สมาชิก

     ติ-ชม-แนะนำ

     ส่งอี-เมล์ถึงเรา

     เว็บบอร์ด

     เล่มก่อน

     หน้าแรก

     ซีเอ็ดฯ

ปกเล่มปัจจุบัน

Web Visited
 

บอกรับจดหมายข่าว
โปรดแจ้ง
E-Mail ของคุณ



Subscribe    
Unsubscribe

Powered by
YourMailinglist
Provider.com

  ดูจดหมายข่าวเก่า


...........................................เรื่องจากปก ฉบับที่ 178 เดือนมิถุนายน 2545................................................

.. เรื่องเล่าจากมัมมี่...

เรื่องเล่าจากมัมมี่บางครั้งก็เป็นเรื่องง่ายที่จะลืมไปว่า มัมมี่นั้นก็คือ ร่างกายของคนจริงๆ และถ้าคุณตั้งใจฟังเสียงจากความตายที่เป็นอมตะนี้ คุณอาจได้ฟังเรื่องราวแปลกๆ ที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเรื่องราวในภาพยนตร์ใดๆ ก็ได้

มัมมี่นั้นมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ร่างกายหรือซากศพที่ได้รับการเก็บรักษาอย่างรอบคอบ ประณีตด้วยความเคารพบูชา ด้วยการใช้ทักษะและการทำพิธีกรรมต่างๆ ไปจนถึงซากศพที่ไม่เน่าเปื่อย เนื่องจากถูกฝังอยู่ในหลุมที่ไม่มีอากาศ หรือถูกฝังอยู่ใต้ธารน้ำแข็ง รวมทั้งที่ถูกฝังอยู่ในทะเลทรายที่แห้งแล้ง ปัจจุบันนักทำมัมมี่ยุคใหม่ ได้ทำมัมมี่ขึ้นมาเพื่อเรียนรู้ความลับบางอย่างจากมัน

ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นมัมมี่ที่มีอายุไม่นานนัก หรือเป็นมัมมี่ที่มีอายุหลายพันปีมาแล้วก็ตาม มัมมี่ก็คือ “หน้าต่าง” ที่จะเปิดไปสู่วิถีชีวิตอื่นในสถานที่อื่นๆ และในช่วงเวลาอื่นที่ต่างไปจากปัจจุบัน ซึ่งจะเปิดเผยให้เห็นรายละเอียดของวัฒนธรรมต่างๆ ที่สูญหายไป รวมทั้งหน้าตาและนิสัยใจคอของผู้คนในยุคอดีต นอกจากนี้ยังเปิดเผยให้เห็นประวัติศาสตร์ ลักษณะของโรคร้ายต่างๆ ในอดีต ซึ่งอาจช่วยให้เราค้นพบวิธีการใหม่ๆ ในการรักษาโรคในปัจจุบัน

บางคนกล่าวว่า นี่คือ ความอวดดีของวิทยาศาสตร์ที่นำมัมมี่เหล่านี้มาศึกษาและรบกวนการหลับชั่วนิรันดร์ของมัมมี่เหล่านั้น เพียงเพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของเราเท่านั้น แต่บางคนก็ยืนกรานว่า ถือว่าเราโง่มากที่ปฏิเสธของขวัญที่ล้ำค่าและหายากเช่นนี้ แต่ถ้า “ผู้เป็นอมตะ” หรือมัมมี่เหล่านี้เสนอตัวที่จะ “เล่า” เรื่องราวของพวกเขาเองล่ะ? มีใครปฏิเสธที่จะฟังบ้าง?

บางทีอาจมีเรื่องราวต่างๆ มากมายที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากผู้ที่ตายไปแล้ว

 

  มัมมี่อียิปต์ ปรสิต วิทยาศาสตร์การแพทย์  
เป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว ที่มัมมี่อียิปต์ถูกขนย้ายไปอยู่ในสถานที่ที่ต่างไปจากสถานที่เดิม แต่ไม่ว่ามัมมี่เหล่านี้จะถูกขนย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ตาม โรซาลี เดวิด และทีมนักวิจัยมัมมี่อียิปต์จากเมืองแมนเชสเตอร์ ก็เที่ยวค้นหามัมมี่เหล่านั้น สิ่งที่คณะวิจัยของเธอต้องการคือ เศษชิ้นเล็กๆ ของลำไส้หรือตับ ชิ้นบางๆ ของกระเพาปัสสาวะ หรือแม้แต่เศษเล็กๆ เศษน้อยของผิวหนังเหี่ยวๆ ของมัมมี่เท่านั้น

