|
..
ภูมิปัญญาในผ้าทอมือ...
มีขั้นตอนที่น่าทึ่งมากมาย
จากการใช้วัตถุดิบในธรรมชาติ ผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน
กว่าจะผลิตออกมาเป็นผืนผ้า ความชำนิชำนาญของช่างทอทำให้ผู้เขียนสนใจภูมิปัญญาไทยในกระบวนเหล่านี้มากขึ้น
การซักถามขั้นตอนอย่างละเอียดจึงดำเนินต่อไป แม้จะมีปัญหาในการสื่อสาร
ที่ไม่ได้เกิดจากภาษาเท่านั้น หากยังเกิดจากมุมมอง และภูมิหลังความคิดที่แตกต่างกัน
ชาวบ้านเขามีความรู้ แต่ไม่ถนัดเรื่องการถ่ายทอด หรือการอธิบายให้เป็นระบบ
อาจารย์โกมล พานิชพันธุ์ นักสะสมผ้าโบราณ นักออกแบบเสื้อผ้าชั้นนำอีกท่านหนึ่งช่วยชี้แจง
เมื่อผู้เขียนไปเยี่ยมอาจารย์ที่บ้าน (จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น)
อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ช่างทอแต่ก่อนมีฝีมือมาก
เดี๋ยวผมจะพาไปชมผ้าโบราณ
ผ้าโบราณที่อาจารย์ว่านั้นมีอายุกว่าร้อยปี มีทั้งผ้าฝ้ายและผ้าไหม
ทั้งหมดทออย่างประณีต เส้นด้ายมีความคงทนและมีสีสันที่สด
ราวกับย้อมด้วยสีเคมี ทั้งยังมีลวดลายแปลกตา มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น
กว่าจะเป็นเส้นด้าย
ในประเทศไทย มีวัสดุจากธรรมชาติที่นิยมใช้ทำเป็นเส้นด้ายสำหรับทอผ้าอยู่
3 ชนิด คือ ฝ้าย ไหม และ ใยกัญชง แต่ที่พบมากก็คือ ไหม
ฝ้ายเป็นพืชที่มีเส้นใยคล้ายๆ
กับ นุ่น ขั้นตอนการปั่นฝ้ายนั้น เริ่มตั้งแต่การเก็บดอกฝ้าย
หรือ สมอ นำไปผึ่งแดดให้แห้ง แล้วเข้าเครื่องคัดเมล็ด
เรียกว่า การอิ้ว เครื่องมือนั้นทำด้วยไม้ทั้งหมด
รูปร่างคล้ายเครื่องบดปลาหมึก เมล็ดจะตกอยู่ด้านใน
ปุยฝ้ายปลอดเมล็ดจะตกที่ด้านนอก
ฝ้ายที่เห็นในบ้านเรามีทั้งสีขาวขุ่น กับสีน้ำตาลอ่อนๆ
บางคราวชาวบ้านก็นำมาอิ้วปนกัน เพราะจะต้องผ่านขั้นตอนการย้อมสีอีกทีหนึ่ง
ฝ้ายที่อิ้วแล้วก็จะนำไปใส่ดีดด้วย กง
ที่เคยได้ยินมาว่า โก่งเหมือนกงดีดฝ้าย ก็ตัวนี้แหละ ดูเผินๆ
ก็เหมือนคันธนู ทำด้วยไม้ไผ่ สายนั้นเป็นเชือกหนัง หรือเชือกชนิดอื่นๆ
วิธีการดีดก็คล้ายกับยิงธนู คือนำกระจุกฝ้ายมากำไว้ที่กึ่งกลางสายกง
แล้วดีดให้ปุยนั้นกระจาย ไม่เกาะตัวกัน ด้านหน้าของกงจะมีภาชนะสานอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า
