สมาชิก

     ติ-ชม-แนะนำ

     ส่งอี-เมล์ถึงเรา

     เว็บบอร์ด

     เล่มก่อน

     หน้าแรก

     ซีเอ็ดฯ

ปกเล่มปัจจุบัน

Web Visited
 

บอกรับจดหมายข่าว
โปรดแจ้ง
E-Mail ของคุณ



Subscribe    
Unsubscribe

Powered by
YourMailinglist
Provider.com

  ดูจดหมายข่าวเก่า


...........................................เรื่องจากปก ฉบับที่ 176 เดือนเมษายน 2545................................................

...โคลนนิ่งมนุษย์ : มหัศจรรย์วิทยาหรือมายาเทคโนโลยี....

เซลล์เ รื่ อ ง  “โคลนนิ่ง” กลายเป็นข่าวดังและเป็นที่รู้จักกันดีในวงกว้าง นับแต่การถือกำเนิดของ “ดอลลี่”  แกะโคลนที่เกิดมาจากนิวเคลียสของเซลล์ที่พัฒนาไปเต็มที่แล้ว (ในปี 2540) อันนับได้ว่าเป็นการลบล้างความเชื่อเดิมที่ว่า “เซลล์ที่เปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่เฉพาะแล้วไม่อาจจะนำมาใช้ในการโคลนได้อีก” ลงได้อย่างสิ้นเชิง  เนื่องจากดอลลี่นั้นเป็นแกะซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่งเช่นเดียวกับมนุษย์ นับจากนั้นมาก็คาดกันมีว่า “มนุษย์โคลน” คนแรกคงจะเกิดขึ้นตามมาในไม่ช้า ทำให้การเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันให้มีการห้าม “การโคลนมนุษย์” กันอย่างกว้างขวางทั่วโลก   

แต่ในที่สุด เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ข่าวความสำเร็จเรื่องการโคลนมนุษย์ก็กลับมาเป็นที่สนใจกันอีกครั้ง   คราวนี้ถึงกับได้ขึ้นปกวารสารวิทยาศาสตร์ชั้นดีอย่าง Scientific American (ฉบับเดือนมกราคม 2545) เลยทีเดียว       

ผมจะพาคุณๆ มาติดตามเรื่องนี้ให้กระจ่างมากขึ้นว่า “เกิดอะไรขึ้น?” หรือ “อะไรคืออะไรกันแน่เกี่ยวกับเรื่องการโคลนมนุษย์?” และ “อะไรที่เชื่อได้หรืออะไรที่ไม่น่าจะเชื่อถือได้?” เกี่ยวกับเรื่องโคลนมนุษย์

  กำเนิดมนุษย์โคลนคนแรกของโลก - จริงหรือ ?  
เรื่องของสิ่งที่อ้างกันว่าเป็น “มนุษย์โคลนคนแรกของโลก” เกิดขึ้นในห้องทดลองที่เงียบสงบในเมืองนิวอิงแลนด์ ในเช้าของวันที่ 10 ตุลาคม 2544 โฮเซ่ ซิเบลลี่ นักวิทยาศาสตร์เชื้อสายอาร์เจนตินา ได้นำไข่ของคนที่ได้จากผู้บริจาคที่เก็บไว้ออกมาจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็นำมาดูดเอาส่วนนิวเคลียสของไข่เหล่านี้ออก  ก่อนที่จะนำนิวเคลียสจากเซลล์อีกชุดหนึ่งที่ต่างออกไปมาใส่แทน อันเป็นวิธีการมาตรฐานสำหรับการทำโคลนนิ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ทำกันอยู่ขณะนี้ 

สามวันให้หลัง “เอ็มบริโอ” (หรือไข่ที่ได้รับการผสมด้วยวิธีการดังกล่าว) บางส่วนที่สร้างขึ้นนี้ ... ยังคงมีชีวิตอยู่  และเอ็มบริโอเหล่านี้นี่เองที่เป็นต้นตอของข่าว “มนุษย์โคลนคนแรก” ที่โด่งดังไปทั่วโลกเมื่อต้นปีที่ผ่านมานั่นเอง

