|
..
เรื่องเล่าจากมัมมี่...
บางครั้งก็เป็นเรื่องง่ายที่จะลืมไปว่า
มัมมี่นั้นก็คือ ร่างกายของคนจริงๆ และถ้าคุณตั้งใจฟังเสียงจากความตายที่เป็นอมตะนี้
คุณอาจได้ฟังเรื่องราวแปลกๆ ที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเรื่องราวในภาพยนตร์ใดๆ
ก็ได้
มัมมี่นั้นมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ร่างกายหรือซากศพที่ได้รับการเก็บรักษาอย่างรอบคอบ
ประณีตด้วยความเคารพบูชา ด้วยการใช้ทักษะและการทำพิธีกรรมต่างๆ
ไปจนถึงซากศพที่ไม่เน่าเปื่อย เนื่องจากถูกฝังอยู่ในหลุมที่ไม่มีอากาศ
หรือถูกฝังอยู่ใต้ธารน้ำแข็ง รวมทั้งที่ถูกฝังอยู่ในทะเลทรายที่แห้งแล้ง
ปัจจุบันนักทำมัมมี่ยุคใหม่ ได้ทำมัมมี่ขึ้นมาเพื่อเรียนรู้ความลับบางอย่างจากมัน
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นมัมมี่ที่มีอายุไม่นานนัก
หรือเป็นมัมมี่ที่มีอายุหลายพันปีมาแล้วก็ตาม มัมมี่ก็คือ
หน้าต่าง ที่จะเปิดไปสู่วิถีชีวิตอื่นในสถานที่อื่นๆ
และในช่วงเวลาอื่นที่ต่างไปจากปัจจุบัน ซึ่งจะเปิดเผยให้เห็นรายละเอียดของวัฒนธรรมต่างๆ
ที่สูญหายไป รวมทั้งหน้าตาและนิสัยใจคอของผู้คนในยุคอดีต
นอกจากนี้ยังเปิดเผยให้เห็นประวัติศาสตร์ ลักษณะของโรคร้ายต่างๆ
ในอดีต ซึ่งอาจช่วยให้เราค้นพบวิธีการใหม่ๆ ในการรักษาโรคในปัจจุบัน
บางคนกล่าวว่า นี่คือ ความอวดดีของวิทยาศาสตร์ที่นำมัมมี่เหล่านี้มาศึกษาและรบกวนการหลับชั่วนิรันดร์ของมัมมี่เหล่านั้น
เพียงเพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของเราเท่านั้น แต่บางคนก็ยืนกรานว่า
ถือว่าเราโง่มากที่ปฏิเสธของขวัญที่ล้ำค่าและหายากเช่นนี้
แต่ถ้า ผู้เป็นอมตะ หรือมัมมี่เหล่านี้เสนอตัวที่จะ
เล่า เรื่องราวของพวกเขาเองล่ะ? มีใครปฏิเสธที่จะฟังบ้าง?
บางทีอาจมีเรื่องราวต่างๆ มากมายที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากผู้ที่ตายไปแล้ว
มัมมี่อียิปต์
ปรสิต วิทยาศาสตร์การแพทย์
เป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว ที่มัมมี่อียิปต์ถูกขนย้ายไปอยู่ในสถานที่ที่ต่างไปจากสถานที่เดิม
แต่ไม่ว่ามัมมี่เหล่านี้จะถูกขนย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ตาม
โรซาลี เดวิด และทีมนักวิจัยมัมมี่อียิปต์จากเมืองแมนเชสเตอร์
ก็เที่ยวค้นหามัมมี่เหล่านั้น สิ่งที่คณะวิจัยของเธอต้องการคือ
เศษชิ้นเล็กๆ ของลำไส้หรือตับ ชิ้นบางๆ ของกระเพาปัสสาวะ
หรือแม้แต่เศษเล็กๆ เศษน้อยของผิวหนังเหี่ยวๆ ของมัมมี่เท่านั้น
ความกระตือรือร้นของทีมนักวิจัยจากเมืองแมนเชสเตอร์ที่จะศึกษาชิ้นส่วนมัมมี่นี้เริ่มต้นในปี
พ.ศ. 2539 เมื่อ จอร์จ คอนทิส ผู้นำสูงสุดของบริษัทบริการการแพทย์นานาชาติในเวอร์จิเนีย
