|
..
เรื่องที่ไม่เคยเอ่ยของหลุมดำ...
จะว่าไปแล้ว
หากพูดถึงวัตถุที่มีความประหลาด น่าอัศจรรย์ ชวนพิศวง
ดูลึกลับน่ากลัว และเข้าใจได้ยากจนถึงขั้นเข้าใจผิดได้มากที่สุดในเอกภพของเราแล้วก็คงไม่เกินวัตถุที่มีชื่อเรียกว่า
หลุมดำ ซึ่งในภาษาอังกฤษใช้คำว่า black
hole อย่างแน่นอน
ว่ากันว่า หากเราเอ่ยปากถามเพื่อน หรือใครต่อใครว่าหลุมดำในความคิดของเขาเป็นอย่างไร
คำตอบที่มักจะได้กลับมาก็อยู่ในทำนองที่ว่า หลุมดำก็เหมือนกับเครื่องดูดฝุ่นในอวกาศ
หลุมดำจะดูดทุกๆ สิ่งเข้าไปสู่ตัวมัน คำตอบเหล่านี้เป็นภาพพจน์ที่เขาได้รู้จักกับหลุมดำ
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว หลุมดำแตกต่างจากความเข้าใจเหล่านี้อยู่พอสมควร
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2326 ชาวอังกฤษที่ชื่อ จอห์น มิเชล
ได้เสนอความคิดว่า เป็นไปได้ที่จะมีวัตถุซึ่งมีความหนา-แน่นสูงมากๆ
ถึงขนาดที่แรงดึงดูดโน้มถ่วงของมันสามารถกักมวลสารและแสงไม่ให้หนีพ้นจากตัวมันออกมาได้
นั่นเป็นครั้งแรกที่มีการอ้างถึงหลุมดำ(แต่ยังไม่มีชื่อเรียก)
และมีการอ้างถึงอีกครั้งโดยชาวฝรั่งเศสชื่อ ปิแอร์-ซิมง
ลาปลาส ในปี พ.ศ. 2338 ซึ่งเขาได้อนุมานจากกฎความโน้มถ่วงและทฤษฎีแสงของ
ไอแซก นิวตัน วัตถุประหลาดนี้ได้รับการเรียกขานว่าเป็น
วัตถุดำ ของมิเชล/ลาปลาส และมันได้กลายเป็นหมายเหตุของประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ไปในที่สุดเมื่อไอน์สไตน์
แสดงให้โลกเห็นว่า ทฤษฎีของนิวตันมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อน
หลุมดำมาจากไหน
?
ในปี พ.ศ. 2482 เจ. รอเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์
และผู้ร่วมงานของเขาได้เสนอเรื่องของหลุมดำขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่เขาได้ศึกษาทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์
(ออปเพนไฮเมอร์เป็นหัวหน้าคณะนักฟิสิกส์ที่บุกเบิกการสร้างระเบิดปรมาณูในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง)
จากสมการในทฤษฎีนี้ทำให้พวกเขาเสนอว่า หากวัตถุที่มีความหนาแน่นมากเพียงพอ
แรงดึงดูดโน้มถ่วงของมันจะมีอิทธิพลเหนือลักษณะอื่นๆ จนทำให้มันสร้างอาณาบริเวณที่มวลสารและแสงไม่สามารถหลุดพ้นออกมาได้
(เหมือนกับที่มิเชลและลาปลาสเสนอไว้แล้ว ทว่าในตอนนี้
ทฤษฎีสมบูรณ์กว่า) และต่อมาในปี พ.ศ. 2510 จอห์น วีลเลอร์
นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันก็คิดคำว่า
หลุมดำ ขึ้นมาเรียกอาณาบริเวณดังกล่าวนี้