เฟียด หรือ กะเฟียด คอยรอรับ (มิฉะนั้นปุยฝ้ายลอยไปตามแรงลม)
ได้ปุยฝ้ายนุ่มๆ บางๆ แล้วยังไม่เห็นเส้นด้าย รอผ่านอีกกระบวนการหนึ่ง
คือ ล้อฝ้าย คือนำปุยฝ้ายมาวางบนแผ่นกระดาน
กลิ้งให้พันรอบแกนไม้เล็กๆ แล้วถอดแกนออก ขนาดราวหนึ่งนิ้วมือ
ไน หรือ เครื่องปั่นฝ้าย
นั้นเป็นประดิษฐกรรมที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งในกระบวนการปั่นฝ้าย
ส่วนโครงนั้นใช้ไม้ ส่วนล้อหมุนใช้หวาย มีเชือกเป็นสายพาน
ช่างจะเอาล้อฝ้ายมาใส่ในเหล็กไน ที่แหลมเปี๊ยบจนน่ากลัวตำนิ้วตำมือ
สิ่งที่น่ามหัศจรรย์ก็บังเกิดบนไนปั่นฝ้ายนี้เอง โดยช่างจะนำหมุนไน
(บางแห่งเรียก หลา) สายพานจะดึงให้เหล็กไนหมุน และเหล็กไนก็พาให้ล้อฝ้ายหมุนตามไปด้วย
ตอนนี้ช่างจะค่อยๆ ดึงด้ายออกจากล้อฝ้ายจนเป็นเส้นที่มีขนาดเท่าๆ
กัน ด้วยความเร็วที่คงที่ ปุยฝ้ายที่ฉีกง่าย กลับเกาะตัวติดกันเป็นเส้นด้ายที่เหนียวพอประมาณ
ขั้นตอนนี้เรียกว่า ปั่นฝ้าย หรือ เข็นฝ้าย ช่างที่มีความชำนาญจะทราบว่าควรจะหมุนด้วยความเร็วเพียงใด
และต้องคงที่ เพื่อให้ได้เส้นด้ายที่สม่ำเสมอ และยังสามารถกำหนดขนาดเส้นฝ้ายได้ด้วย
ได้เห็นการทำงานของช่างเข็นแล้วเพลินจนลืมเวลาไปเลย พักหนึ่งก็ได้เส้นด้ายฝ้ายที่พอจะนำไปพันเข้ากับอุปกรณ์สำหรับเก็บด้าย
จากด้ายฝ้าย เห็นจะต้องพักไปเล่าเรื่องเส้นไหมกันต่อ
ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ไม่แพ้เรื่องของฝ้ายเลย
ส่วนที่ช่างทอผ้านำมาใช้ทำเส้นด้าย ก็คือรังไหม บางครั้งก็เรียกฝัก
เมื่อมองดูผิวเผินเห็นเป็นแคปซูลขนาดนิ้วหัวแม่มือเท่านั้น
แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่เห็นอยู่ล้วนเป็นเส้นใยขนาดเล็กมาก
พันนับจำนวนรอบไม่ถ้วนอย่างแน่นหนา การจะนำรังไหมมาทำเป็นเส้นไหม
ต้องผ่านขั้นตอนที่เรียกว่า การสาวไหม
การสาวไหมตามกรรมวิธีแบบพื้นบ้านนั้น ใช้วิธีการต้มน้ำให้ร้อน
ใส่รังไหมลงไป ประมาณ 40-60 รัง (หรือกว่านี้ แล้วแต่พันธุ์ไหม)
เมื่อรังไหมโดนน้ำร้อน กาวที่ทำให้เส้นไหมเกาะตัวนั้นละลายออก
เส้นไหมจะคลาย และสามารถดำเนินการสาวได้ แต่...ไม่ง่ายอย่างที่คิด...
