สมาชิก

     ติ-ชม-แนะนำ

     ส่งอี-เมล์ถึงเรา

     เว็บบอร์ด

     เล่มก่อน

     หน้าแรก

     ซีเอ็ดฯ

ปกเล่มปัจจุบัน

SEE LINKSVISITOR RECOMMEND
Click Here
.

Post a link to your Web Site in UpDATE Free-For-All Links Page Click Here.

Web Visited
 

บอกรับจดหมายข่าว
โปรดแจ้ง
E-Mail ของคุณ



Subscribe    
Unsubscribe

Powered by
YourMailinglist
Provider.com

  ดูจดหมายข่าวเก่า


...........................................เรื่องจากปก ฉบับที่ 174 เดือนกุมภาพันธ์ 2545................................................

...เรื่องจริงของโลหิต....

โลหิตโลหิตหรือเลือด ของเหลวสีแดงข้นที่ไหลเวียนอยู่ทั่วสรรพางค์กายของเรานั้น มีความสำคัญต่อความอยู่รอดของชีวิตไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอวัยวะสำคัญอื่นๆ โลหิตเปรียบได้กับสายธารแห่งชีวิต วันใดที่สายธารเหือดแห้ง ชีวิตก็ถึงกาลอ่อนแอและดับสูญ

อาจกล่าวได้ว่า เรื่องราวของโลหิตนั้นเป็นเรื่องหนึ่งที่มนุษย์ให้ความสนใจมาแต่ครั้งอดีตกาล นับแต่มนุษย์เริ่มสังเกตเห็นว่า การที่โลหิตไหลออกจากร่างกายมากเกินไป เป็นเหตุแห่งความอ่อนแอ และอาจนำมาซึ่งความตาย  โลหิตจึงถูกเชื่อมโยงเข้ากับชีวิต ซึ่งทำให้เกิดความเชื่อและพิธีกรรมต่างๆ ตามมาอีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น ข้อห้ามรับประทานโลหิตทุกชนิดของชาวยิว เนื่องจากเชื่อว่าโลหิตคือวิญญาณ การกินโลหิตของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น จะทำให้วิญญาณของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นเข้ามาอยู่ในร่างกายของเรา แต่นายพรานนักล่าชาวนอร์เวย์กลับมีประเพณีการดื่มเลือดหมี เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง  ชนเผ่านักล่าหัวมนุษย์ในเซลีเบสตอนกลาง(หมู่เกาะอินดีสตะวัน-ออก) ก็ดื่มโลหิตมนุษย์ด้วยกันเอง เนื่องจากมีความเชื่อว่าโลหิตมนุษย์จะทำให้มีความกล้าหาญ นอกจากนี้ การดื่มไวน์แดงและรับประทานขนมปังซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนเลือดและเนื้อของพระคริสต์ ก็เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งในการประกาศตัวเป็นคริสตศาสนิกชน

ส่วนเรื่องราวของโลหิตในแง่มุมที่เป็นวิทยาศาสตร์และวิทยาการทางการแพทย์นั้น เริ่มต้นการศึกษากันมาตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 วิทยาการด้านโลหิตได้ก้าวหน้ามาตลอดระยะเวลากว่า 300 ปี และได้มีส่วนช่วยรักษาชีวิตผู้คนนับล้านทั่วโลกให้รอดพ้นจากความเจ็บป่วย หรือแม้แต่ความตาย วิทยาการเหล่าได้ไขความลับอะไรเกี่ยวกับโลหิตออกมาให้เราได้เรียนรู้กันบ้าง นี่คือส่วนหนึ่งที่เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับความจริงของสายธารสีแดงแห่งชีวิตของเรา

  คำจำกัดความ  
เราอาจเห็นว่าโลหิตเป็นของเหลวที่มีสีแดงข้น แต่ในความเป็นจริง โลหิตมีคุณสมบัติเป็นเนื้อเยื่อด้วย ทั้งนี้เนื่องจากโลหิตประกอบด้วยเซลล์ที่มีลักษณะเหมือนกันที่ทำหน้าที่เฉพาะอย่าง โดยเซลล์เหล่านี้ล่องลอยอยู่ในของเหลวที่เรียกว่า พลาสมา (plasma) หรือน้ำเหลือง