ขอบเขตของหลุมดำนั้น มีพรมแดนสมมุติที่เรียกว่า ขอบฟ้าเหตุการณ์
(event horizon) ซึ่งเป็นเส้นขีดคั่นระหว่างตัวหลุมดำกับพื้นที่ส่วนอื่นของเอกภพ
อะไรก็ตามที่เพลี่ยงพล้ำพลาดท่าก้าวข้ามขอบฟ้าเหตุการณ์เข้าไป
ก็จะไม่สามารถหันหลังย้อนกลับออกมาสู่อวกาศปกติได้ ดังนั้น
ขนาดของขอบฟ้าเหตุการณ์ก็คือขอบเขตปริมณฑลที่หลุมดำส่งผลไปถึงนั่นเอง
มีคำถามสำคัญอยู่ข้อหนึ่ง นั่นก็คือ หลุมดำนั้นมีตัวตนอยู่จริงๆ
หรือ ถึงแม้ว่าเราไม่สามารถมองเห็นตัวหลุมดำได้โดยตรง
เพราะมันไม่มีแสงออกมาให้เราเห็น แต่เราก็พบเห็นหลุมดำได้จากอิทธิพลของมันที่มีต่อสิ่งรอบข้างอย่างกลุ่มก๊าซ
และดวงดาวต่างๆ ซึ่งร่องรอยที่เกิดจากหลุมดำนั้นต่างจากร่องรอยที่เกิดขึ้นจากวัตถุประเภทอื่น
ทำให้เราสรุปได้ว่ามันเป็นหลุมดำ และจากศักยภาพของกล้องดูดาวอวกาศฮับเบิล
และกล้องอื่นๆ ก็ได้ช่วยให้นักดาราศาสตร์ระบุตำแหน่งของหลุมดำได้ตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมานี้
นามนั้นสำคัญอย่างนี้
อันที่จริง.....การที่ผู้คนเข้าใจหลุมดำไม่ถูกต้องนักก็เริ่มต้นมาจากชื่อของมันเองนั่นแหละ
หลุมดำนั้นไม่จำเป็นว่ามันจะต้องดำสนิท แล้วมันเองก็ไม่ได้เป็นหลุม
เป็นโพรง หรือรูอะไรด้วย ในแง่ของ ดำ นั้น เราใช้ในการบ่งบอกถึงการที่ปราศจากสีโดยสิ้นเชิง
(สีของวัตถุต่างๆ ที่เราเห็นอยู่ทุกวันนั้น เกิดจากการที่วัตถุมีสีดังกล่าวอยู่ในตัวแล้วสะท้อนสีนั้นออกมาให้เราเห็น)
และเรานำมาใช้กับหลุมดำในความหมายของ การที่มันไม่เปล่งแสง
ไม่แผ่รังสีอะไรออกมาเลย สำหรับหลุมดำขนาดใหญ่แล้ว มันมีความดำตามความหมายนี้เต็มที่
แต่หลุมดำที่มีขนาดเล็กลงมานั้นสามารถแผ่รังสีพลังงานออกมาได้
โดยที่ฮอว์คิงได้เสนอกลไกที่หลุมดำเปลี่ยนมวลสารของมันให้กลายเป็นทั้งรังสี
และอนุภาค แล้วหลุดออกมานอกตัวหลุมดำได้
การระเหยของหลุมดำนี้มีชื่อเรียกว่า กระบวนการฮอว์คิง
ซึ่งมีกลไกดังนี้
ที่บริเวณขอบด้านนอกของขอบฟ้าเหตุการณ์เองมีการสร้างคู่อนุภาคเสมือนเกิดขึ้น
และมันก็อาจกลายเป็นอนุภาคตัวจริงขึ้นมาได้ด้วยในกรณีที่
อนุภาคตัวหนึ่งในคู่อนุภาคนั้น อยู่ใกล้กับขอบฟ้าเหตุการณ์มากกว่าอนุภาคอีกตัวหนึ่ง
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ แรงดึงดูดโน้มถ่วงจากหลุมดำจะมีอิทธิพลต่อตัวอนุภาคนั้นมากกว่าคู่ของมัน(ที่อยู่ห่างจากขอบฟ้าเหตุการณ์มากกว่า)
แล้วดึงดูดอนุภาคตัวนี้ให้เข้าไปอยู่ภายในขอบฟ้าเหตุการณ์
อนุภาคที่เคยเป็นคู่กันก็เลยกลายเป็นอนุภาคอิสระจากกัน
ตัวหนึ่งหลุดเข้าไปในขอบฟ้าเหตุการณ์ ส่วนอีกตัวก็จะกลายเป็นอนุภาคตัวจริงขึ้นมา