ช่างสาวไหมจะใช้วิธีหาปมของรังไหมแต่ละเส้น เหมือนการแกะลูกด้ายที่ซื้อมาใหม่
ถ้าหาปลายไม่เจอ ก็ไม่มีทางจะแกะด้ายออก การหาปมนั้นช่างจะใช้แปรงสีฟันแตะไปที่รังไหมแต่ละรัง
ปลายเส้นไหมที่คลายออกจะเกาะกับขนแปรงสีฟัน เมื่อได้ครบหรือเกือบครบทุกรัง
ก็จะรวบปลายทั้งหมดร้อยไปยังช่องลอด พันรอบพวงสาว แล้วลงมือสาวเส้นไหม
เมื่อดึงเส้นไหมทั้งหมด หากรังไหมใดไม่ลอยขึ้นตาม ก็หมายความว่าปลายเส้นไหมยังไม่คลายออก
ต้องใช้แปรงจุ่มแกะอีกครั้ง
ด้ายไหมหนึ่งเส้นมาจากเส้นไหมหลายสิบเส้น เส้นไหมหลายสิบเส้นนี้จะตีเกลียวเกาะกันแน่นด้วยกระบวนการสาวไหม
โดยผู้สาวไม่ต้องยุ่งอะไรนอกเหนือจากการระวังรักษาความเร็วในการสาวเป็นสำคัญ
ชุดพวงสาวที่แขวนอยู่เหนือหม้อน้ำนั้น มีส่วนช่วยอย่างมากในการตีเกลียวเส้นไหมให้ได้ขนาดที่สม่ำเสมอและเรียบ
เมื่อสาวเส้นไหมไประยะหนึ่ง เส้นไหมจะค่อยๆ คลายออกจนเกือบหมด
เหลือแต่ตัวไหมข้างใน (ตาย) ไหมบางพันธุ์ต้องสาวสองครั้ง
คือสาวไหมชั้นนอกหมดแล้ว จึงนำมาสาวไหมชั้นในต่อ
ย้อมด้ายด้วยสีธรรมชาติ
การใช้วัสดุจากธรรมชาติเพื่อย้อมด้ายนั้น
เป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดมาพร้อมกับความรู้เรื่องการผลิตเส้นด้ายและการทอผ้า
และความรู้นี้เกือบจะสูญไป และในบางถิ่นก็สูญหายไปแล้ว
ปัจจุบันเมื่อหลายฝ่ายหันมาให้ความสนใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
การรื้อฟื้นภูมิปัญญาดังกล่าวจึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
บางอย่างก็ฟื้นได้ บางอย่างก็ล้มหายตายจาก บางอย่างอยู่ในขั้นตอนการปลุกเสกจากขั้นตอนการลองผิดลองถูก
วัสดุที่สามารถนำมาย้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก
ได้แก่ ใบครามให้สีครามอย่างชื่อของมัน ขี้ครั่งให้สีแดง
ผลมะเกลือให้สีดำ อย่างแรกใช้วิธีย้อมเย็น คือไม่ต้องต้ม
สองอย่างหลังนั้นใช้วิธีย้อมร้อน คือต้องต้มขณะย้อม แต่ทุกวิธี
ต้องย้อมหลายครั้ง จึงจะติดทนนาน
การย้อมด้วยครามดูจะเป็นวิธีที่สนุกกว่าวิธีอื่นๆ เพราะมีขั้นตอนมาก
เดิมเป็นวิธีการสามัญที่สุดในการย้อมผ้าวิธีหนึ่ง ไม่ว่าชาวไทยเชื้อสายใด
ก็มีความรู้นี้ติดตัวเสมอ ทางอีสานเรียกว่า หม้อนิล ทางเหนือเรียก
หม้อห้อม สีครามที่ได้นั้นอาศัยกรรมวิธีการหมัก มีการใส่ตัวเร่งปฏิกิริยา
และสารช่วยให้สีติด ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ได้จากธรรมชาติ
เช่น กรดจากใบไม้ กรดจากมดแดง และมีการปรับลดกรด ด้วยการเติมน้ำด่าง