ความกระตือรือร้นของทีมนักวิจัยจากเมืองแมนเชสเตอร์ที่จะศึกษาชิ้นส่วนมัมมี่นี้เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2539 เมื่อ จอร์จ คอนทิส ผู้นำสูงสุดของบริษัทบริการการแพทย์นานาชาติในเวอร์จิเนีย ยื่นข้อเสนองานวิจัยให้กับเธอ บริษัทของคอนทิสทำงานร่วมกับรัฐบาลอียิปต์ในโครงการศึกษาการแพร่ระบาดของโรคพยาธิใบไม้ ซึ่งทุกวันนี้มีประชากรอียิปต์ร้อยละ 10 เป็นโรคนี้ คอนทิสคิดว่า การศึกษาการระบาดของโรคนี้ในอดีตเป็นสิ่งที่น่าสนใจและมีประโยชน์ และบุคคลที่น่าจะทำงานวิจัยโครงการนี้ก็คือ เดวิด ผู้ดูแลวัตถุโบราณของอียิปต์ที่พิพิธภัณฑ์แห่งเมืองแมนเชสเตอร์ เขาถามเดวิดว่าเธอสนใจที่จะทำงานศึกษาการระบาดของโรคหรือไม่ สำหรับเขานั้นสิ่งที่เขาต้องการศึกษาก็คือ โรคนี้มีลักษณะอย่างไรในช่วง 5,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเดวิดก็ตอบตกลงในทันทีที่คอนทิสยื่นข้อเสนอนี้

เดวิดกล่าวว่า เราต้องการรู้ว่า รูปแบบของโรคนี้ ในอดีตแตก-ต่างจากในปัจจุบันอย่างไร รวมทั้งสนใจที่จะศึกษาว่ามีอะไรเปลี่ยน-แปลงไปบ้างในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจทำให้ประวัติศาสตร์ของชาวอียิปต์ มีความชัดเจนมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในขณะนี้ไม่มีเหตุผลใดที่จะอธิบายการล่มสลายของอาณาจักรเก่าของอียิปต์ในช่วง 2,181 ปีก่อนคริสตกาลได้เลย เราไม่รู้ว่า โรคพยาธิใบไม้นี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อาณาจักรเก่าล่มสลายด้วยหรือเปล่า โรคนี้อาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งก็ได้ ถ้าจำนวนประชากรในสมัยนั้น น้อยกว่าที่ควรจะเป็นโดยปกติ

การศึกษาภาวะการเกิดโรคพยาธิใบไม้ในอดีตอย่างละเอียด อาจเปิดเผยบางสิ่งบางอย่างในวิวัฒนาการของพยาธิ ซึ่งจะช่วยในการพัฒนาวิธีการใหม่ๆ ในการรักษาที่ดีกว่า หรือช่วยในการผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันโรคนี้ และเมื่อไม่นานมานี้ ทีมนักวิจัยก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เมื่อค้นพบว่า บรรดาพยาธิหรือปรสิตนี้ปรับตัวและเปลี่ยนแปลงเพื่อเอาชนะระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของมนุษย์ได้อย่างไร โครงการนี้มีสิ่งต่างๆที่ต้องทำมากมาย แต่ขั้นแรกนั้น เดวิดและทีมงานต้องการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อของมัมมี่สำหรับงานวิจัยให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ก่อน

แผ่นปาปิรัสของชาวอียิปต์ 50 แผ่น อ้างถึงโรคพยาธินี้ในชื่อของ “อา” (aaa) และหลักฐานที่ดีกว่านี้ก็คือ หลักฐานจากมัมมี่ เมื่อชาวอียิปต์ “ดอง” หรือเก็บรักษาร่างกายผู้ตาย ปรสิตหรือพยาธิที่อยู่ในร่างกายผู้ตายนั้นก็ได้รับการ “ดอง” ไปด้วย หลายปีมาแล้วที่นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับมัมมี่ ได้รวบรวมประวัติข้อมูลต่างๆ ของปรสิตทั้งหมดในมัมมี่ รวมทั้งข้อมูลของพยาธิใบไม้ด้วย แต่สำหรับการสร้างแฟ้มข้อมูลการเจ็บป่วยหรือการเกิดโรคในยุคอดีตนั้น เดวิดและทีมงานต้องคำนึงถึงกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับการศึกษาการระบาดของโรคในปัจจุบัน นั่นก็คือ จะต้องทำการทดสอบศึกษาตัวอย่างหลายพันตัวอย่างจากมัมมี่ในยุคต่างๆ ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก จากทุกชนชั้นของสังคม ตั้งแต่ชนชั้นสูง ขุนนางไปจนถึง ชาวไร่ ชาวนา ชาวชนบท วิธีเดียวที่จะเก็บตัวอย่างที่แตกต่างกันให้ได้มากๆ ก็คือ ต้องเก็บตัวอย่างจากมัมมี่ทั่วโลก