พลังงานของแรงโน้มถ่วงที่ใช้ในการทำให้เกิดอนุภาคตัวจริงขึ้นมานั้น
ได้มาจากมวลภายในตัวหลุมดำเอง ซึ่งพลังงานตัวนี้หาได้จากสมการของไอน์สไตน์ที่ว่า
E=mc2 แต่ว่าค่า m ในกรณีนี้มีค่าเท่ากับ 2m
พลังงานตัวนี้จะส่งผ่านขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำออกไป
ทำให้มวลภายในหลุมดำลดลงไป 2m ด้วย แต่มีอนุภาคเพียงตัวเดียวที่โดนดูดกลับเข้ามา
ทำให้มวลของหลุมดำเพิ่มขึ้นเพียง m หักลบกลบหนี้กันแล้วกลายเป็นว่า
ในกระบวนการสร้างอนุภาคจริงนี้ทำให้หลุมดำมีมวลลดลงเท่ากับอนุภาคจริงที่เกิดขึ้น
ทีนี้ถ้าเราสังเกตหลุมดำจากระยะไกลๆ ก็จะกลายเป็นว่า
หลุมดำที่มีขนาดเล็กๆ จะมีการปลดปล่อยมวลสารและแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา
และเมื่อย้อนไปดูความหมายของคำว่าดำในตอนแรกก็จะกลายเป็นว่า
หลุมดำนั้นไม่ได้ดำสนิทจริงๆ
จากที่เราคุยกันมานี่.....หลุมดำจะหดตัวลง อัตราการระเหยของหลุมดำจะเพิ่มขึ้นเมื่อขอบฟ้าเหตุการณ์หดเล็กลงแม้มวลของหลุมดำจะลดลงก็ตาม
ซึ่งหมายความว่า หลุมดำแต่ละแห่งจะอันตรธานหายไปในอวกาศธาตุในที่สุด
เครื่องดูดฝุ่นยักษ์กลางอวกาศ
? ที่นี้มาถึงความเข้าใจ(ผิด)ยอดฮิตของคนส่วนมากที่ว่า
หลุมดำก็คือเครื่องดูดฝุ่นขนาดยักษ์ในอวกาศ ปรากฏว่า หลุมดำนั้นมีความสามารถในการดูดวัตถุต่างๆ
เข้าไปสู่ตัวมัน ต่ำ กว่ามวลสารปกติก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นหลุมดำเสียอีก
หลุมดำที่เกิดจากแกนดาวฤกษ์ยุบตัวนั้นมีขนาดเล็กจนมันจะดูดซับมวลสารได้คราวละไม่มากนัก
ขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำขนาดมวล 10 เท่าของดวงอาทิตย์จะมีขอบเขตเพียง
16 กิโลเมตรกว่าๆ ในขณะที่ดาวฤกษ์ขนาดมวล 10 เท่าของดวงอาทิตย์จะมีรัศมีถึง
32 ล้านกิโลเมตร ผลที่ตามมาก็คือ หลุมดำอาจจะมีแรงดึงดูดโน้มถ่วงมากพอในการดึงดูดก๊าซปริมาณมากๆ
จากวัตถุรอบข้างอย่างดาวฤกษ์ข้างเคียง แต่หลุมดำก็มีขนาดเล็กเสียจนก๊าซเหล่านั้นทำได้แค่หมุนวนเป็นเกลียวไปรอบหลุมดำ
บางทีอาจหมุนวนอยู่อย่างนั้นนับปี ก่อนจะโดนดูดเข้าไปได้หมด
แม้กระทั่งหลุมดำขนาดมวลพันล้านเท่าของดาวอาทิตย์ที่ใจกลางดาราจักรเองก็ตาม
นักดาราศาสตร์ก็ยังเห็นก๊าซและดวงดาวเคลื่อนที่ไปรอบๆ
มันโดยที่ไม่โดนดูดกินเข้าไป ดังนั้นหลุมดำจึงไม่มีความสามารถในการดูดวัตถุอื่นๆ
และมันก็จะไม่มีทางโตขึ้นแล้วหันมาเขมือบโลกของเราแน่นอน
โดย..ไพรัตน์
ยิ้มวิลัย
บทความเรื่องนี้เป็นฉบับย่อ
โปรดอ่านฉบับเต็มได้ในนิตยสาร UpDATE ฉบับ 179 กรกฎาคม
2545
จาก http://update.se-ed.com/179/blackhole.htm
|