ฉบับ 187 มีนาคม
2546
|
| 
|
|
ประจำฉบับ
|
|
|
Powered by
YourMailinglist Provider.com ดูจดหมายข่าวเก่า
|
เรื่องจากปก
#187
วิทยาศาสตร์ของเรื่องปวดหัว
(ฉบับย่อ)
อาการปวดหัวของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกันบางคนปวดร้าวไปทั้งหัว
บางคนปวดอยู่ข้างหนึ่ง ส่วนอาการปวดหัวของนักทำรายการสารคดีนาม เฮนรี
ชิฟเฟอร์ นั้น มันเริ่มต้นอย่างนุ่มนวล จากความรู้สึกเบาโหวงที่ศีรษะ
ซึ่งเฮนรีบอกว่าเป็นเหมือนช่วงเวลาแห่งความสุข แต่ 15 นาทีหลังจากนั้น
การมองเห็นของเฮนรีก็แปรเปลี่ยน เขาเห็นประกายระยิบระยับที่ฝาผนัง
มันช่างแวววาวเสียจนทำให้เขามองอะไรไม่เห็น ในตอนนี้เขายังไม่มีอาการปวดหัว
แต่เมื่อใดที่เริ่มเห็นประกายระยิบระยับ ก็เริ่มต้น นับถอยหลัง เข้าสู่อาการปวดหัวได้เลย หากเฮนรีไม่รีบรับประทานยาอย่างทันทีทันควันละก็
เขาก็จะมีอาการแบบเดียวกับที่อเมริกันชนอีก 28 ล้านคนรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี
ก่อนหน้านี้ไม่นาน ผู้ที่มีอาการปวดหัวไมเกรนเป็นโรคประจำกายเช่นเดียวกับเฮนรี
ไม่มีทางเลือกใดๆ เลยนอก-จากนอนพักบนเตียงในห้องที่มืดสลัว แล้วปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องเยียวยาอาการปวด
ซึ่งส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาหลายวัน อันที่จริงแพทย์ก็อาจจ่ายยาระงับปวดอย่างแรงแก่คนไข้ได้
แต่หากใช้ยาเป็นประจำก็จะยิ่งทำให้อาการปวดในคราวต่อๆ ไปย่ำแย่ลงไปอีก
แต่ในตอนนี้ผู้ป่วยไมเกรนเริ่มจะมีความหวังขึ้นมาบ้างแล้ว
เมื่อปัจจุบันเรามียาที่จะมาควบคุมอาการปวดไมเกรนให้อยู่ในที่ในทางของมัน
โดยยานี้ช่วยลดโอกาสที่จะเกิดอาการปวดไมเกรนลง หรือไม่ปวดอีกเลย นอกจากนี้นักวิทยา-
ศาสตร์ยังเริ่มต้นค้นหาและเปิดเผยรายละเอียดอันซับซ้อนของสารเคมีต่างๆ
และเรื่องเกี่ยวกับสรีรวิทยาเชิงไฟฟ้าของสมอง ซึ่งทำให้เรารู้มากขึ้นเกี่ยวกับอาการปวดหัวแบบอื่นๆ
ด้วย โดยปกติแล้ว
อาการปวดหัวจะถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ ปวดหัวแบบปฐมภูมิ หมายถึงอาการปวดหัวเนื่องจากปวดที่หัว
กลุ่มที่สองคือ ปวดหัวแบบทุติยภูมิ หมายถึงอาการปวดหัวที่มีสาเหตุจากความเจ็บป่วยอื่น
หรือเกิดจากอุบัติเหตุ ซึ่งหากค้นหาต้นเหตุพบ และรักษาที่ต้นเหตุนั้นๆ
อาการปวดหัวชนิดนี้ก็อาจหายไปได้ ตัวอย่างของการปวดหัวแบบนี้ก็เช่น
ปวดหัวเนื่องจากติดเชื้อแบคทีเรีย เมื่อแพทย์จ่ายยาปฏิชีวนะให้รับประทานสักระยะ
อาการปวดหัวก็จะหายไป สำหรับตัวอย่างที่รู้จักกันดีของอาการปวดหัวแบบปฐมภูมินั้นก็คือ
ปวดหัวเนื่องจากความเครียด ซึ่งสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการกินยาแก้ปวดหรือนอนหลับให้สนิทสักตื่นเท่านั้น
ถอยหลังกลับไปราวคริสต์ศตวรรษที่
16 แพทย์ชาวอังกฤษนามว่า โทมัส วิลลิส ได้ตั้งข้อสังเกตว่า อาการปวดหัวนั้นเกิดจากการที่เลือดไหลอย่างรวดเร็วไปยังสมอง
เขาเสนอทฤษฎีว่า การที่เส้นเลือดพองตัวอย่างปัจจุบันทันด่วนเป็นเหตุให้เกิดความกดดันต่อเซลล์ประสาทที่อยู่ใกล้เคียง
และกระตุ้นให้เกิดความเจ็บปวด แนวคิดของคุณหมอวิลลิสนี้ใช้เป็นคำอธิบายถึงสาเหตุของไมเกรนได้เป็นอย่างดี
แต่เทคโนโลยีใหม่ๆ
สองอย่างในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาได้เปลี่ยนแนวคิดนี้ไป อย่างแรกคือ เทคโนโลยีการสร้างภาพ
ที่ช่วยให้แพทย์สามารถศึกษาการไหลเวียนของเลือดในสมองของคนเป็นๆ อย่างที่สองคือ
นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลจากการศึกษาปลายประสาทที่ฝังตัวอยู่ที่เยื่อหุ้มสมองชั้นนอก
และด้วยข้อมูลเหล่านี้ ทำให้นักวิจัยสามารถสรุปได้ว่า ลำดับการเกิดไมเกรนนั้นไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่เคยคิดกัน