ในขณะที่ทีมงานฝ่านหนึ่งกำลังติดตามค้นหามัมมี่นั้น ทีมงานอีกคนคือ ทริเซีย รัทเทอร์ฟอร์ด ก็กำลังพัฒนาวิธีการทดสอบการค้นหาพยาธิใบไม้และไข่พยาธิในเนื้อเยื่อของมัมมี่ สำหรับในเนื้อเยื่อที่มีชีวิต วิธีการที่ง่ายที่สุดในการทดสอบนั้นก็คือ การตรวจหาร่องรอยการติดโรคในครั้งก่อน ซึ่งก็คือการค้นหาแอนติบอดี้ ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายจะผลิตขึ้นเมื่อร่างกายติดเชื้อ แต่แอนติบอดี้จะสลายตัวลงอย่างรวดเร็วหลังจากการตาย และแอนติบอดี้ก็ไม่น่าหลงเหลืออยู่ในมัมมี่ รัทเทอร์ฟอร์ดจึงตัดสินใจที่จะค้นหาโมเลกุลที่คงสภาพได้ดีกว่า นั่นคือ แอนติเจน ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี้ ซึ่งจะพบอยู่ที่ผิวของพยาธิใบไม้ และไข่พยาธิ

ปัจจุบันนี้ รัทเทอร์ฟอร์ดทดสอบตัวอย่างจากมัมมี่ไปแล้ว 50 ซาก และพบการเป็นโรคพยาธิใบไม้ราว 30 เปอร์เซ็นต์ แม้ว่าจำนวนตัวอย่างที่ใช้ทดสอบนั้นยังไม่มากพอที่จะสรุปยืนยันผลการทดลอง แต่ก็ทำให้เห็นภาพรางๆ ว่า ถ้าโรคพยาธิใบไม้แพร่กระจายออกไป ประชากรส่วนมากก็จะไม่สบาย และหลายคนก็จะอ่อนเพลีย ร่างกายทรุดโทรมอย่างมากจากการเป็นโรคนี้ เดวิดกล่าวว่า “แต่...ผู้คนเหล่านี้ก็ยังสามารถสร้างสังคมสร้างเมืองที่มหัศจรรย์ขึ้นมาได้” คำอธิบายหนึ่งที่อาจอธิบายได้ก็คือผู้ที่มีพยาธิใบไม้ในร่างกายเป็นจำนวนน้อย ก็จะมีอาการเจ็บป่วยน้อยไปด้วย และเรารู้ว่าในสมัยนั้นมีประชากรไม่มาก และมีหอยในแหล่งน้ำไม่มากด้วย แต่มีอีกเหตุผลหนึ่งซึ่งอาจเป็นไปได้ก็คือ พยาธิใบไม้อาจเพิ่งจะกลายเป็น “ผู้ร้าย” ในช่วง 2-3 พันปีที่ผ่านมาก็ได้

ทีมนักวิจัยแมนเชสเตอร์หวังว่า งานวิจัยของพวกเขาจะทำให้เกิดมิติใหม่ในวิชาอียิปต์วิทยา เดวิดกล่าวว่า “งานวิจัยนี้ทำให้เราหลุดออกมาจากโลกของศิลปะและวรรณคดีของอียิปต์ รวมทั้งคำบอกเล่า คำกล่าวขวัญโดยผู้คนยุคโบราณที่ว่า ทุกคนนั้นเป็นหนุ่มสาวและสวยงาม ความจริงนั้นก็คือ ความเจ็บป่วยและโรคต่างๆ ต่างหากที่มีอยู่ในมัมมี่”

โดย..สันติพงศ์ ปิตตุภักดิ์

บทความเรื่องนี้เป็นฉบับย่อ โปรดอ่านฉบับเต็มได้ในนิตยสาร UpDATE ฉบับ 178 มิถุนายน 2545

จาก http://update.se-ed.com/178/mummy.htm

 
Discovery ResearchPaper NASA
WhyFilesSavvySearch เชื่อมสู่สถาบันการศึกษา

UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 60 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 720 บาท
จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0-2751-5800, 0-2751-4175 โทรสาร 0-2751-5059
E-mail : update@se-ed.com

SEED Update Magazine Microcomputer User Internet
เซมิคอนดัคเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ Industrial Hobby Mechanical