|
...โคลนนิ่งมนุษย์
: มหัศจรรย์วิทยาหรือมายาเทคโนโลยี.... เ
รื่ อ ง โคลนนิ่ง กลายเป็นข่าวดังและเป็นที่รู้จักกันดีในวงกว้าง
นับแต่การถือกำเนิดของ ดอลลี่ แกะโคลนที่เกิดมาจากนิวเคลียสของเซลล์ที่พัฒนาไปเต็มที่แล้ว
(ในปี 2540) อันนับได้ว่าเป็นการลบล้างความเชื่อเดิมที่ว่า
เซลล์ที่เปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่เฉพาะแล้วไม่อาจจะนำมาใช้ในการโคลนได้อีก
ลงได้อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากดอลลี่นั้นเป็นแกะซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่งเช่นเดียวกับมนุษย์
นับจากนั้นมาก็คาดกันมีว่า มนุษย์โคลน คนแรกคงจะเกิดขึ้นตามมาในไม่ช้า
ทำให้การเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันให้มีการห้าม การโคลนมนุษย์
กันอย่างกว้างขวางทั่วโลก
แต่ในที่สุด เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ข่าวความสำเร็จเรื่องการโคลนมนุษย์ก็กลับมาเป็นที่สนใจกันอีกครั้ง
คราวนี้ถึงกับได้ขึ้นปกวารสารวิทยาศาสตร์ชั้นดีอย่าง
Scientific American (ฉบับเดือนมกราคม 2545) เลยทีเดียว
ผมจะพาคุณๆ มาติดตามเรื่องนี้ให้กระจ่างมากขึ้นว่า
เกิดอะไรขึ้น? หรือ อะไรคืออะไรกันแน่เกี่ยวกับเรื่องการโคลนมนุษย์?
และ อะไรที่เชื่อได้หรืออะไรที่ไม่น่าจะเชื่อถือได้?
เกี่ยวกับเรื่องโคลนมนุษย์
กำเนิดมนุษย์โคลนคนแรกของโลก
- จริงหรือ ?
เรื่องของสิ่งที่อ้างกันว่าเป็น
มนุษย์โคลนคนแรกของโลก เกิดขึ้นในห้องทดลองที่เงียบสงบในเมืองนิวอิงแลนด์
ในเช้าของวันที่ 10 ตุลาคม 2544 โฮเซ่ ซิเบลลี่ นักวิทยาศาสตร์เชื้อสายอาร์เจนตินา
ได้นำไข่ของคนที่ได้จากผู้บริจาคที่เก็บไว้ออกมาจำนวนหนึ่ง
จากนั้นก็นำมาดูดเอาส่วนนิวเคลียสของไข่เหล่านี้ออก ก่อนที่จะนำนิวเคลียสจากเซลล์อีกชุดหนึ่งที่ต่างออกไปมาใส่แทน
อันเป็นวิธีการมาตรฐานสำหรับการทำโคลนนิ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ทำกันอยู่ขณะนี้
สามวันให้หลัง เอ็มบริโอ (หรือไข่ที่ได้รับการผสมด้วยวิธีการดังกล่าว)
บางส่วนที่สร้างขึ้นนี้ ... ยังคงมีชีวิตอยู่ และเอ็มบริโอเหล่านี้นี่เองที่เป็นต้นตอของข่าว
มนุษย์โคลนคนแรก ที่โด่งดังไปทั่วโลกเมื่อต้นปีที่ผ่านมานั่นเอง
เรื่องแรกสุดที่ควรจะต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนก็คือ
เอ็มบริโอที่เกิดจากกระบวนการโคลนข้างต้น ไม่ได้มีรูปร่างเป็นเด็กที่มีแขนขาหรือรูปร่างแบบเด็กทารกและอยู่ในครรภ์มารดาแต่อย่างใด
เอ็มบริโอที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้เป็นแต่เพียงกระจุกของเซลล์ที่มีขนาดไม่เกินหกเซลล์
ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าปลายเข็มหมุดอันเล็กๆ และอยู่ในจานเพาะเลี้ยงเซลล์ในห้องทดลองเท่านั้น
!!!
โคลนนิ่งมนุษย์
: ทำได้อย่างไร?