เรื่องแรกสุดที่ควรจะต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนก็คือ  เอ็มบริโอที่เกิดจากกระบวนการโคลนข้างต้น  ไม่ได้มีรูปร่างเป็นเด็กที่มีแขนขาหรือรูปร่างแบบเด็กทารกและอยู่ในครรภ์มารดาแต่อย่างใด เอ็มบริโอที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้เป็นแต่เพียงกระจุกของเซลล์ที่มีขนาดไม่เกินหกเซลล์   ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าปลายเข็มหมุดอันเล็กๆ และอยู่ในจานเพาะเลี้ยงเซลล์ในห้องทดลองเท่านั้น !!!

  โคลนนิ่งมนุษย์ : ทำได้อย่างไร?  
ซิเบลลี่และทีมของเขาใช้วิธีการมาตรฐานในการทำโคลนนิ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมคือ วิธีถ่ายโอนนิวเคลียส (nuclear transfer technique) ซึ่งมีหลักการคร่าวๆ คือ นำสารพันธุกรรมออกจากเซลล์ไข่ที่ต้องการใช้เสียก่อน  จากนั้นนำนิวเคลียสจากเซลล์อีกชนิดหนึ่งมาใส่แทนเข้าไปในเซลล์ไข่นั้น  กระตุ้นให้เซลล์ไข่หลอมรวมกับนิวเคลียสดังกล่าว   และปล่อยให้มีการแบ่งตัวเกิดเป็นเอ็มบริโอต่อไป

ในรอบสุดท้ายทางทีมได้หันมาใช้วิธี-การที่คิดค้นโดยเทรุฮิโกะ วากายามะ (และเป็นเทคนิคที่ประสบความสำเร็จในการสร้างหนูโคลนในปี 2541)  และในครั้งสุดท้ายนี่เองที่ความสำเร็จมาเยือน  ในการทดลองดังกล่าว ซิเบลลี่ทดลองโดยใช้ไข่ทั้งสิ้นจำนวน 19 ฟองและใช้นิวเคลียสจากเซลล์สองชนิดคือ  เซลล์ผิวหนังและเซลล์ที่อยู่บริเวณรอบไข่ที่กำลังเติบโต (มีชื่อเฉพาะเรียกว่า เซลล์คิวมูลัส (cumulus)) เนื่องจากเซลล์คิวมูลัสมีขนาดเล็กจึงสามารถฉีดเซลล์ทั้งเซลล์เข้าไปในไข่ (ไม่ต้องแยกส่วนนิวเคลียสออกมา) ปรากฏว่าในกลุ่มที่ใช้นิวเคลียสจากเซลล์ผิวหนังมีไข่เพียงฟองเดียวที่แบ่งตัว  และแบ่งตัวได้เป็นเพียง 2 เซลล์แล้วก็ไม่แบ่งอีก    

ในขณะที่ในกลุ่มของไข่จำนวน 8 ฟองที่ได้รับการผสมจากเซลล์คิวมูลัส  มีอยู่สองฟองที่เกิดการแบ่งตัว  ในจำนวนนี้  ฟองหนึ่งแบ่งตัวได้เพียงสองรอบ  เกิดเป็นกระจุกเซลล์จำนวน 4 เซลล์ก่อนที่จะหยุดแบ่งตัว  และมีเพียงฟองเดียวเท่านั้นที่เริ่มแบ่งตัวในรอบที่สามเห็นเป็นกระจุกเซลล์รวม 6 เซลล์  แต่ก็หยุดเติบโตหลังจากนั้นเช่นกัน