หน้าที่หลักของโลหิตคือการขนถ่ายออกซิเจนซึ่งจำเป็นต่อการเผาผลาญไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย และรับคาร์บอนไดออกไซด์อันเป็นของเสียจากกระบวนการเผาผลาญในเซลล์กลับมา นอกจากนี้ โลหิตยังเป็นตัวรับสารอาหารที่ย่อยแล้วจากบริเวณลำไส้หรือจากเนื้อเยื่อต่างๆ ที่ร่างกายสะสมไว้ และนำสารอาหารเหล่านี้ไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย หน้าที่อีกอย่างของโลหิตคือ ขนถ่ายของเสียที่ละลายน้ำได้ไปจัดเก็บที่อวัยวะจำเพาะ เพื่อรอเวลาขับถ่ายออกจากร่างกาย

  องค์ประกอบ  
โลหิตมีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นของเหลวเรียกว่า พลาสมา และส่วนที่เป็นเซลล์ต่างๆ อันได้แก่ เม็ดโลหิตแดง เม็ดโลหิตขาว และเกล็ดโลหิต

พลาสมา หรือ น้ำเหลือง เป็นของเหลวสีเหลืองอ่อนใส มีสัดส่วนประมาณ 55 เปอร์เซ็นต์ของโลหิตทั้งหมด  พลาสมามีน้ำ 90-92 เปอร์เซ็นต์ โปรตีน 6-8 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นสารอื่นๆ พลาสมามีหน้าที่หลายประการ เช่น เป็นตัวกลางในการขนถ่ายสารอาหาร ของเสีย และเซลล์เม็ดโลหิต เป็นตัวควบคุมความ-ดันโลหิต เป็นตัวกระจายความร้อนให้ทั่วถึงตลอดร่างกาย เป็นตัวควบคุมความเป็นกรดด่างในกระแสโลหิต เป็นต้น

เม็ดโลหิตแดง (erythrocytes หรือ  red blood cell) มีรูปร่างกลมแบน ไม่มีนิวเคลียส ตรงกลางเซลล์เว้าเข้าทั้งสองด้าน มีเฮโมโกลบินซึ่งทำหน้าที่ขนถ่ายออกซิเจนที่รับจากปอดไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย เม็ดโลหิตแดงมีปริมาณ 30-55 เปอร์เซ็นต์ของโลหิตทั้งหมด มีอายุอยู่ในร่างกายประมาณ 120 วัน การที่รูปร่างของเม็ดโลหิตแดงเว้าเข้านั้น เป็นผลมาจากความพยายามในการปรับตัวเพื่อให้มีพื้นที่มากที่สุดในการขนถ่ายออกซิเจน

เม็ดโลหิตขาว (leucocytes หรือ white blood cell) ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย เม็ดโลหิตขาวมีปริมาณประมาณ 0.5 เปอร์เซ็นต์ของโลหิตทั้งหมด มีอายุการทำงานในกระแสโลหิตประมาณ 10 ชั่วโมง แบ่งออกเป็น 5 ชนิดหลักๆ ได้แก่ แกรนูโลไซต์ (granulocytes) หรือเรียกอีกอย่างว่า นิวโทรฟิลส์ (neutrophils), โมโนไซต์ (monocytes),  ลิมโฟไซต์ (lymphocytes), อีโอสิโนฟิลส์ (Eosinophils) และ เบโซฟิลส์ (Basophils)

เกล็ดโลหิต (thrombocytes หรือ platelets) มีขนาดเล็กกว่าเซลล์เม็ดโลหิตแดงและเม็ดโลหิตขาว มีปริมาณประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ของโลหิตทั้งหมด มีอายุการทำงานในกระแสโลหิตประมาณ 5-10 วัน เกล็ดโลหิตมีบทบาทสำคัญในการป้องกันโลหิตไหลออกจากบริเวณที่เส้นโลหิตฉีกขาด โดยจะเกาะตัวกันในบริเวณที่มีบาดแผล ปิดรอยรั่ว ในกรณีที่รอยรั่วไม่ใหญ่มาก เกล็ดโลหิตจะทำงานตามลำพัง แต่หากเป็นบาดแผลใหญ่ เกล็ดโลหิตจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกระบวนการห้ามโลหิต