ซิเบลลี่และทีมของเขาใช้วิธีการมาตรฐานในการทำโคลนนิ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมคือ
วิธีถ่ายโอนนิวเคลียส (nuclear transfer technique) ซึ่งมีหลักการคร่าวๆ
คือ นำสารพันธุกรรมออกจากเซลล์ไข่ที่ต้องการใช้เสียก่อน
จากนั้นนำนิวเคลียสจากเซลล์อีกชนิดหนึ่งมาใส่แทนเข้าไปในเซลล์ไข่นั้น
กระตุ้นให้เซลล์ไข่หลอมรวมกับนิวเคลียสดังกล่าว
และปล่อยให้มีการแบ่งตัวเกิดเป็นเอ็มบริโอต่อไป
ในรอบสุดท้ายทางทีมได้หันมาใช้วิธี-การที่คิดค้นโดยเทรุฮิโกะ
วากายามะ (และเป็นเทคนิคที่ประสบความสำเร็จในการสร้างหนูโคลนในปี
2541) และในครั้งสุดท้ายนี่เองที่ความสำเร็จมาเยือน
ในการทดลองดังกล่าว ซิเบลลี่ทดลองโดยใช้ไข่ทั้งสิ้นจำนวน
19 ฟองและใช้นิวเคลียสจากเซลล์สองชนิดคือ เซลล์ผิวหนังและเซลล์ที่อยู่บริเวณรอบไข่ที่กำลังเติบโต
(มีชื่อเฉพาะเรียกว่า เซลล์คิวมูลัส (cumulus)) เนื่องจากเซลล์คิวมูลัสมีขนาดเล็กจึงสามารถฉีดเซลล์ทั้งเซลล์เข้าไปในไข่
(ไม่ต้องแยกส่วนนิวเคลียสออกมา) ปรากฏว่าในกลุ่มที่ใช้นิวเคลียสจากเซลล์ผิวหนังมีไข่เพียงฟองเดียวที่แบ่งตัว
และแบ่งตัวได้เป็นเพียง 2 เซลล์แล้วก็ไม่แบ่งอีก
ในขณะที่ในกลุ่มของไข่จำนวน 8 ฟองที่ได้รับการผสมจากเซลล์คิวมูลัส
มีอยู่สองฟองที่เกิดการแบ่งตัว ในจำนวนนี้
ฟองหนึ่งแบ่งตัวได้เพียงสองรอบ เกิดเป็นกระจุกเซลล์จำนวน
4 เซลล์ก่อนที่จะหยุดแบ่งตัว และมีเพียงฟองเดียวเท่านั้นที่เริ่มแบ่งตัวในรอบที่สามเห็นเป็นกระจุกเซลล์รวม
6 เซลล์ แต่ก็หยุดเติบโตหลังจากนั้นเช่นกัน
การที่จะสามารถนำวิธีการโคลนมาใช้เพื่อเตรียม สเต็ม
เซลล์ (เซลล์พิเศษที่สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ
ได้) สำหรับใช้เป็น คลังหรือแหล่งกำเนิดเซลล์ สำหรับใช้รักษาโรคหรือสร้างอวัยวะทดแทนในอนาคตนั้น
อย่างน้อยที่สุด...เอ็มบริโอที่ได้จะต้องพัฒนาจนถึงระยะ
บลาสโทซิสต์ ที่เป็นก้อนเซลล์ที่มีเซลล์ราว 100 เซลล์
แต่เอ็มบริโอที่ทีมของซิเบลลี่สร้างขึ้นนั้นยังห่างไกลจากความสำเร็จดังกล่าวอยู่มาก
อาจจะกล่าวได้ว่าเทคนิคที่ใช้ทำโคลนนิ่งมนุษย์ในปัจจุบันนั้น
ยังเป็นเทคโนโลยีที่ถือได้ว่ายัง ไม่สุกงอม นัก
โคลนนิ่งมนุษย์
: เพื่ออะไร?้ การโคลนแบ่งตามวัตถุประสงค์ออกได้เป็นสองอย่างคือ
การโคลนเพื่อสืบพันธุ์ (reproductive cloning) และ
การโคลนเพื่อบำบัดโรค (therapeutic cloning)
สำหรับการโคลนเพื่อประโยชน์ด้านการสืบพันธุ์นั้น อาจจะมีประโยชน์คือ
เพื่อเป็นการช่วยผู้ที่มีความผิดปกติของเซลล์อสุจิจนไม่สามารถมีลูกได้ตามธรรมชาติ
ในลักษณะที่แม้แต่เทคโนโลยีชั้นสูงอย่าง เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว
(IVF), กิฟต์, ซิฟต์ หรือ อิกซี ก็ไม่อาจะช่วยได้ เป็นต้น
(สำหรับรายละเอียดของ เทคโนโลยีช่วยกำเนิดบุตร เหล่านี้ได้เคยเขียนถึงไว้โดยละเอียดแล้วใน
UPDATE ฉบับเดือนเมษายน 2544)
นอกจากประโยชน์ในกรณีข้างต้น ตามทฤษฎีแล้ว การโคลนยังเปิดโอกาสให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ก่อนหน้านี้...มีโอกาสเกิดขึ้นได้อีกด้วยเช่น
การให้กำเนิดบุตรสำหรับคู่รักร่วมเพศอย่าง
คู่เลสเบี้ยน หรือการสร้างมนุษย์โคลนของตนเองในแบบเดียวกับที่มีกล่าวไว้ในนิยายวิทยาศาสตร์
เป็นต้น
