เนื้อเรื่องย่อเรื่องจากปก ฉบับที่ 166 มิถุนายน 2544
ประจำฉบับ
  บอกกล่าว
  เรื่องจากปก
  บทความ/สารคดี
  ประลองปัญญา
  มองไทย
  มองโลก
  space hotline
  คุยกับชัยคุปต์
  ท่องใยพิภพ
  จดหมายถึงบ.ก.  
  สมาชิก
  web board
  คำแนะนำ
  อี-เมล์
  กลับหน้าแรก

มหันตภัยโลกร้อน

แม้นี่คือปัญหาระดับโลกที่ทำเนียบขาวเคยหวั่นวิตก ถึงกับร่วมลงนามในสนธิสัญญาเกียวโต เพื่อหยุดยั้งภาวะโลกร้อนเมื่อ 4 ปีก่อน แต่วันนี้ประมุขแห่งทำเนียบขาวกลับเห็นว่าสนธิสัญญา ฉบับนี้สุ่มเสี่ยงต่อชะตากรรมทางเศรษฐกิจของประเทศตน จนถึงกับประกาศถอนตัวท่ามกลาง ความตกตะลึงของชาวโลก

รายงานพิเศษต่อไปนี้จะตรวจสอบเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจสวนกระแสโลกของสหรัฐฯ, สัญญาณหายนะที่ปรากฏขึ้นแล้วในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก ตลอดจนผลกระทบที่จะเผยตัว เมื่อสถานการณ์ก้าวสู่จุดวิกฤต

ไม่กี่ปีก่อนหน้า ภาวะโลกร้อน อาจดูเป็นปัญหาระดับโลกที่ดูไกลตัวจนหลายคนไม่สนใจติดตาม แต่ระดับความร้อนที่พุ่งทำลายสถิติเก่าปีแล้วปีเล่าอาจกระตุ้นให้ต้องฉุกคิด โดยเฉพาะเมื่อรายงาน ฉบับล่าสุดของคณะกรรมการนานาชาติด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ชี้ชัดว่าตลอดศตวรรษ ที่ผ่านมาอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 5 องศาเซลเซียส โดยทศวรรษ 1990 ที่เพิ่งผ่านพ้น เป็นช่วงเวลาร้อนที่สุดในศตวรรษ

ธารน้ำแข็งในเขตหนาวรวมทั้งหิมะบนยอดเขาทั่วโลกกำลังหลอมละลาย แนวปะการังถูกทำลาย เนื่องจากอุณหภูมิแปรปรวน ภัยแล้งกลายเป็นเหตุการณ์ปกติสำหรับหลายประเทศในเอเชียและแอฟริกา ปรากฏการณ์เอลนิญโญ่ก่อความวิบัติบ่อยครั้งขึ้น ทะเลสาบและแม่น้ำเขตหนาวจับตัวแข็งช้าลงทุกปี พืช-สัตว์นานาพันธุ์เริ่มเคลื่อนย้ายสู่ที่สูงหรือเข้าหาขั้วโลกมากขึ้น การอพยพย้ายถิ่นของสัตว์นานาชนิด ตั้งแต่ผีเสื้อ หมีขั้วโลก ตลอดจนปลาวาฬขาว วิปริตแปรปรวน ....ทั้งหมดมิใช่การคาดเดา แต่เป็นสถานการณ์จริงที่กำลังเกิดขึ้นในทุกภูมิภาคทั่วโลก !

คณะกรรมการนานาชาติด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ พบว่าอุณหภูมิโลกกำลังเพิ่มขึ้น เร็วกว่าที่ทุกฝ่ายคาดคิด โดยในปี ค.ศ. 2100 อุณหภูมิเฉลี่ยอาจเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันระหว่าง 1.4-5.8 oC สูงกว่าประมาณการเมื่อ 5 ปีก่อน กว่าร้อยละ 50 โดยข้อมูลจากอดีต บ่งชี้ว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นขนาดนี้อาจทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ

ย้อนหลังไป 4 ปี ณ เมืองเกียวโต, ธันวาคม 2540 เป็นห้วงเวลาประวัติศาสตร์ที่นานาชาติ ร่วมกำหนดมาตรการรูปธรรมเพื่อหยุดยั้งภาวะโลกร้อนและจบลงด้วยข้อตกลงให้ประเทศพัฒนาแล้ว ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเฉลี่ยร้อยละ 5.2 ของปริมาณที่ปล่อยในปี 2533 ส่วนประเทศกำลังพัฒนายังไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ในระยะแรก ด้วยเหตุผลที่ว่าปัญหาปัจจุบันเกิดจาก ก๊าซเรือนกระจกของโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งใช้บรรยากาศโลกเป็นถังขยะ ใบใหญ่ตลอด 2 ศตวรรษที่ผ่านมา