ยื่นข้อเสนองานวิจัยให้กับเธอ บริษัทของคอนทิสทำงานร่วมกับรัฐบาลอียิปต์ในโครงการศึกษาการแพร่ระบาดของโรคพยาธิใบไม้
ซึ่งทุกวันนี้มีประชากรอียิปต์ร้อยละ 10 เป็นโรคนี้ คอนทิสคิดว่า
การศึกษาการระบาดของโรคนี้ในอดีตเป็นสิ่งที่น่าสนใจและมีประโยชน์
และบุคคลที่น่าจะทำงานวิจัยโครงการนี้ก็คือ เดวิด ผู้ดูแลวัตถุโบราณของอียิปต์ที่พิพิธภัณฑ์แห่งเมืองแมนเชสเตอร์
เขาถามเดวิดว่าเธอสนใจที่จะทำงานศึกษาการระบาดของโรคหรือไม่
สำหรับเขานั้นสิ่งที่เขาต้องการศึกษาก็คือ โรคนี้มีลักษณะอย่างไรในช่วง
5,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเดวิดก็ตอบตกลงในทันทีที่คอนทิสยื่นข้อเสนอนี้
เดวิดกล่าวว่า เราต้องการรู้ว่า รูปแบบของโรคนี้ ในอดีตแตก-ต่างจากในปัจจุบันอย่างไร
รวมทั้งสนใจที่จะศึกษาว่ามีอะไรเปลี่ยน-แปลงไปบ้างในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน
ซึ่งอาจทำให้ประวัติศาสตร์ของชาวอียิปต์ มีความชัดเจนมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น ในขณะนี้ไม่มีเหตุผลใดที่จะอธิบายการล่มสลายของอาณาจักรเก่าของอียิปต์ในช่วง
2,181 ปีก่อนคริสตกาลได้เลย เราไม่รู้ว่า โรคพยาธิใบไม้นี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อาณาจักรเก่าล่มสลายด้วยหรือเปล่า
โรคนี้อาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งก็ได้ ถ้าจำนวนประชากรในสมัยนั้น
น้อยกว่าที่ควรจะเป็นโดยปกติ
การศึกษาภาวะการเกิดโรคพยาธิใบไม้ในอดีตอย่างละเอียด
อาจเปิดเผยบางสิ่งบางอย่างในวิวัฒนาการของพยาธิ ซึ่งจะช่วยในการพัฒนาวิธีการใหม่ๆ
ในการรักษาที่ดีกว่า หรือช่วยในการผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันโรคนี้
และเมื่อไม่นานมานี้ ทีมนักวิจัยก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
เมื่อค้นพบว่า บรรดาพยาธิหรือปรสิตนี้ปรับตัวและเปลี่ยนแปลงเพื่อเอาชนะระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของมนุษย์ได้อย่างไร
โครงการนี้มีสิ่งต่างๆที่ต้องทำมากมาย แต่ขั้นแรกนั้น
เดวิดและทีมงานต้องการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อของมัมมี่สำหรับงานวิจัยให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ก่อน
แผ่นปาปิรัสของชาวอียิปต์ 50 แผ่น อ้างถึงโรคพยาธินี้ในชื่อของ
อา (aaa) และหลักฐานที่ดีกว่านี้ก็คือ หลักฐานจากมัมมี่
เมื่อชาวอียิปต์ ดอง หรือเก็บรักษาร่างกายผู้ตาย ปรสิตหรือพยาธิที่อยู่ในร่างกายผู้ตายนั้นก็ได้รับการ
ดอง ไปด้วย หลายปีมาแล้วที่นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับมัมมี่
ได้รวบรวมประวัติข้อมูลต่างๆ ของปรสิตทั้งหมดในมัมมี่
รวมทั้งข้อมูลของพยาธิใบไม้ด้วย แต่สำหรับการสร้างแฟ้มข้อมูลการเจ็บป่วยหรือการเกิดโรคในยุคอดีตนั้น