(ขี้เถ้า) ลงไป บางรายอาจเติมน้ำตาล และเติมเหล้าลงไปด้วย
หากผิดขั้นตอน โดยเฉพาะการหมัก ครามจะไม่ให้สี เรียกว่าตาย
ต้องเริ่มต้นขั้นตอนใหม่
สีครามที่เห็นในหม้อหมักนั้น เริ่มต้นจะมีสีออกเขียว
แต่หากกวนน้ำทำให้มีออกซิเจนละลายเข้าไปมากขึ้น สีจะคล้ำขึ้นเป็นสีครามอย่างที่เห็น
ส่วนสีเหลืองนั้น มีวัสดุที่นิยมใช้หลายชนิด โดยเฉพาะ
ขมิ้น แก่นขนุน และแก่นแกแล ทว่าคงจะมีขั้นตอนอื่นประกอบ
ทำให้สีที่ย้อมนั้นติดทนนานและสดใสมาก
ผ้าย้อมสีธรรมชาติในปัจจุบันมีสีสันที่อ่อนจาง เป็นที่นิยมของชาวต่างประเทศเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะผ้าฝ้าย อย่างไรก็ตาม การย้อมสีผ้าด้วยวัสดุธรรมชาติให้สีสดและติดทนนานนั้น
ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและทดลองเป็นส่วนมาก
ภูมิรู้ในกี่ทอ กระบวนการทอผ้านั้น
อาศัยหลักการง่ายๆ คือจัดเส้นด้ายสองแนวขัดประสานกัน ชะรอยช่างทอผ้าคนแรกๆ
คงจะได้แนวคิดจากการจักสาน แต่วัสดุในการจักสานนั้นแข็งและใหญ่พอที่จะหยิบยกได้ง่ายๆ
จึงไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือช่วย ทว่าการสานด้าย (หากจะเรียกอย่างนี้)
นั้นทำไม่ได้ เพราะเส้นเล็ก และอ่อนตัว ช่างสานจึงต้องประดิษฐ์เครื่องทอขึ้น
เราท่านมักจะเห็นกี่ทอผ้า และช่างทอนั่งทอทีละแถวๆ
จนเป็นผืน แต่ขั้น-ตอนสำคัญนั้นเกิดขึ้นก่อนที่ช่างจะขึ้นไปนั่งบนกี่
เรียกว่าการค้น หรือว้นด้าย คือการเตรียมเส้นด้ายนั่นเอง
ช่างจะต้องคำนวณว่าต้องการผ้ายาวเท่าใด ต้องใช้ด้ายกี่เส้นบนกี่
และพับด้ายกี่ทบจึงจะใช้การได้ ทั้งหมดนี้เป็นความรู้ที่ถ่ายทอดกันมาช้านาน
กี่ทอที่เห็นในปัจจุบัน มีหลักสำคัญอยู่ว่า ให้เส้นด้ายแนวหนึ่งเป็นหลัก
เรียกว่า เส้นยืน ซึ่งมีด้วยกันสองแถว สลับกัน ต้องการผ้ากว้างเท่าใด
ก็เตรียมเส้นยืนไว้เท่านั้น จากนั้นก็คอยพุ่ง เส้นพุ่ง
ให้ขัดประสานระหว่างเส้นยืนทั้งสองแถว โดยมีกลไกคอยช่วย
นั่นคือการเหยียบเท้าสลับไปมานั่นเอง
กี่ทอที่พบเห็นในบ้านเรา พอจะจำแนกได้สามแบบ คือ 1)
กี่ขนาดใหญ่ มีสองแบบย่อย คือกี่กระทบ กับกี่กระตุก พบเห็นทั่วไปในชุมชนทอผ้าทั่วประเทศ,
2) กี่เอว หรือห้างหลัง ของชาวเขา และ 3) กี่ม้ง
ทั้งกี่กระทบและกี่กระตุกนั้นรูปร่างคล้ายกัน คือมีโครงไม้ขนาดใหญ่ประกอบเป็นที่วางเส้นด้าย
และอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งเป็นที่นั่งสำหรับช่างทอด้วย
อุปกรณ์สำคัญอีกสองอย่างที่ต้องทราบ ก็คือ ตะกอ
ซึ่งเป็นคานสำหรับร้อยด้ายเส้นยืน ตะกอหนึ่งอัน ร้อยด้ายหนึ่งชุด