เที่ยงวันหนึ่งในเดือนมีนาคม 2544 ณ บ้านพักเอกอัคราชทูตสวีเดน ในกรุงวอชิงตันดีซี คับคั่งไปด้วยเจ้าหน้าที่การทูตจาก15 ประเทศแห่งสหภาพยุโรป ทั้งหมดกำลังรอคอยผู้แทน ฝ่ายสหรัฐฯเพื่อร่วมหารือนอกรอบเรื่องภาวะโลกร้อน โดยต่างวิตกกับท่าทีของรัฐบาลที่นำโดย จอร์จ ดับเบิลยู บุช ซึ่งเริ่มแสดงท่าทีเอาใจออกห่างสนธิสัญญาเกียวโต ทั้งที่สหรัฐฯลงนาม รับรองไปแล้วเมื่อ 4 ปีก่อน เนื่องจากการถอนตัวของประเทศอันทรงอิทธิพลนี้อาจหมายถึง ความพยายามแก้ปัญหาที่ดำเนินมาอย่างยากเย็นกว่า 1 ทศวรรษอาจต้องล้มเหลวลงทันที

คำประกาศของบุชที่ว่า “ในภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มถดถอย ทั้งยังต้องเผชิญวิกฤตพลังงาน มาตรการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จึงเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง” แสดงถึงนัยหลายประการ ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ สหรัฐฯเป็นประเทศผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อันดับ 1 ของโลก ทั้งผลผลิตอุตสาหกรรม ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ตลอดจนอัตราการว่างงาน หรืออีกนัยหนึ่งคือระบบเศรษฐกิจทั้งหมด ตลอดถึงสถานะทางการเมืองของรัฐบาลย่อมถูกกระทบ จากมาตรการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อย่างแน่นอน การตัดสินใจของบุช จึงไม่อาจมองข้ามปัจจัยเหล่านี้ไปได้

แม้อเมริกันชนจะหวาดวิตกกับปัญหาโลกร้อน แต่สิ่งที่พวกเขาหวั่นเกรงยิ่งกว่ากลับเป็นยอด บิลค่าไฟที่พุ่งสูง รวมถึงการตกงานอันเนื่องจากมาตรการหยุดยั้งวิกฤตโลกร้อน

แต่การป้องกันภาวะโลกร้อนอาจไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การขึ้นราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า หรือการว่างงานเสมอไป หากทุ่มเทวิจัยอย่างจริงจังเราอาจมีเทคโนโลยีที่ช่วยลดปริมาณ คาร์บอนไดออกไซด์โดยไม่เพิ่มต้นทุนให้แก่อุตสาหกรรมเกินไปนัก รายงานของคณะกรรมการ นานาชาติด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ได้แนะนำเทคโนโลยีอันเป็นความหวังสู่อนาคตไว้หลายชนิด เช่น รถยนต์ที่ใช้น้ำมันร่วมกับพลังงานไฟฟ้า ซึ่งขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์แบบเก่าร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า อย่างละครึ่งทาง โรงไฟฟ้าแบบเก่าอาจถูกทดแทนด้วยระบบคอมไบน์ไซเคิล ก๊าซเทอร์บายน์ ซึ่งมีประสิทธิภาพการผลิตพลังงานสูงถึงร้อยละ 60 (มากกว่าระบบเดิมเกือบ 2 เท่า) โดยหากใช้ร่วมกับอุปกรณ์หมุนเวียนความร้อนเพื่อสร้างความอบอุ่นให้อาคาร ประสิทธิภาพของระบบจะเพิ่มสูงถึงร้อยละ 90 ทีเดียว

ท่ามกลางความตื่นตัวของประชาชน ชุมชน ธุรกิจอุตสาหกรรม ตลอดจนรัฐบาลทั่วโลก ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าก้าวต่อไปของรัฐบาลสหรัฐฯจะเป็นอย่างไร ประเทศผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อันดับหนึ่งของโลกนี้จะเข้าร่วมการเจรจาระดับนานาชาติครั้งต่อไปในเดือนกรกฎาคมหรือไม่ หากมองโลกในแง่ดี คำประณามอย่างหนักหน่วงจากนานาชาติอาจทำให้ผู้นำแห่งทำเนียบขาว อับอายจนยอมกลับเข้าร่วมสนธิสัญญาเกียวโตอีกครั้ง แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง โอกาสดังกล่าวอาจเหลืออยู่เพียงน้อยนิด

หากประธานาธิบดีบุชเลือกที่จะปฏิเสธ...ชาวโลกผู้เผชิญวิกฤตในอนาคตคงเต็มไปด้วยคำถามค้างคาใจว่า

“เหตุผลใดอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจในปี 2544 จนนำมาซึ่งวาระสุดท้ายของโลกในวันนี้....”

รายละเอียดเพิ่มเติม อาจได้ในนิตยสาร Update ฉบับ 166 มิถุนายน 2544

โดย..นพนันท์ อนุรัตน์


Discovery ResearchPaper NASA WhyFiles
SavvySearch เชื่อมสู่สถาบันการศึกษา Sci-Fi Sounds Amazing Thailand โดย คุณวิลาส นิรันดร์สุขสิริ

UpDATE นิตยสารรายเดือน ราคาฉบับละ 60 บาท
http://update.se-ed.com
อัตราสมาชิก 12 ฉบับ 720 บาท
จัดพิมพ์โดย
บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน)
อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น 19 เลขที่ 46/87-90 ถ.บางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260
โทร.751-5800,751-4175 โทรสาร 751-5059
E-mail : update@se-ed.com

SEED Updat Magazine Microcomputer User Internet
เซมิคอนดัคเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ Industrial Hobby