เดวิดและทีมงานต้องคำนึงถึงกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับการศึกษาการระบาดของโรคในปัจจุบัน
นั่นก็คือ จะต้องทำการทดสอบศึกษาตัวอย่างหลายพันตัวอย่างจากมัมมี่ในยุคต่างๆ
ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก จากทุกชนชั้นของสังคม ตั้งแต่ชนชั้นสูง
ขุนนางไปจนถึง ชาวไร่ ชาวนา ชาวชนบท วิธีเดียวที่จะเก็บตัวอย่างที่แตกต่างกันให้ได้มากๆ
ก็คือ ต้องเก็บตัวอย่างจากมัมมี่ทั่วโลก
ในขณะที่ทีมงานฝ่านหนึ่งกำลังติดตามค้นหามัมมี่นั้น
ทีมงานอีกคนคือ ทริเซีย รัทเทอร์ฟอร์ด ก็กำลังพัฒนาวิธีการทดสอบการค้นหาพยาธิใบไม้และไข่พยาธิในเนื้อเยื่อของมัมมี่
สำหรับในเนื้อเยื่อที่มีชีวิต วิธีการที่ง่ายที่สุดในการทดสอบนั้นก็คือ
การตรวจหาร่องรอยการติดโรคในครั้งก่อน ซึ่งก็คือการค้นหาแอนติบอดี้
ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายจะผลิตขึ้นเมื่อร่างกายติดเชื้อ
แต่แอนติบอดี้จะสลายตัวลงอย่างรวดเร็วหลังจากการตาย และแอนติบอดี้ก็ไม่น่าหลงเหลืออยู่ในมัมมี่
รัทเทอร์ฟอร์ดจึงตัดสินใจที่จะค้นหาโมเลกุลที่คงสภาพได้ดีกว่า
นั่นคือ แอนติเจน ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี้
ซึ่งจะพบอยู่ที่ผิวของพยาธิใบไม้ และไข่พยาธิ
ปัจจุบันนี้ รัทเทอร์ฟอร์ดทดสอบตัวอย่างจากมัมมี่ไปแล้ว
50 ซาก และพบการเป็นโรคพยาธิใบไม้ราว 30 เปอร์เซ็นต์ แม้ว่าจำนวนตัวอย่างที่ใช้ทดสอบนั้นยังไม่มากพอที่จะสรุปยืนยันผลการทดลอง
แต่ก็ทำให้เห็นภาพรางๆ ว่า ถ้าโรคพยาธิใบไม้แพร่กระจายออกไป
ประชากรส่วนมากก็จะไม่สบาย และหลายคนก็จะอ่อนเพลีย ร่างกายทรุดโทรมอย่างมากจากการเป็นโรคนี้
เดวิดกล่าวว่า แต่...ผู้คนเหล่านี้ก็ยังสามารถสร้างสังคมสร้างเมืองที่มหัศจรรย์ขึ้นมาได้
คำอธิบายหนึ่งที่อาจอธิบายได้ก็คือผู้ที่มีพยาธิใบไม้ในร่างกายเป็นจำนวนน้อย
ก็จะมีอาการเจ็บป่วยน้อยไปด้วย และเรารู้ว่าในสมัยนั้นมีประชากรไม่มาก
และมีหอยในแหล่งน้ำไม่มากด้วย แต่มีอีกเหตุผลหนึ่งซึ่งอาจเป็นไปได้ก็คือ
พยาธิใบไม้อาจเพิ่งจะกลายเป็น ผู้ร้าย ในช่วง 2-3 พันปีที่ผ่านมาก็ได้
ทีมนักวิจัยแมนเชสเตอร์หวังว่า งานวิจัยของพวกเขาจะทำให้เกิดมิติใหม่ในวิชาอียิปต์วิทยา
เดวิดกล่าวว่า งานวิจัยนี้ทำให้เราหลุดออกมาจากโลกของศิลปะและวรรณคดีของอียิปต์
รวมทั้งคำบอกเล่า คำกล่าวขวัญโดยผู้คนยุคโบราณที่ว่า ทุกคนนั้นเป็นหนุ่มสาวและสวยงาม
ความจริงนั้นก็คือ ความเจ็บป่วยและโรคต่างๆ ต่างหากที่มีอยู่ในมัมมี่
โดย..สันติพงศ์
ปิตตุภักดิ์
บทความเรื่องนี้เป็นฉบับย่อ
โปรดอ่านฉบับเต็มได้ในนิตยสาร UpDATE ฉบับ 178 มิถุนายน
2545
จาก http://update.se-ed.com/178/mummy.htm
|