การที่จะสามารถนำวิธีการโคลนมาใช้เพื่อเตรียม “สเต็ม เซลล์” (เซลล์พิเศษที่สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ ได้) สำหรับใช้เป็น “คลังหรือแหล่งกำเนิดเซลล์” สำหรับใช้รักษาโรคหรือสร้างอวัยวะทดแทนในอนาคตนั้น  อย่างน้อยที่สุด...เอ็มบริโอที่ได้จะต้องพัฒนาจนถึงระยะ “บลาสโทซิสต์” ที่เป็นก้อนเซลล์ที่มีเซลล์ราว 100 เซลล์   แต่เอ็มบริโอที่ทีมของซิเบลลี่สร้างขึ้นนั้นยังห่างไกลจากความสำเร็จดังกล่าวอยู่มาก   

อาจจะกล่าวได้ว่าเทคนิคที่ใช้ทำโคลนนิ่งมนุษย์ในปัจจุบันนั้น ยังเป็นเทคโนโลยีที่ถือได้ว่ายัง “ไม่สุกงอม” นัก

  โคลนนิ่งมนุษย์ : เพื่ออะไร?้ 
การโคลนแบ่งตามวัตถุประสงค์ออกได้เป็นสองอย่างคือ  การโคลนเพื่อสืบพันธุ์ (reproductive cloning) และ การโคลนเพื่อบำบัดโรค (therapeutic cloning)

สำหรับการโคลนเพื่อประโยชน์ด้านการสืบพันธุ์นั้น   อาจจะมีประโยชน์คือ เพื่อเป็นการช่วยผู้ที่มีความผิดปกติของเซลล์อสุจิจนไม่สามารถมีลูกได้ตามธรรมชาติ  ในลักษณะที่แม้แต่เทคโนโลยีชั้นสูงอย่าง เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF), กิฟต์, ซิฟต์ หรือ อิกซี ก็ไม่อาจะช่วยได้ เป็นต้น (สำหรับรายละเอียดของ “เทคโนโลยีช่วยกำเนิดบุตร” เหล่านี้ได้เคยเขียนถึงไว้โดยละเอียดแล้วใน UPDATE ฉบับเดือนเมษายน 2544)

นอกจากประโยชน์ในกรณีข้างต้น  ตามทฤษฎีแล้ว  การโคลนยังเปิดโอกาสให้เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ก่อนหน้านี้...มีโอกาสเกิดขึ้นได้อีกด้วยเช่น   การให้กำเนิดบุตรสำหรับคู่รักร่วมเพศอย่าง “คู่เลสเบี้ยน”  หรือการสร้างมนุษย์โคลนของตนเองในแบบเดียวกับที่มีกล่าวไว้ในนิยายวิทยาศาสตร์  เป็นต้น      

การโคลนเพื่อประโยชน์ด้านการสืบพันธุ์นั้นยังเป็นข้อถกเถียงกันมากทั้งในแง่ของปัญหาด้านเทคนิค และที่สำคัญก็คือปัญหาด้านจริยธรรม กล่าวคือ  สำหรับความรู้เกี่ยวกับเรื่องการโคลนมนุษย์ที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนั้น  กระบวนการดังกล่าวยังมีความเสี่ยงอันตรายต่อทั้งแม่และลูกสูงมาก  และอาจถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ผิดจริยธรรม

สำหรับประโยชน์อีกข้อหนึ่งของการโคลนคือ การโคลนเพื่อประโยชน์ด้านการบำบัดรักษาโรคนั้น  ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า หากเราใช้เซลล์ของผู้ป่วยเองมาใช้ในการสร้างเซลล์หรืออวัยวะใหม่เพื่อรักษาโรค ก็น่าจะเป็นประโยชน์ได้มาก  เนื่องจากจะช่วยตัดปัญหาเรื่องการปฏิเสธเซลล์หรืออวัยวะของร่างกายผู้ป่วยไปได้