  กำเนิดโลหิต้ 
เซลล์ชนิดต่างๆ ในโลหิต มีต้นกำเนิดจากไขกระดูกซึ่งเป็นอวัยวะสร้างเซลล์จำเพาะ ในผู้ใหญ่ ไขกระดูกจะทำหน้าที่สร้างเม็ดโลหิตแดง เกล็ดโลหิตทั้งหมด และสร้างเม็ดโลหิตขาวชนิดแกรนูโลไซต์ (ประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ของเม็ดโลหิตขาวทั้งหมด) เนื้อเยื่อน้ำเหลือง เช่น ต่อมไทมัส ม้าม และต่อมน้ำเหลือง สร้างเม็ดโลหิตขาวชนิดลิมโฟไซต์ (20-30 เปอร์เซ็นต์ของเม็ดโลหิตขาวทั้งหมด) ส่วนเนื้อเยื่อ reticuloendothelial ของม้าม ตับ ต่อมน้ำเหลืองและเนื้อเยื่ออื่นๆ สร้างเม็ดโลหิตขาวชนิดโมโนไซต์  (4-8 เปอร์เซ็นต์ของเม็ดโลหิตขาวทั้งหมด) ส่วนเกล็ดโลหิต ซึ่งเป็นชิ้นส่วนเล็กๆของเซลล์มากกว่าจะเป็นเซลล์ที่สมบูรณ์ สร้างจากไซโตพลาสมของเซลล์ขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า เมกาคารีโอไซต์ (megakaryocyte) ที่อยู่ในไขกระดูก

  หมู่โลหิต  
นับตั้งแต่ พ.ศ. 2443 เป็นต้นมา คาร์ล แลนด์สไตน์เนอร์ ศึกษาการทำปฏิกิริยาระหว่างโลหิต จนสามารถจัดเป็นระบบหมู่โลหิตที่เรียกว่า ระบบหมู่โลหิตแบบ ABO ซึ่งแบ่งกลุ่มโลหิตออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ ตามชนิดของแอนติเจน ได้แก่ type A (มีแอนติเจน A), type B (มีแอนติเจน B), type AB (มีทั้งแอนติเจน A และ B) และ type O (ไม่มีทั้งแอนติเจน A และ B)

นอกจากระบบหมู่โลหิตแบบ ABO แล้ว ยังมีการจัดระบบหมู่โลหิตแบบอื่นอีก คือ ระบบอาร์เอช (Rh) ซึ่งแบ่งหมู่โลหิตออกเป็น 2 หมู่คือ อาร์เอชบวก (Rh-positive) และ อาร์เอชลบ (Rh-negative)

  การตรวจโลหิต  
การตรวจโลหิต สามารถบ่งบอกถึงความเป็นไปของโรค การตรวจบางอย่างเป็นการวัดคุณภาพและการทำงานของโลหิตเอง การตรวจหาสารบางชนิดในโลหิตก็เป็นตัวบ่งบอกประสิทธิภาพการ ทำงานของอวัยวะบางอย่างได้เช่นกัน

 โรคที่เกี่ยวกับโลหิต
ความผิดปกติที่เกิดกับเม็ดโลหิตแดง อาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากการที่ร่างกายสามารถผลิตเซลล์เม็ดโลหิตแดงได้น้อยลง เนื่องจากขาดสารต่างๆ หรือเป็นโรคเรื้อรังบางอย่าง หรือเกิดจากการที่เม็ดโลหิตแดงถูกทำลายเนื่องจากหลายสาเหตุ

การที่ร่างกายสร้างเม็ดโลหิตแดงมากเกินไป (Polycythemia)ก็จัดเป็นความผิดปกติอีกเช่นกัน โดยภาวะเช่นนี้มักเกิดในผู้สูงอายุ ทำให้มีโลหิตข้นมากกว่าปกติ โลหิตจะไหลเวียนได้ช้าลง จนในที่สุดอาจทำให้เส้นโลหิตอุดตันในอวัยวะบางแห่ง

โรคโลหิตอาจเกิดขึ้นที่ความผิดปกติของเกล็ดโลหิต เช่น ปริมาณเกล็ดโลหิตต่ำกว่าปกติ เกล็ดโลหิตไม่เกาะติดผนังหลอดโลหิตในบริเวณที่มีรูรั่ว เกล็ดโลหิตไม่เกาะกันเพื่ออุดรูรั่ว ร่างกายขาด clotting factor VIII หรือ IX นอกจากนี้ยังมีโรคและอาการอื่นๆ ที่มีผลต่อปริมาณและความสมบูรณ์ของเกล็ดโลหิตอีกด้วย

