|
เรื่องจากปก
#186
มรณกรรมของ
โคลัมเบีย(ฉบับย่อ)
17.35 น. ปิดประตูห้องสัมภาระ
เก็บแผงกระจายความร้อน 18.50
น. ผู้บังคับการและนักบินสวมชุดสีส้ม
เข้าประจำที่นั่งด้านหน้าซ้ายและขวา 20.15
น. จุดเครื่องยนต์เป็นเวลาสองนาทีครึ่ง
พายานออกจากวงโคจร 20.44
น. เข้าสู่ขอบบรรยากาศที่ระดับ
121 กิโลเมตร อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้น 20.53
น. ศูนย์ควบคุมพบเซนเซอร์วัดอุณหภูมิสำหรับระบบไฮดรอลิกที่บังคับแฟลปปีกซ้ายบกพร่อง
20.56 น. เซนเซอร์ที่ระบบลงจอดในห้องเก็บล้อด้านซ้ายรายงานการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในสายเบรกและล้อ
20.58 น. เซนเซอร์สามตัวที่ปีกซ้ายซึ่งฝังอยู่ในโครงสร้างเสียหาย
20.59 น. เซนเซอร์แปดตัวที่ปีกซ้ายซึ่งทำหน้าที่วัดอุณหภูมิและความดันล้อเสียหาย
โคลัมเบีย จากฮุสตัน
เราเห็นข้อความเกี่ยวกับความดันยางของคุณ และเราไม่ได้ยินข้อความสุดท้ายจากคุณ
รับทราบ...เออ...
ผู้บังคับการยานตอบ แล้วสัญญาณก็ขาดหายไป ไม่มีคำพูดอีก การส่งข้อมูลอัตโนมัติหยุดลง
นั่นตรงกับวันที่
1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 เวลา 21.00 น. ตามเวลาประเทศไทย กระสวยอวกาศโคลัมเบียอยู่สูง
63 กิโลเมตรเหนือเท็กซัส เคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากกว่าเสียง 18.3
เท่า หมดหวังที่จะพบผู้รอดชีวิต!
เที่ยวบินที่
28 กระสวยอวกาศโคลัมเบียเป็นกระสวยอวกาศลำแรกของนาซา
เป็นพัฒนาการใหม่ในตอนนั้นสำหรับยานอวกาศที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่
อันที่จริงกระสวยลำนี้ได้รับการออกแบบให้ปฏิบัติภารกิจได้ถึง 100 เที่ยวบิน
และนี่เป็นเที่ยวบินที่ 28 มีชื่อรหัสว่า STS-107 โดยเป็นเที่ยวบินที่สองนับจากการตรวจสอบบูรณะขนานใหญ่มาแล้ว
เที่ยวบินนี้มีนักบินอวกาศรวม
7 คนได้แก่ ผู้บังคับการ ริก ฮัสแบนด์ , นักบิน วิลลี แมคคูล, เจ้าหน้าที่ภารกิจพิเศษ
กัลปาน เชาวลา (นักบินอวกาศหญิงเชื้อสายอินเดียคนแรก บินขึ้นสู่อวกาศเป็นครั้งที่สอง),
ลอเรล คลาร์ก, ไมค์ แอนเดอสัน, เดวิด บราวน์ และเจ้าหน้าที่สัม-ภาระพิเศษ
อิลัน รามอน (นักบินอวกาศอิสราเอลคนแรก) ภารกิจในเที่ยวบินนี้เป็นการทดลองมากกว่า
80 การทดลองที่เกี่ยวกับแรงดึงดูดต่ำ สรีระของมนุษย์ การดับไฟ และการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ทั่วโลก
ตามแนวคิดว่า งานวิจัยอวกาศและคุณ ภารกิจนี้กินเวลาทั้งสิ้น 16 วัน
ลูกอัคนีกลางเวหา
โคลัมเบียเริ่มกระบวนการกลับสู่
โลกตามปกติ เก็บทุกสิ่งทุกอย่าง โหลดซอฟต์แวร์สำหรับการกลับสู่โลก
ทุกอย่างราบรื่นดีตลอด แต่แล้ว จู่ๆ ความผิดพลาดก็ปรากฏ และการติดต่อก็ขาดหายไป
และในตอนนั้นเอง เมื่อเหลือเพียง 16 นาทีก่อนที่โคลัมเบียจะแตะพื้นโลก
ประชาชนในแถบ เท็กซัสก็ได้ยินเสียงระเบิด พวกเขารับรู้ถึงความสั่นสะเทือน
กระจกสั่นไหว หลายคนเริ่มแหงนมองท้องฟ้า พวกเขาได้เห็นลูกไฟหลายลูกวิ่งผ่านท้องฟ้าไปอย่างรวดเร็ว