การโคลนเพื่อประโยชน์ด้านการสืบพันธุ์นั้นยังเป็นข้อถกเถียงกันมากทั้งในแง่ของปัญหาด้านเทคนิค
และที่สำคัญก็คือปัญหาด้านจริยธรรม กล่าวคือ สำหรับความรู้เกี่ยวกับเรื่องการโคลนมนุษย์ที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนั้น
กระบวนการดังกล่าวยังมีความเสี่ยงอันตรายต่อทั้งแม่และลูกสูงมาก
และอาจถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ผิดจริยธรรม
สำหรับประโยชน์อีกข้อหนึ่งของการโคลนคือ การโคลนเพื่อประโยชน์ด้านการบำบัดรักษาโรคนั้น
ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า หากเราใช้เซลล์ของผู้ป่วยเองมาใช้ในการสร้างเซลล์หรืออวัยวะใหม่เพื่อรักษาโรค
ก็น่าจะเป็นประโยชน์ได้มาก เนื่องจากจะช่วยตัดปัญหาเรื่องการปฏิเสธเซลล์หรืออวัยวะของร่างกายผู้ป่วยไปได้
นอกจากนี้แล้ว เนื่องจากกระบวนการโคลนยังเป็นเหมือนการ
ตั้งโปรแกรม เซลล์ใหม่อีกครั้ง ทำให้เซลล์มีการแบ่งตัวและเริ่มสร้างเซลล์ใหม่
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สเต็ม เซลล์ ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีความสามารถในการแปรเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ
ได้มากมายแทบไม่จำกัด ทำให้ขอบเขตในการบำบัดโรคกว้างขวางขึ้นอีกเป็นอันมาก
โดยเฉพาะโรคบางชนิดที่เดิมไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นไปได้
เช่น โรคเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของเซลล์ประสาทอย่าง
โรคอัลไซเมอร์ และ โรคพาร์กินสัน เป็นต้น
บริษัท ACT เจ้าของผลงานการโคลนมนุษย์ อ้างเหตุผลว่าการทดลองของบริษัทตนทำไปเพื่อประโยชน์ด้านการบำบัดโรค
โดยเซลล์จากผู้ป่วยจะถูกนำไปใช้สำหรับการทำเนื้อเยื่อหรืออวัยวะทดแทนสำหรับผู้ป่วย
ผ่านทางการสร้างสเต็ม เซลล์จากเอ็มบริโอ และทางบริษัทสนับสนุนให้
จำกัดการทำโคลนนิ่งเพื่อสืบพันธุ์ จนกว่าจะมีการแก้ไขปัญหาเรื่องของความปลอดภัยและจริยธรรมให้เรียบร้อยเสียก่อน
อนาคตของการโคลนมนุษย์
เรื่องของการโคลนยังคงสร้างความประหลาดใจให้กับเราๆ
ท่านๆ ได้ทุกครั้งที่มีข่าวใหม่ๆ ออกมานะครับ ในอนาคต
การโคลนนิ่งเพื่อสืบพันธุ์ก็คงจะยังคงมีการต่อต้านกันต่อไป
ในขณะที่หลายคนคงเชื่อว่า ในขณะนี้น่าจะมีการทำโคลนนิ่งมนุษย์กันอยู่
ณ แห่งใดแห่งหนึ่งแล้ว และเราน่าจะได้เห็น มนุษย์โคลน
ที่เป็น เด็กจริงๆ ในอนาคตอันไม่ไกลนัก
ในอีกทางหนึ่ง เทคนิคการโคลนเพื่อบำบัดโรคก็กำลังหาที่ทางของตนเองอยู่
ข้อมูลการทดลองค้นคว้าในอนาคตคงจะเป็นตัวชี้ขาดว่า
การทำโคลนนิ่งเพื่อการบำบัดโรคนั้นจะมีประโยชน์
และน่าทำอย่างที่หลายๆ คนในขณะนี้เชื่ออยู่หรือไม่
คุณล่ะครับ...คิดว่าการทำ โคลนนิ่งมนุษย์ เป็นเรื่องของความมหัศจรรย์ทางวิทยาศาสตร์
และเป็นการเปิดพรมแดนความรู้ใหม่ ที่อาจจะเทียบชั้นมนุษย์ให้สามารถ
สร้างชีวิต ได้ด้วยวิถีทางใหม่...ประดุจดังทำตนเป็นพระเจ้าเสียเอง
หรือเป็นเพียง ภาพมายา ของเทคโนโลยีที่ยังพัฒนาไม่ได้ที่
และจะเป็นอยู่เช่นนี้เพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น?
โดย..ดร.นำชัย
ชีววิวรรธน์
บทความเรื่องนี้เป็นฉบับย่อ
โปรดอ่านฉบับเต็มได้ในนิตยสาร UpDATE ฉบับ 175 มีนาคม
2545
จาก http://update.se-ed.com/176/human_cloning.htm
|