นอกจากนี้แล้ว  เนื่องจากกระบวนการโคลนยังเป็นเหมือนการ “ตั้งโปรแกรม” เซลล์ใหม่อีกครั้ง  ทำให้เซลล์มีการแบ่งตัวและเริ่มสร้างเซลล์ใหม่  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สเต็ม เซลล์” ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีความสามารถในการแปรเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ ได้มากมายแทบไม่จำกัด  ทำให้ขอบเขตในการบำบัดโรคกว้างขวางขึ้นอีกเป็นอันมาก โดยเฉพาะโรคบางชนิดที่เดิมไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นไปได้ เช่น   โรคเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของเซลล์ประสาทอย่าง โรคอัลไซเมอร์ และ โรคพาร์กินสัน เป็นต้น

บริษัท ACT เจ้าของผลงานการโคลนมนุษย์  อ้างเหตุผลว่าการทดลองของบริษัทตนทำไปเพื่อประโยชน์ด้านการบำบัดโรค  โดยเซลล์จากผู้ป่วยจะถูกนำไปใช้สำหรับการทำเนื้อเยื่อหรืออวัยวะทดแทนสำหรับผู้ป่วย  ผ่านทางการสร้างสเต็ม เซลล์จากเอ็มบริโอ  และทางบริษัทสนับสนุนให้ “จำกัดการทำโคลนนิ่งเพื่อสืบพันธุ์”  จนกว่าจะมีการแก้ไขปัญหาเรื่องของความปลอดภัยและจริยธรรมให้เรียบร้อยเสียก่อน

  อนาคตของการโคลนมนุษย์  
เรื่องของการโคลนยังคงสร้างความประหลาดใจให้กับเราๆ ท่านๆ ได้ทุกครั้งที่มีข่าวใหม่ๆ ออกมานะครับ  ในอนาคต การโคลนนิ่งเพื่อสืบพันธุ์ก็คงจะยังคงมีการต่อต้านกันต่อไป  ในขณะที่หลายคนคงเชื่อว่า  ในขณะนี้น่าจะมีการทำโคลนนิ่งมนุษย์กันอยู่ ณ แห่งใดแห่งหนึ่งแล้ว และเราน่าจะได้เห็น “มนุษย์โคลน” ที่เป็น “เด็กจริงๆ” ในอนาคตอันไม่ไกลนัก

ในอีกทางหนึ่ง  เทคนิคการโคลนเพื่อบำบัดโรคก็กำลังหาที่ทางของตนเองอยู่  ข้อมูลการทดลองค้นคว้าในอนาคตคงจะเป็นตัวชี้ขาดว่า  การทำโคลนนิ่งเพื่อการบำบัดโรคนั้นจะมีประโยชน์  และน่าทำอย่างที่หลายๆ คนในขณะนี้เชื่ออยู่หรือไม่

คุณล่ะครับ...คิดว่าการทำ “โคลนนิ่งมนุษย์” เป็นเรื่องของความมหัศจรรย์ทางวิทยาศาสตร์ และเป็นการเปิดพรมแดนความรู้ใหม่  ที่อาจจะเทียบชั้นมนุษย์ให้สามารถ “สร้างชีวิต” ได้ด้วยวิถีทางใหม่...ประดุจดังทำตนเป็นพระเจ้าเสียเอง หรือเป็นเพียง “ภาพมายา” ของเทคโนโลยีที่ยังพัฒนาไม่ได้ที่ และจะเป็นอยู่เช่นนี้เพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น?

 

โดย..ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์

บทความเรื่องนี้เป็นฉบับย่อ โปรดอ่านฉบับเต็มได้ในนิตยสาร UpDATE ฉบับ 175 มีนาคม 2545

จาก http://update.se-ed.com/176/human_cloning.htm

 
Discovery ResearchPaper NASA
WhyFilesSavvySearch เชื่อมสู่สถาบันการศึกษา

UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 60 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 720 บาท
จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0-2751-5800, 0-2751-4175 โทรสาร 0-2751-5059
E-mail : update@se-ed.com

SEED Update Magazine Microcomputer User Internet
เซมิคอนดัคเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ Industrial Hobby Mechanical