บางคนถึงกับนึกว่า อเมริกาโดนโจมตีแล้ว และก็มีบางคนที่เก็บภาพลูกไฟห้าหกลูกที่พาดฟ้านั้นไว้ได้
ต่อมา พวกเขา และโลก
ก็ได้รับรู้ข่าวร้ายของกระสวยอวกาศโคลัมเบีย เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เตรียมพร้อมอยู่
ณ จุดลงจอด เริ่มถอดชุด หลายคนทรุดนั่งลงกับพื้น และทีมค้นหาก็เริ่มปฏิบัติการในขณะที่รถสำหรับรับนักบินอวกาศได้วิ่งกลับไปโดยไร้ผู้โดยสาร
สิ่งที่เราได้รับรู้ในขณะนั้นก็คือ
กระสวยอวกาศโคลัมเบียได้แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โดยมีชิ้นใหญ่ประมาณ
5-6 ชิ้นที่มองเห็นได้ ชิ้นส่วนของกระสวยอวกาศได้กระจายไปทั่วรัฐเท็กซัส
รวมทั้งชิ้นส่วนของนักบินอวกาศด้วย คำถามได้ตามมาทันทีว่า
เกิดอะไรขึ้นกับกระสวยอวกาศโคลัมเบีย เป็นการก่อวินาศกรรมหรือไม่ ท่ามกลางความสับสนมากมายนั้น
ด้วยความจริงที่ว่า โคลัมเบียเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมาก และอยู่สูงจากพื้นดินมากด้วย
ดังนั้น การก่อวินาศกรรมจึงไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ถ้าเช่นนั้นแล้ว....
อะไรน่าจะเป็นสาเหตุของเรื่องนี้
ความร้อน
และปีกซ้าย ภารกิจครั้งนี้ของกระสวยอวกาศโคลัมเบียเริ่มต้นในวันที่
16 มกราคม พ.ศ. 2546 ในตอนที่ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้านั้น โฟมฉนวนกันความร้อนที่คลุมถังเชื้อเพลิงภายนอกส่วนหนึ่งได้หลุดออก
และชนเข้ากับด้านล่างของปีกซ้ายของโคลัมเบีย คณะวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญของกระสวยอวกาศได้ทำการวิเคราะห์ผลที่อาจจะเกิดขึ้นกับเรื่องนี้ด้วย
และก็สรุปว่า ความสามารถป้องกันความร้อนโดยรวมยังไม่น่าเป็นห่วง
อย่างไรก็ตาม ในวันที่เกิดเหตุโศกนาฏกรรมนั้น
เซนเซอร์ได้ฟ้องการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิอย่างรวดเร็วทางด้านปีกซ้ายของโคลัมเบีย
ซึ่งเป็นด้านที่กระเบื้องหลุดออกไป เวลา
20.54 น. เซนเซอร์ที่ผนังด้านนอกของตัวยานบริเวณเหนือปีกซ้ายเตือนการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิถึง
60 องศาฟาเรนไฮต์ในช่วงห้านาที ในขณะที่ทางด้านปีกขวา อุณหภูมิสูงขึ้นเพียง
15 องศาฟาเรนไฮต์เท่านั้น ข้อมูลนี้บอกเราว่า ปัญหาความร้อนมีต้นตอมาจากทางด้านซ้ายของยานแน่นอน
โดยเกิดขึ้นในบริเวณห้องเก็บล้อ ผลต่อเนื่องที่ตามมาก็คือ
เกิดแรงฉุดมหาศาลที่ปีกซ้ายของยาน ซึ่งเกิดขึ้นจากกระแสอากาศที่แตกตัวเนื่องจากการป้องกันความร้อนเสียไป
ตรงนี้เองที่ทำให้ปีกแฟลปของโคลัมเบียเริ่มทำงานเพื่อกู้ทิศทางการบินให้กลับมาเหมือนเดิม
เมื่อมาถึงขั้นนี้ แฟลปก็ไม่อาจกู้ทิศทางการบินให้กลับมาได้อีก ก็คงไม่ต่างจากการนำไม้ซีกไปงัดไม้ซุง
และหลังจากนั้นก็คือสิ่งที่เรารู้กันอยู่แล้ว นี่เป็นข้อมูลล่าสุดเท่าที่เราได้มา
แต่ก็ยังมีข้อมูลอีกส่วนหนึ่งที่จะช่วยไขปริศนาที่ซ่อนเร้นนี้ได้ ข้อมูลแรกจะเป็นข้อมูลจากระบบบันทึกข้อมูลอัตโนมัติความยาว