โรคโลหิตที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติของเม็ดโลหิตขาวนั้น เกิดจากการที่มีเม็ดโลหิตขาวสูงหรือต่ำเกินไปในกระแสโลหิต ความผิดปกติในเม็ดโลหิตขาวมีหลายลักษณะด้วยกัน เช่น ภาวะเม็ดโลหิตขาวต่ำ ซึ่งสามารถแยกย่อยออกไปได้อีกว่าเม็ดโลหิตขาวชนิดใดต่ำ และก่อให้เกิดอาการผิดปกติเช่นไร ภาวะเม็ดโลหิตขาวในเลือดสูง เช่น โรคมะเร็งในเม็ดโลหิตขาว (leukemia) และอาจมีความเปลี่ยน-แปลงของเนื้อเยื่อหลายๆ ส่วน เช่น  ม้าม ต่อมน้ำเหลือง ร่วมอยู่ด้วย

 บริจาคโลหิต
การบริจาคโลหิต คือการสละโลหิตส่วนหนึ่งที่ร่างกายเหลือใช้เพื่อให้กับผู้ป่วย เป็นสิ่งที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เพราะร่างกายแต่ละคนจะมีปริมาณโลหิตประมาณ 17-18 แก้วน้ำ ซึ่งร่างกายใช้เพียง 15-16 แก้วเท่านั้น ส่วนที่เหลือนั้นสามารถบริจาคให้ผู้อื่นได้

เราสามารถเก็บรักษาโลหิตที่บริจาคไว้ในถุงบรรจุโลหิตได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง องค์ประกอบต่างๆ ในโลหิตจะมีอายุการเก็บรักษาที่แตกต่างกัน  ในการเก็บรักษาโลหิต เราอาจเก็บไว้ในรูปโลหิตรวม (whole blood) (เก็บได้นาน 42 วัน) หรือแยกเก็บเป็นองค์ประกอบเฉพาะส่วน เช่น เก็บในรูปเซลล์เม็ดโลหิตแดงแช่แข็ง (เก็บได้นานกว่า 10 ปี) เก็บในรูปของพลาสมาแช่แข็ง (เก็บได้นาน 2 ปี) เก็บในรูปเกล็ดโลหิต (เก็บได้นาน 5 วัน) ซึ่งการแยกเก็บเป็นองค์ประกอบเฉพาะส่วนนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งานเป็นหลัก

 โลหิตวิทยาวันนี้และวันหน้า
โลหิตวิทยา (Hematology) เป็นสาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ว่าด้วยการศึกษาธรรมชาติ หน้าที่ และโรคของโลหิต ก้าวแรกของการศึกษาโลหิตอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เริ่มต้นขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 17 เมื่อ แอนโทนี แวน ลีเวนฮุค ประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์

ตลอด 300 ปีที่ผ่านมา วิทยาการด้านนี้มีความก้าวหน้ามาก ความรู้ต่างๆ ที่ผ่านมาข้างต้นเป็นผลจากการศึกษาในวิชาการด้านนี้ และวิทยาการด้านโลหิตมิได้หยุดยั้งเพียงเท่านี้ หากแต่ยังจะเดินหน้าต่อไป ตราบเท่าที่โลกวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาชีวิตและเยียวยาความเจ็บไข้ของผู้คนจนถึงที่สุด 

โดย..นิสากร ปานประสงค์

บทความเรื่องนี้เป็นฉบับย่อ โปรดอ่านฉบับเต็มได้ในนิตยสาร UpDATE ฉบับ 174 กุมภาพันธ์ 2545

จาก http://update.se-ed.com/174/blood.htm

 
Discovery ResearchPaper NASA
WhyFilesSavvySearch เชื่อมสู่สถาบันการศึกษา

UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 60 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 720 บาท
จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.0-2751-5800, 0-2751-4175 โทรสาร 0-2751-5059
E-mail : update@se-ed.com

SEED Update Magazine Microcomputer User Internet
เซมิคอนดัคเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ Industrial Hobby Mechanical