ปลายประสาทที่เยื่อหุ้มสมองจะเป็นตัวเริ่มต้น แล้วปลดปล่อยโปรตีนที่ทำให้เส้นเลือดขยายตัว
และทำให้เซลล์ประสาทอยู่ในภาวะถูกกระตุ้น หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ
การพองตัวของเส้นเลือดเป็นผลจากไมเกรน ไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้เกิดไมเกรนอย่างที่เคยเชื่อกัน แต่การระบุว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นระบบประสาทจนทำให้อาการไมเกรนกำเริบนั้น
แต่สิ่งที่กระจ่างออกมาแล้วก็คือ สมองของผู้ป่วยไมเกรนนั้นมีความไวต่อสิ่งที่มากระตุ้นมากกว่าสมองคนปกติ
ทำให้คนเหล่านี้ไม่สามารถทนในสิ่งที่คนปกติทั่วไปทนได้ ยาที่รักษาอาการไมเกรนตัวแรกที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ
เมื่อ พ.ศ. 2536 คือ ยาซูมาทริปแทน (sumatriptan) ซึ่งเป็นยาที่เลียนแบบการทำงานของสารสื่อประสาทที่ชื่อ
เซโรโทนิน เซโรโทนินนี้มีบทบาทหลายประการในสมอง รวมทั้งทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์และความเจ็บปวด
ในกรณีของไมเกรนนั้น ยานี้ไปยับยั้งการหลั่งโปรตีนจากปลายประสาทที่อยู่บริเวณเยื่อหุ้มสมองชั้นนอก
เมื่อไม่มีโปรตีนมากระตุ้น ก็ไม่มีอาการปวด จากนั้นก็มีการพัฒนาตัวยาต่อมา
กลายเป็น ทริปแทนส์ ที่ช่วยให้ชาวไมเกรนหายปวดหัวได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า
แต่ฤทธ์ของยานี้ก็อยู่ได้ไม่นานนัก นอกจากนี้ตัวยาเองยังมีผลข้างเคียงเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจ
ถึงกระนั้น ทริปแทนส์ก็ได้ทำให้ผู้ป่วยไมเกรนหลายล้านคนในอเมริกามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
นอกจากนี้ผู้ป่วยไมเกรนหลายคนยังบอกว่า
วิธีการอื่นๆ เช่น โยคะ นั่งสมาธิ ก็ช่วยควบคุมอาการปวดหัวไม่ให้ลุกลามได้
วิธีการเหล่านี้ใช้ได้ผลดีกับผู้ที่ปวดหัวจากความตึงเครียด นอกจากนี้พบว่า
สารโบทอกซ์ (สารพิษจากแบคทีเรียที่พบในอาหารกระป๋อง) ที่ปัจจุบันนำมาใช้เสริมความงาม
ใช้ฉีดเข้าใต้ผิวหนังเพื่อลบรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ก็ช่วยควบคุมอาการปวดหัวได้
ซึ่งขณะนี้นักวิจัยก็กำลังศึกษาถึงเรื่องนี้อยู่ แม้ว่ายาที่กล่าวมานี้จะช่วยป้องกันอาการไมเกรนได้
แต่ก็ไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่หมดหวัง พวกเขายังคงพยายามคิดค้นหาการรักษาที่สามารถจัดการโดยตรงที่ระบบประสาทที่อ่อนไหวเหล่านั้น
แต่ก็ยังดีอยู่อย่างที่ว่า อาการปวดไมเกรนจะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น
จากการศึกษาพบว่า ช่วงอายุที่เป็นไมเกรนมากที่สุดคือ ช่วงอายุ 35-45
ปี และจะพบน้อยลงเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้น ระหว่างที่กำลังรอวิทยาการใหม่ๆ
ที่จะมาปราบไมเกรนให้อยู่หมัดเผยโฉมขึ้น ทั้งผู้ป่วยและแพทย์ก็คงต้องลองผิดลองถูกกันไปก่อน
เพื่อหาวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับตนเอง เหมือนที่เฮนรี ชิฟเฟอร์ใช้วิธีการผสมผสานระหว่างการใช้ยากับการเปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ใหม่
ซึ่งเฮนรี่เองก็บอกว่า ดูๆ แล้วก็สนุกดีอยู่เหมือนกันที่มาเล่นเอาเถิดเจ้าล่อกับไมเกรนอยู่อย่างนี้
รู้เขา (ไมเกรน)
รู้เรา โอกาสชนะในสงครามระหว่างเรากับไมเกรนก็มีมากกว่าครึ่งแล้วจริงไหม?
โดย... คาลลิสโต
อ่านเรื่องราวฉบับสมบูรณ์พร้อมภาพประกอบได้จากนิตยสาร
UpDATE ฉบับ 187 มีนาคม 2546

UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 60 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 720 บาท จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0-2751-5800, 0-2751-4175 โทรสาร 0-2751-5059
E-mail : update@se-ed.com
|