32 วินาทีในช่วงที่ยานแตกออก ข้อมูลส่วนนี้จะเป็นข้อมูลของบรรดาเซนเซอร์และเครื่องมือควบคุมการบินที่น่าจะให้ภาพชัดเจนขึ้นว่าเกิดอะไรกับโคลัมเบีย
ข้อมูลอื่นที่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์จะได้จากผู้เห็นเหตุการณ์ที่เชื่อถือได้ซึ่งอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย ซึ่งจะช่วยให้สามารถวิเคราะห์เหตุการณ์ได้ชัดเจนขึ้น
มูลเหตุอื่นที่เป็นไปได้
เจฟฟรีย์
คลูเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ของนิตยสาร TIME ก็ได้ให้มุมมองของสาเหตุของเหตุการณ์นี้ไว้สามแนวทางด้วยกัน
เริ่มจากแนวทางที่น่าจะเป็นไปได้น้อยที่สุดก็คือ
ความผิดพลาดของเครื่องยนต์ที่นำไปสู่การลุกติดไฟของเชื้อเพลิง
แนวทางต่อมาก็คือ
การสูญเสียกระเบื้องกันความร้อนของปีกทำให้โคลัมเบียลุกไหม้ขึ้นมา
คลูเกอร์ไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับแนวคิดนี้นัก เขาเชื่อว่านี่ไม่ควรมีอิทธิพลมากนัก
มีของมากมายที่ตกใส่ตัวยาน แต่มันก็ทำให้กระเบื้องหลุดมาเล็กน้อยเท่านั้น
มันคงเป็นเรื่องประหลาดมากที่มันจะรุนแรงถึงขนาดทำให้เกิดอุบัติเหตุระดับนี้ได้
แนวทางสุดท้าย เป็นแนวทางที่คลูเกอร์มั่นใจมากที่สุด
นั่นคือการที่โคลัมเบียเกิดการหมุนจนมีมุมผิดพลาดไปแล้วทำให้เกิดการพังของโครงสร้างอันเป็นผลจากอากาศพลศาสตร์
การกลับสู่โลกของกระสวยอวกาศจะมีลักษณะคล้ายกับเครื่องร่อน แต่เป็นเครื่องร่อนที่ทำด้วยอิฐก้อนมหึมา
นักบินอวกาศต้องอาศัยแฟลปในการควบคุมการบินร่อนของยาน นั่นเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่ง
หากเกิดความผิดพลาดขึ้นมาก็มีโอกาสเพียงเล็กน้อยที่จะแก้ไขให้ถูกต้อง
ละครยังต้องดำเนินต่อ
ทุกคนคงยอมรับว่า
โศกนาฏกรรมของกระสวยอวกาศโคลัมเบียเป็นเรื่องสะเทือนขวัญของคนทั้งโลก
โครงการอวกาศใช้เงินมากมาย แต่งานวิจัยก็ส่งผลกระทบต่อความสะดวกสบายต่อมนุษย์ไม่น้อยเช่นกัน
โดยเฉพาะกับภารกิจสุดท้ายของโคลัมเบียที่เน้นที่งานวิจัยเพื่อมนุษย์
อุบัติเหตุของแชลเลนเจอร์เมื่อ
17 ปีก่อน ทำให้โครงการอวกาศของสหรัฐ-อเมริกาต้องหยุดชะงักไปสองปี
และครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน โครงการอวกาศทุกโครง-การคงต้องชะลอตัวลงอย่างแน่นอน
และถึงที่สุดแล้ว เราจะต้องเดินต่อไป เราคงต้องกลับไปสู่อวกาศอีกครั้ง
และเราก็คงได้แต่หวังว่า....เราจะไม่ต้องพบกับการสูญเสียอย่างนี้อีก
ไม่ว่าจะเมื่อใดก็ตาม
โดย... ไพรัตน์
ยิ้มวิลัย
อ่านเรื่องราวฉบับสมบูรณ์พร้อมภาพประกอบได้จากนิตยสาร
UpDATE ฉบับ 186 กุมภาพันธ์ 2546

UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 60 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 720 บาท จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0-2751-5800, 0-2751-4175 โทรสาร 0-2751-5059
E-mail : update@se-ed.com
|