การทอผ้าแบบพื้นฐาน ใช้ตะกอสองอัน ร้อยด้ายเป็นสองชุด
อุปกรณ์ที่รูปร่างคล้ายหวี อยู่ด้านหน้าตะกอ เรียกว่า
ฟืม เดิมนั้นทำด้วยซี่ไม้ ใช้เชือกรัดร้อยกับไม้ประกับ
และประกอบอยู่ในโครงไม้อีกทีหนึ่ง ฟืมตัวนี้เอาไว้ตบเส้นด้ายให้เข้าที่
ถ้าไม่มีฟืม ผ้าที่ทอได้จะไม่เรียบ เส้นไม่เรียงชิดกันอย่างเป็นระเบียบ
สมัยนี้มีการใช้โลหะจำพวกเหล็กและสเตนเลสทำฟืม ทำให้ได้ซี่ฟันที่ถี่ขึ้น
และทนทานมากขึ้น ทว่าราคาสูงกว่า และหากชำรุดก็ซ่อมได้ยาก
หรือซ่อมไม่ได้เลย ส่วนฟืมไม้นั้นสามารถซ่อมแซมได้ตลอด
แม้ซี่ฟันจะหักก็นำซี่ฟันใหม่มาใส่ได้
กรรมวิธีการทอนั้น ง่ายขึ้นมาก เมื่อเตรียมด้ายเรียบร้อยแล้ว
ช่างทอก็ขึ้นไปบนกี่ เหยียบคานให้ดึงตะกอลงทีละข้าง เหยียบทีหนึ่งก็พุ่งกระสวยไปทีหนึ่ง
สลับกันไป พักหนึ่งก็พอจะเห็นผืนผ้าแล้ว
ลวดลายจากกี่ทอ
จากหลักการพื้นฐานของการทอ คือการขัดประสาน
สามารถสร้างสรรค์ให้มีการขัดประสานกันหลากหลายรูปแบบ ทำให้มีการเรียกเทคนิคการทอเหล่านั้นต่างๆ
กัน
ขิด การทอแบบขิดนั้น เข้าใจว่าเดิมคงจะเป็นการทอให้มีลวดลาย
โดยใช้นิ้วคอยยกเส้นด้ายยืนแต่ละเส้น ทว่าภายหลังนิยมเตรียมเส้นด้ายไว้เป็นชุด
เมื่อต้องการทอก็ยกด้ายแถวนั้นๆ โดยใช้ไม้เก็บลาย เรียกว่าไม้เก็บขิด
ด้วยวิธีการดังกล่าวผ้าขิดจึงมักมีลวดลายที่ซ้ำๆ กันไป
ยก โดยหลักการแล้วยกกับขิดก็เหมือนกัน
แต่มีทั้งใช้ตะกอยกด้าย และใช้ไม้เก็บลาย การยกแบบใช้ตะกอนั้น
อาศัยคานเหยียบช่วยกดตะกอให้ด้ายมีรูปแบบการขัดที่เหมาะสม
และสอดกระสวยพุ่งด้ายเข้าไป โดยทั่วไปจะใช้ตะกอไม่มาก
ราว 8 อันเป็นอย่างมาก มากกว่านี้จะกดยกลำบาก เพราะเส้นด้ายจะคอยรั้งให้ตะกอมีน้ำหนักมาก
จก กรรมวิธีที่คล้ายกันอีกนั่นเอง
แต่มักจะมีรูปแบบลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ คือทอเป็นผืนแคบๆ
สำหรับต่อชายผ้าซิ่น เรียกผ้าตีนจก ส่วนใหญ่ใช้วิธีการยกเส้นด้ายด้วยนิ้ว
ด้วยขนเม่น หรือเข็ม นิยมใช้เส้นด้ายหลากหลายสี
และมีลวดลายที่ละเอียด แน่นแทบจะเต็มผืน การทอผ้าจกจึงใช้เวลานานมาก
มุก ผ้ามุก หรือทอมุกนั้น พบได้น้อย มีลักษณะที่น่าสังเกตคือ
ใช้กรรมวิธีเดียวกับการยกตะกอ แต่ใช้เส้นด้ายยืนสองชุด
ลวดลายที่ปรากฏนั้นมีขนาดเล็ก เท่าที่เห็น มีขนาดเต็มที่
7 เส้น เรียกว่ามุก 7 ลวดลายค่อนข้างตายตัว คือแบบวงกลม
แบบกากบาท
โดย..ธวัชชัย
ดุลยสุจริต
บทความเรื่องนี้เป็นฉบับย่อ
โปรดอ่านฉบับเต็มได้ในนิตยสาร UpDATE ฉบับ 180 สิงหาคม
2545
จาก http://update.se-ed.com/180/thaifabric.htm
|